fb
รายงานภาวะสินค้ากาแฟในไต้หวัน
โดย
Sangchai
ลงเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2568 23:00
สคต. ณ กรุงมะนิลา ส่วนที่ 2 (ไต้หวัน) (TTC, Manila – Section 2 (Taiwan))
43

รายงานภาวะสินค้ากาแฟในไต้หวัน    (HS Code : 0901, 2101)

1. การบริโภค

            กาแฟไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มที่ดื่มเป็นครั้งคราวหรือสิ่งฟุ่มเฟือยดังเช่นในอดีตอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวไต้หวันอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นอาหารในมื้อเช้า ช่วงพักผ่อนยามบ่าย หรือเวลาสังสรรค์กับเพื่อนฝูง กาแฟก็เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้เสมอ ข้อมูลจากองค์การกาแฟนานาชาติ (ICO) ระบุว่าในปี 2566 คนไต้หวันบริโภคกาแฟรวมประมาณ 4.24 พันล้านแก้ว เฉลี่ยคนละกว่า 180 แก้วต่อปี เพิ่มขึ้นเกือบ 50% ภายในเวลาเพียงสองปี จากปี 2564 ที่เฉลี่ยเพียง 122 แก้วต่อคน อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่นซึ่งบริโภคเฉลี่ยราว 600 แก้วต่อปี และเกาหลีใต้ประมาณ 400 แก้วต่อปีแล้ว ไต้หวันยังตามหลังอยู่มาก แสดงให้เห็นว่าตลาดกาแฟในไต้หวันยังมีศักยภาพในการเติบโตได้อีก

ตลาดกาแฟไต้หวันมีมูลค่าประมาณปีละ 100,000 ล้านเหรียญไต้หวัน (105,000 ล้านบาท) แบ่งเป็นตลาด coffee service (กาแฟที่ใช้บริโภคในร้าน Coffee Shop) ราว 40% ตลาดค้าปลีกผลิตภัณฑ์กาแฟราว 60% จากการสำรวจของ Far Eastern Magazine พบว่าความนิยมของกลุ่มผู้นิยมดื่มกาแฟชนิดต่างๆ ปรากฏดังนี้ กาแฟผง 41% ของกลุ่มตัวอย่างกาแฟ Drip bag 39%, กาแฟสำเร็จรูป (Instant coffee) 35%, กาแฟจากเครื่องชง 34% และกาแฟสดจากร้าน (ซื้อกลับมาดื่มที่บ้าน/ที่ทำงาน) 29% โดยสถิติข้างต้นกลุ่มตัวอย่างสามารถเลือกคำตอบได้หลายข้อ ทั้งนี้ กลุ่มผู้สูงอายุซึ่งมักมีรายได้สูงจะใส่ใจในรายละเอียดการชงมากขึ้นและนิยมดื่มกาแฟคุณภาพสูงที่ตรงกับรสนิยมส่วนตัว ดังผลสำรวจชี้ว่ากลุ่มวัย 50 ปีขึ้นไปนิยมกาแฟดริปมาก โดยเฉพาะกลุ่ม วัย 60 ปี มีสัดส่วนสูงถึง 50% ในขณะวัย 20 ปีมีสัดส่วนการซื้อกาแฟสดจากร้าน เพื่อดื่มที่บ้านหรือออฟฟิศสูงกว่ากลุ่มวัยอื่น ๆ

             นอกจากนี้ Go Survey (บริษัทการตลาดในไต้หวัน) ทำการสำรวจผู้ที่อายุ 18 ถึง 70 ปี ชี้ว่า ผู้นิยมดื่มกาแฟมีสัดส่วน 65% ของกลุ่มตัวอย่าง โดยผู้อายุ 40 ปีขึ้นไปที่นิยมดื่มกาแฟมีสัดส่วนเกิน 70% นอกจากนี้ผู้ที่นิยมดื่มกาแฟในบ้านมีสัดส่วนสูงถึง 65% รองลงมาจึงเป็นการดื่มโดยซื้อจากร้านสะดวก และร้านกาแฟ สำหรับรสชาติกาแฟที่ชาวไต้หวันนิยมดื่มเรียงตามลำดับคือ ลาเต้ อเมริกาโน่ เอสเพรสโซ่ กาแฟผสมพิเศษ มอคค่า มาคิอาโต้ และคาปูชิโน่

 

2. การผลิต

            ผลผลิตกาแฟของไต้หวันมีประมาณปีละ 1,000 ตัน แหล่งปลูกสำคัญอยู่ทางภาคกลาง เช่น เมืองหนานโถว หยุนหลิน และเจียอี้ รวมถึงทางภาคตะวันออก เช่น เมืองผิงตงและไถตง จะเห็นได้ว่าปริมาณการผลิตภายในประเทศมีราว 2% ของความต้องการบริโภคเท่านั้น ไต้หวันจึงต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างมาก โดยในปี 2567 มีนำเข้ากาแฟปริมาณสูงถึง 45,088 ตัน

            เนื่องจากผลผลิตกาแฟในไต้หวันมีจำกัดและต้นทุนการผลิตสูง ผู้ประกอบการจึงมุ่งทำตลาดระดับพรีเมียม เน้นผลิตกาแฟคุณภาพสูง เจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงใช้กลยุทธ์การตลาดบอกเล่าเรื่องราวของแหล่งปลูก วิธีการเพาะปลูก และการเก็บเกี่ยว เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต กาแฟท้องถิ่นส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นวัตถุดิบในร้านกาแฟอิสระ (independent cafés) และร้านกาแฟสเปเชียลตี้ (specialty cafés)

 

3. การนำเข้า

            3.1 การนำเข้าโดยรวม

                   ปริมาณการนำเข้ากาแฟของไต้หวันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยในปี 2567 ไต้หวันนำเข้ากาแฟและผลิตภัณฑ์รวมมูลค่า 356.65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.98% เทียบกับปี 2566 และเพิ่มขึ้น 43.0% ภายในระยะเวลา 10 ปี (เทียบกับปี 2558) แสดงถึงความนิยมบริโภคกาแฟที่เพิ่มขึ้นตามแนวโน้มการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุรุนแรงขึ้นของไต้หวัน

ตารางแสดงการนำเข้ากาแฟและผลิตภัณฑ์ของไต้หวัน ระหว่างปี 2558 – 2567

image.png

            การนำเข้ากาแฟและผลิตภัณฑ์ของไต้หวันในปี 2567 แยกตามการผลิตคือกาแฟขั้นต้น กาแฟสำเร็จรูป(กาแฟสกัดเป็นผง) และกาแฟปรุงแต่งแล้ว(มีส่วนผสมนม ครีม น้ำตาล ฯลฯ) ดังนี้ 

            กาแฟขั้นต้น แบ่งเป็นกาแฟดิบ 86% และกาแฟคั่วแล้ว 14% มูลค่ารวม 285.29 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.95% เทียบกับปี 2566 แหล่งนำเข้าหลัก อันดับแรก ได้แก่ บราซิล (20.4%) โคลอมเบีย (12.1%) เอธิโอเปีย (10.0%) สหรัฐอเมริกา (9.0%) และ กัวเตมาลา (7.0%)

        กาแฟสำเร็จรูป มีมูลค่า 42.41 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 1.87% เทียบกับปี 2566 แหล่งนำเข้าหลัก อันดับแรก ได้แก่ อินเดีย (23.3%) ญี่ปุ่น (20.1%) เวียดนาม (12.6%) มาเลเซีย (12.3%) และ บราซิล (7.4%)

             กาแฟปรุงแต่งแล้ว มีมูลค่า 28.94 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 11.38% เทียบกับปี 2566 โดยแหล่งนำเข้าหลัก อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย (30.9%) เวียดนาม (19.7%) ญี่ปุ่น (10.4%) เนเธอร์แลนด์ (6.4%) และไทย (6.2%)

             3.2 การนำเข้าจากไทย

                   ในปี 2567 ไต้หวันนำเข้ากาแฟและผลิตภัณฑ์จากไทยรวม 2.23 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 15.1%เทียบกับปี 2566 การนำเข้าเพิ่มขึ้น 64.1% ภายในระยะเวลา 10 ปี (เทียบกับปี 2558)

                   สินค้าที่ไต้หวันนำเข้ามากที่สุดคือ กาแฟปรุงแต่งแล้วมีมูลค่า 1.80 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 11.9% เทียบกับปี 2566 รองลงมาคือ กาแฟสำเร็จรูปมีมูลค่า 348,531 เหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 52.0% และกาแฟขั้นต้นมูลค่า 86,339 เหรียญสหรัฐฯ ลดลง 16.0% 

 

4. แบรนด์กาแฟ

                   แบรนด์กาแฟในไต้หวันสามารถแบ่งได้เป็น กลุ่มหลัก คือ เชนร้านกาแฟ และ ตลาดค้าปลีกผลิตภัณฑ์กาแฟทั้งสองตลาดมีการแข่งขันสูง โดยมีทั้งแบรนด์ต่างประเทศและแบรนด์ไต้หวันที่เข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด โดยแต่ละแบรนด์มีความโดดเด่นและฐานลูกค้าที่แตกต่างกัน

4.1 เชนร้านกาแฟในไต้หวัน

image.png                         ปัจจุบันไต้หวันมีเชนร้านกาแฟ (Chained Stores) ประมาณ 75 แบรนด์ รวมจำนวนสาขาทั้งสิ้นราว 2,500 สาขา คิดเป็น 60.9% ของร้านกาแฟทั้งหมดในประเทศซึ่งมีราว 4,100 ร้าน เชนร้านกาแฟที่มีจำนวนสาขามากที่สุด (ข้อมูล ณ สิงหาคม 2567) 3 อันดับแรกคือ LOUISA COFFEE ซึ่งเป็นแบรนด์ท้องถิ่น จำนวน 573 สาขา, Starbucks จำนวน 566 สาขา, 85°C (85 Degree C) จำนวน 374 สาขา โดยทั้ง 3 แบรนด์มีสาขารวมกันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 36% ของร้านกาแฟทั้งหมดในไต้หวัน สำหรับเชนร้านกาแฟชื่อดังอื่น ๆ เช่น cama coffee, Mr. Brown, Donutes, ecoffee, HWC, LAOO, OKLAO, Dante, ikari, BARISTA, Mövenpick, Komeda’s และ Ramble เป็นต้น

  1. ตลาดค้าปลีกผลิตภัณฑ์กาแฟ

- กาแฟขั้นต้นและกาแฟแปรรูปแล้ว

                   แบรนด์หลักในตลาดส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ต่างประเทศ เช่น Nestlé, Maxwell House, UCC, Kenco, Moccona ส่วนแบรนด์ไต้หวันที่มีจำหน่ายในตลาด ได้แก่ Mr. Brown, OK Coffee, 7-Eleven Coffee และ Old Street Coffee เป็นต้น

          - กาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม (Ready-to-Drink Coffee)

                   แบรนด์หลักส่วนใหญ่เป็นสินค้าไต้หวัน เช่น Wei-Chuan, Bernachong Coffee, Barista Coffee และ Left Bank ส่วนแบรนด์ต่างประเทศที่มีจำหน่ายในตลาด ได้แก่ Starbucks, UCC และ Georgia Coffee เป็นต้น

             

5. กิจกรรมส่งเสริมการขาย

                   5.1 ร้านสะดวกซื้อที่จำหน่ายกาแฟปรุงสดในไต้หวัน มักจัดกิจกรรมซื้อ แถม 1” โดยกำหนดให้ลูกค้าซื้อขั้นต่ำประมาณ 5–10 ถ้วยขึ้นไป ผ่านแอปพลิเคชันหรือบัตรสมาชิก ภายใต้ระบบซื้อก่อน รับทีหลัง” ซึ่งลูกค้าชำระเงินล่วงหน้าและทยอยรับกาแฟในวันถัดไปได้ ระบบนี้ช่วยสร้างความสะดวกและเน้นการผูกให้ลูกค้าใช้บริการระยะยาว สำหรับร้านเชนกาแฟ เช่น Louisa CoffeeStarbucks ฯลฯ มีการจัดกิจกรรมกระตุ้นลูกค้าเข้าร้านในโอกาสต่างๆ เช่น  ซื้อ 1 แถม 1 สำหรับเมนูที่กำหนดในวันกาแฟโลกวันเกิดลูกค้า มีแอปพลิเคชันสำหรับสะสมแต้มและรับสิทธิ์พิเศษ โดยเชื่อมต่อกับระบบสมาชิกและแอปสะสมแต้ม

                   5.2 ตลาดค้าปลีกเน้นการทำ โปรโมชันเชิงราคา (Price Promotion) เช่น ซื้อ แถม หรือส่วนลดในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการจำหน่าย ขณะเดียวกัน แบรนด์ใหม่และแบรนด์ท้องถิ่นนิยมจัด กิจกรรมทดลองชิมและออกบูธในงานกาแฟ เพื่อสร้างการรับรู้และขยายฐานลูกค้า 

 

5. สินค้าในท้องตลาด

             กาแฟที่จำหน่ายในไต้หวันมีความหลากหลาย โดยราคาขายปลีกแตกต่างกันตามชนิดและบรรจุภัณฑ์ ราคาบางส่วนปรากฏดังนี้

                 1) กาแฟสดร้านสะดวกซื้อ ถ้วยละ 35 – 85 เหรียญไต้หวันแล้วแต่ชนิดและปริมาตร เช่น ขนาด 480 ml. Americano 50 เหรียญไตวัน, Latte 60 เหรียญไต้หวัน (เหรียญไต้หวัน 1.05 บาทโดยประมาณ)

                  2) Drip bag ราคาซองละ 30 – 50 เหรียญไต้หวัน

                  3) กาแฟเม็ด ส่วนใหญ่บรรจุซองละ 250 – 500 กรัม ราคาระหว่าง 300 – 900 เหรียญไต้หวัน

                  4) แคปซูล ราคาแคปซูลละ 20 – 30 เหรียญไต้หวัน เช่น Nespresso Original แคปซูลละ 23 เหรียญไต้หวัน

image.png                  5) instant coffee (blend coffee) ขวดละ 70 – 120 กรัม ราคาราว 150 – 300 เหรียญไต้หวัน

                   6) กาแฟปรุงแล้ว (มีส่วนผสมของนม ครีม น้ำตาล ฯลฯ) ซองละ 15 – 25 กรัม ราคาราว 6 – 10 เหรียญไต้หวัน

                  7กาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม (Ready to Drink) ราคากระป๋อง 25 – 70 เหรียญไต้หวัน

6. สินค้าไทยในตลาดไต้หวัน

             สินค้าไทยที่จำหน่ายในตลาดไต้หวันส่วนใหญ่เป็นกาแฟสำเร็จรูปและกาแฟปรุงแต่งแล้ว ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์แบรนด์ต่างประเทศที่ผลิตในไทย หรือแบรนด์ไทยที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว สินค้าที่วางจำหน่าย เช่น 

  • image.pngกาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม : Birdy, Nescafé

  • กาแฟ 3-in-1: Moccona, Khaoshong, Birdy, Nescafé Thai version

  • กาแฟผง และ Drip bag :  Cafe Amazon, Roots, Akha Ama

  • เมล็ดกาแฟคั่ว : Roots Coffee, Factory Coffee, Bluekoff, Akha Ama, 

    Paradise Mountain.

  • กาแฟไทยผสมสมุนไพรกลิ่นหอม Wuttithan ซึ่งมีการระบุว่าเป็นกาแฟแคลอรี่ต่ำ ดีต่อสุขภาพ

             สินค้ากาแฟไทยเหล่านี้มักวางจำหน่ายในร้านค้าสินค้าอาเซียน ซึ่งมุ่งเป้ากลุ่มแรงงานและชาวอาเซียนที่คุ้นเคยกับรสชาติที่เคยดื่มในประเทศของตนเอง หรือจำหน่ายผ่านช่องทางแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Shopee และ Momo เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคชาวไต้หวันที่นิยมสินค้าจากประเทศไทย หรือเข้าถึงนักดื่มกาแฟสายพิเศษ (Specialty Coffee) ที่มีความสนใจเมล็ดกาแฟจากแหล่งที่มีชื่อเสียง เช่น ดอยช้าง ดอยสุเทพ โดยเฉพาะแบรนด์ที่มีเรื่องราว เช่น Akha Ama, Roots Coffee ฯลฯ

image.png   image.png  image.png

7. กฎระเบียบ

            7.1 ไต้หวันยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าเม็ดหรือผงกาแฟ (HS 0901) แต่เก็บภาษีนำเข้ากาแฟสำเร็จรูปและกาแฟปรุงแต่งแล้ว (HS 2101) ในอัตราร้อยละ สำหรับเครื่องดื่มกาแฟ (HS 2202 99 90) อัตราภาษี 10%

            7.2 การนำเข้ากาแฟดิบ (HS 0901 11 และ 0901 12) จะต้องแนบใบรับรองสุขอนามัยพืช และการนำเข้าสินค้าผลิตภัณฑ์กาแฟจะต้องสอดคล้องตามระเบียบสุขอนามัย ปลอดสารตกค้าง ต้องปิดฉลากเป็นภาษาจีนตัวเต็มแจ้งส่วนผสมให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ระบุข้อมูลผู้ผลิต ผู้นำเข้า ส่วนผสม วันหมดอายุ ฯลฯ กฎหมายและระเบียบที่

เกี่ยวข้องปรากฎที่เว็บไซต์สำนักงานอาหารและยาไต้หวัน https://www.fda.gov.tw/ENG/law.aspx?cid=5064&cr=1140466875

8. งานแสดงสินค้าที่น่าสนใจ

             การขยายตลาดสินค้ากาแฟในไต้หวันสามารถทำได้ผ่านการร่วมงานแสดงสินค้า ซึ่งเป็นช่องทางที่มีศักยภาพในการสร้างการรับรู้แบรนด์และขยายฐานลูกค้า งานแสดงสินค้าที่น่าสนใจ ได้แก่

  • Taiwan Int’l Coffee Show
    งานแสดงสินค้ากาแฟโดยเฉพาะ จัดร่วมกับ Taiwan Int’l Food Industry Show
    กำหนดจัดระหว่างวันที่ 14 – 17 พฤศจิกายน 2568  Taipei
    https://www.chanchao.com.tw/coffee/en/ 

  • Food Taipei (Taipei Int’l Food Show)
    งานแสดงสินค้าอาหารที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน
    กำหนดจัดระหว่างวันที่ 24 – 27 มิถุนายน 2569
    https://www.foodtaipei.com.tw/en/index.html 

 

9. สรุปและข้อเสนอแนะ

            ตลาดกาแฟในไต้หวันแข่งขันกันสูงมาก มีทั้งแบรนด์ท้องถิ่นและต่างประเทศหลายรายแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดกัน มีสินค้าจากแบรนด์ดังของโลกและสินค้าราคาต่ำจากประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ เช่น บราซิล เอธิโอเปีย เวียดนาม อินโดนิเซีย มาเลเซีย ฯลฯ ในการแข่งขันตลาดผู้บริโภคทั่วไป (Mass Market) อาจต่อสู่ได้ยาก ดังนั้น  ผู้ประกอบการไทยอาจจะมุ่งเจาะตลาดระดับพรีเมียมหรือตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) โดยเน้นจุดแข็งด้านอัตลักษณ์และเรื่องราวของแหล่งปลูก การพัฒนาชุมชนชาติพันธุ์ ภาพลักษณ์ Clean & Green กาแฟที่ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ผลิตภัณฑ์ส่งเสริมความยั่งยืน ฯลฯ แนวทางที่ผู้ประกอบการไทยอาจใช้ในการพัฒนาตลาด เช่น 

             - การเล่าเรื่องราวของแหล่งปลูก เพื่อสร้างคุณค่าเชิงวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น “กาแฟจากดอยช้าง” หรือ “กาแฟชุมชนอาข่า” 

             - การร่วมมือกับร้านกาแฟท้องถิ่นเพื่อทดลองตลาดและสร้างฐานลูกค้า ถือเป็นแนวทางที่ช่วยลดข้อจำกัดด้านความไม่คุ้นเคยกับตลาดไต้หวันและอุปสรรคทางภาษาได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารแบรนด์เป็นภาษาจีนกลาง รวมถึงการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ที่สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมของไต้หวัน และสามารถสร้างอารมณ์ร่วมกับผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

             - ปรับรสชาติให้เข้ากับความนิยมของผู้บริโภคไต้หวัน เช่น เพิ่มความนุ่มนวล หรือต่อยอดผลิตภัณฑ์เชิงสุขภาพ เช่น กาแฟผสมสมุนไพร หรือกาแฟลดน้ำตาล เพื่อสอดรับกับเทรนด์การบริโภคเพื่อสุขภาพ

             ผู้ที่สนใจขยายตลาดไต้หวันสามารถค้นหารายชื่อผู้นำเข้าจากแหล่งต่างๆ ดังนี้

---------------------------------------

รายงานโดย : สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา (ส่วนที่ 2)

             Tel: 886-2-2723 1800 Fax: 886-2-2723 1821 E-mail: thaicom.taipei@msa.hinet.net

 

 

68รายงานภาวะตลาดสินค้ากาแฟในไต้หวัน.pdf
Share :
Instagram