fb
การซื้อขาย CO2 เป็นกับดักด้านต้นทุนหรือไม่
โดย
Thanit
ลงเมื่อ 08 ธันวาคม 2568 14:21
สคต. ณ กรุงเบอร์ลิน (เยอรมนี) (TTC, Berlin (Germany))
34

กับคำถามว่า “ควรยกเลิกการค้าขายแลกเปลี่ยนแก๊สเรือนกระจก (Emissions Trading) หรือไม่? นาย Tobias Goldschmidt รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมแห่งรัฐ Schleswig-Holsteins ได้ให้สัมภาษณ์ ทาง Podcast กับสำนักข่าว Handelsblatts ว่า การยกเลิกมาตรการดังกล่าวเท่ากับเรากำลังเพิกเฉยต่อโลกนี้อย่างแท้จริง เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนที่เกิดจากการปล่อยมลพิษได้ทำลายสภาพภูมิอากาศ แต่ก็ทำให้เกิดข้อถกเถียงอย่างดุเดือดระหว่างภาคเอกชน อีกทั้งไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นด้วยกับนาย Goldschmidt นักการเมืองพรรคยุค 90 พันธมิตรสีเขียว (Bündnis 90/Die Grünen) ทั่วทั้งสหภาพยุโรป (EU) เริ่มมีการออกมาต่อต้านการซื้อขาย Emissions Trading เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม เหล่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่ใช้พลังงานจำนวนมากกำลังเผชิญหน้ากับแรงกดดันอย่างหนัก ทั้งจากวิกฤตเศรษฐกิจ ต้นทุนพลังงานที่สูง และการแข่งขันในเวทีโลกที่คู่แข่งไม่ถูกจำกัดด้วยกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์สภาพภูมิอากาศ ยกตัวอย่างเช่น นาย Christian Kullmann CEO ของบริษัท Evonik ซึ่งเป็นบริษัทเคมีภัณฑ์ได้ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกการเรียกเก็บภาษี CO2 และให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Süddeutsche Zeitung ว่า จากมุมมองทางเศรษฐกิจแล้ว การเก็บภาษี CO2 คือ ความบ้าคลั่งของยุโรปด้านนาย Matthias Zachert CEO ของ Lanxess ก็มีข้อกังขากับประเด็นนี้ โดยได้ให้ข้อคิดเห็นกับสำนักข่าว Handelsblatt เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า เราจำเป็นต้องทำการปฏิรูปครั้งใหญ่ แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของ EU กล่าวคือ บริษัทที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเกินไปจะต้องซื้อใบรับรอง ในระหว่างที่บริษัทที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าจำนวนใบรับรองที่มีอยู่สามารถขายใบอนุญาตส่วนเกินเพื่อทำกำไรได้ นอกจากนี้จำนวนใบอนุญาตที่มีอยู่ในตลาดจะลดลงเรื่อย ๆ จนเหลือศูนย์ภายในปี 2039 ซึ่งหากดำเนินการเป็นไปตามแผนของ EU จะพบว่า บริษัทขนาดใหญ่จะไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยก๊าซ CO2 อีกต่อไป ซึ่งนาย Goldschmidt ออกมาโต้แย้งผู้บริหารที่วิพากษ์วิจารณ์การค้าขายแลกเปลี่ยนแก๊สเรือนกระจก (Emissions Trading) ว่า “เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ภาคอุตสาหกรรมมีความเห็นพ้องต้องกันว่า เราต้องการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยมลพิษโดยอาศัยกลไกตลาดเป็นหลัก นั่นคือ การกำหนดราคาคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้น” ขณะนี้เขายอมรับว่า ภาคอุตสาหกรรมกำลังแสดงจุดยืนของตนใหม่ “แต่เราควรจะร่วมหาทางออกและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงนี้ด้วย ไม่ใช่แค่เอาแต่ตั้งคำถามเกี่ยวกับ Emissions Trading เพียงอย่างเดียว” อันที่จริงแล้วมีหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องการอภิปรายทางการเมืองและพูดถึงการออกใบรับรองฟรีที่ EU สามารถออกได้ ส่วนบางประเด็นก็กังวลเกี่ยวกับการปฏิรูปแบบจริงจัง และบางประเด็นก็กังวลเกี่ยวกับการปกป้องสภาพภูมิอากาศที่จะหย่อนยานลง แต่เมื่อพิจารณา Emissions Trading อย่างละเอียด จะพบว่า แรงจูงใจสำหรับภาคอุตสาหกรรมสามารถทำได้ในสองด้านที่กล่าวข้างล่างนี้ ไม่กระทบต่อเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศที่ตั้งไว้

  • ทางเลือกที่ 1 : ปรับกฎเกณฑ์สำหรับใบรับรองฟรีใหม่

ปัจจุบันต้นทุนที่สูงจากการซื้อขาย Emissions Trading ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องซื้อใบรับรองจำนวนมากเพื่อให้มีสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ จะขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิตและการปล่อยก๊าซ CO2 ของแต่ละบริษัท อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่จุดชนวนให้เกิดอภิปรายทางการเมืองคือ สิ่งที่เรียกว่า “โควตาการจัดสรรใบรับรองฟรี” บริษัทอุตสาหกรรมบางแห่ง เช่น โรงงานเคมี ผู้ผลิตก๊าซ หรือบริษัทซีเมนต์ ปัจจุบันพวกเขายังคงได้รับใบรับรองบางส่วนที่จำเป็นฟรีในรูปแบบของขวัญจาก EUโดย EU มีเป้าหมายที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการปล่อยก๊าซ CO2 ในต่างประเทศแทนที่จะเกิดขึ้นในเยอรมนี ตัวอย่างเช่น หากผู้ผลิตเหล็กกล้าของเยอรมนีต้องซื้อใบรับรอง CO2 แต่ผู้ผลิตในอินเดียไม่ต้องซื้อ เหล็กกล้าของเยอรมนีก็จะมีราคาแพงกว่าคู่แข่งโดยอัตโนมัติ หากอุตสาหกรรมยานยนต์ไปจ้างให้ผลิตเหล็กกล้าในอินเดียแทนที่จะเป็นในเยอรมนี การปล่อยก๊าซ CO2 จากการผลิตเหล็กกล้าก็จะถูกถ่ายโอนไปยังต่างประเทศแทน การสร้างใบรับรองฟรีขึ้นมาก็มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันผลกระทบนี้นั้นเอง อย่างไรก็ตาม ใบรับรองฟรีเป็นเพียงวิธีแก้ปัญหาแบบชั่วคราวเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะมีกลไกการชดเชยค่า CO2 ที่มีกำหนดบังคับใช้ในปี 2026 ที่มีชื่อเรียกว่า Carbon Border Adjustment Mechanism หรือเรียกสั้นๆ ว่า CBAM เป็นกลไกการเรียกเก็บค่าปรับที่เกิดขึ้นในการสร้างคาร์บอนที่เกิดขึ้นก่อนข้ามพรมแดนขึ้น ราคาสินค้านำเข้าจะถูกเรียกเก็บตามระบบซื้อขาย Emissions Trading ของ EU แทน ยิ่ง CBAM เข้มงวดมากขึ้นเท่าใด ภาคอุตสาหกรรมหนักก็จะได้รับใบรับรองฟรีน้อยลงเท่านั้น นาง Patricia Merschel นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัย ICIS กล่าวอธิบายว่า ในปี 2026 ค่า CBAM จะลดลงจาก 100% เหลือ 97.5% ซึ่งหมายความว่า จะมีการเรียกเก็บราคา CO2 จากการปล่อยมลพิษ 2.5% จากสินค้านำเข้าบางรายการ” ค่า CBAM จะทยอยลดลงภายในระยะเวลา 8 ปี และในที่สุดก็จะกลายเป็นศูนย์ในปี 2034 ซึ่ง ณ จุดนี้หมายความว่า การปล่อยมลพิษทั้งหมดจากสินค้านำเข้าจะถูกกำหนดราคาแบบ 100% ยิ่งค่า CBAM ซึ่งเป็นกลไกลที่สร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศ ลดลงมากเท่าใด บริษัทอุตสาหกรรมในยุโรปก็จะได้รับใบรับรองฟรีน้อยลงเท่านั้น

แต่มีปัญหาอยู่ข้อหนึ่ง แม้ว่า EU จะสามารถปกป้องอุตสาหกรรมหนักของตนจากการนำเข้าสินค้าที่ปล่อย CO2 สูงที่มีราคาถูกจากต่างประเทศผ่านกลไก CBAM แต่สถานการณ์สำหรับการส่งออกกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะ EU ไม่สามารถรับประกันได้ว่า ภาคอุตสาหกรรมจะยังคงสามารถส่งออกสินค้าในราคาที่แข่งขันได้หรือไม่ แม้ว่า EU จะมีการเรียกเก็บราคาการสร้าง CO2 จากผู้ผลิตต่างชาติก็ตาม ศูนย์นโยบายยุโรป (CEPCentre for European Policy) ประเมินว่า EU จะต้องจ่ายเงินชดเชยหลายพันล้านยูโรต่อปี เพื่อชดเชยความเสียเปรียบที่บริษัทยุโรปต้องเผชิญหากต้องการขายสินค้านอก EU ด้วยเหตุนี้ บริษัทหลายแห่ง รวมถึงนักการเมืองจำนวนมากจึงเรียกร้องให้ EU ขยายการจัดสรรใบรับรองฟรีออกไปก่อน ด้วยสิ่งนี้ไม่ได้ส่งผลเสียโดยตรงต่อเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของ EU เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่ว่า ใบรับรองนั้นมีราคาในตลาดหรือไม่ แต่เป็นจำนวนใบรับรองที่มีอยู่ทั้งหมด ด้วยจำนวนใบรับรอง CO2 ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายความว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับอนุญาตก็มีปริมาณน้อยลงเรื่อย ๆ เช่นกัน แต่หากมีการออกใบรับรองฟรีเป็นระยะเวลานานขึ้น EU ก็จะเก็บเงินได้น้อยลงในช่วงแรก หมายความว่า จะมีเงินที่จะนำไปใช้สำหรับกองทุนนวัตกรรม ซึ่งเป็นกองทุนที่เงินทุนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้จ่ายจริง ๆ น้อยลงโดยอัตโนมัติ ในทางกลับกันกองทุนนี้จะเป็นตัวการหลักในการสนับสนุนโครงการลดคาร์บอน ยกตัวอย่างเช่น ในเยอรมนีจะนำเงินจากกองทุนนี้ไปใช้ในการพัฒนาโครงการผลิตไฮโดรเจนที่มีค่าเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศ หรือเซลล์แบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า และแม้จะมีการจัดสรรใบรับรองฟรีแต่ภาระราคา CO2 ก็จะเพิ่มขึ้นสำหรับบริษัทต่าง ๆ อยู่ดี แต่การกระทำดังกล่าวจะทำให้บริษัทต่าง ๆ รู้สึกว่า การเพิ่มขึ้นของภาระนี้น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการไม่ได้รับใบรับรองฟรีเลย พวกเขาจะมีเงิน และมีเวลา ในการลงทุนกับวิธีการลดการผลิตคาร์บอนมากขึ้น ก่อนที่พวกเขาจะสร้างแก๊สเรือนกระจกที่มีราคาแพงจนบริษัทไม่สามารถจ่ายได้อีกต่อไปนั้นเอง อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องของบางบริษัทอุตสาหกรรมหนักก็ไปไกลกว่าการขยายการจัดสรรใบรับรองฟรี และอ้างถึงทางเลือกทางการเมืองทางเลือกที่สองเป็นบางส่วน

  • ทางเลือกที่ 2 : ปรับการค้าขายแลกเปลี่ยนแก๊สเรือนกระจก (Emissions Trading) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศใหม่

ข้อเรียกร้องที่ดูรุนแรงที่สุดน่าจะมาจากนาย Kullmann ที่เรียกร้องให้ยกเลิกการซื้อขายใบอนุญาต Emissions Trading โดยสมบูรณ์ไปเลย และเสนอให้มีการชะลอการลดลงของจำนวนใบอนุญาตปล่อยมลพิษที่มีอยู่ลง เพื่อไม่ให้ใบอนุญาตหมดเร็วสุดในปี 2039 ข้อเสนอนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากวงกว้างเช่นกัน เมื่อเร็ว ๆ นี้รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของ EU ก็พึ่งออกมาเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปอนุญาตให้มีการใช้ใบอนุญาตปล่อยมลพิษจำนวนหนึ่งต่อไปหลังปี 2039 ได้ ซึ่งจะเป็นการอนุญาตให้บริษัทอุตสาหกรรมหนักสามารถปล่อยมลพิษต่อไปได้หลังจากปีดังกล่าว อย่างไรก็ดี มาตรการนี้มีความแตกต่างจากการขยายขอบเขตของการให้ใบรับรองฟรีออกไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของ EU เนื่องจากการปล่อยมลพิษจากอุตสาหกรรมในยุโรปจะไม่ลดลงอย่างรวดเร็วเท่าที่วางแผนไว้ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ระบบการซื้อขาย Emissions Trading ในปัจจุบันอาจยังสามารถรองรับได้บ้างหากใบรับรองหมดอายุเร็วสุดในปี 2039 เพราะ EU เองก็ตั้งเป้าที่จะเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศภายในปี 2050 ไม่ใช่ปี 2039 นาย Merschel ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เหตุผลหลักของเรื่องนี้ก็คือ ระบบการซื้อขาย Emissions Trading ได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศที่ตั้งไว้ที่ปี 2030 นาย Merschel กล่าวต่อว่า “เพดานการปล่อยมลพิษจะลดลงในลักษณะที่บรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศในปี 2030 และการลดการปล่อยมลพิษจะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าการปล่อยมลพิษลดลงอย่างรวดเร็วที่สุดในปี 2039” เขากล่าวเสริมว่า ระบบการซื้อขาย Emissions Trading ซึ่งบังคับใช้เฉพาะกับบริษัทอุตสาหกรรมหนักอาจต้องนำการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคส่วนอื่น ๆ มาชดเชยส่วนที่ขาดไป โดย EU เองก็มีแผนที่จะปรับระบบการซื้อขาย Emissions Trading อีกครั้งเมื่อเป้าหมายสภาพภูมิอากาศใหม่สำหรับปี 2040 ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ อีกทั้งประเทศสมาชิก EU ได้ตัดสินใจไม่นานก่อนการเริ่มต้นการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปีนี้ว่า EU จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 80-85% ภายในปี 2040 เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 1990 นาย Merschel กล่าวว่า ในปี 2026 คณะกรรมาธิการยุโรปตั้งใจที่จะเสนอข้อเสนอเพื่อปรับเปลี่ยนกฎหมายว่าด้วยการซื้อขาย Emissions trading ใหม่ โดยการปรับเปลี่ยนนี้จะต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายตามปกติ ซึ่งครั้งที่แล้วใช้เวลาเกือบสองปี เพื่อบรรเทาภาระของภาคอุตสาหกรรมหนัก อาจเป็นไปได้ที่มีการขยายระยะเวลาการหมุนเวียนใบรับรองฟรีออกไป นอกจากนี้ยังเป็นไปได้ที่จะลดแรงกดดันด้านราคาในการซื้อขาย Emissions trading ได้บ้าง แม้ว่ามาตรการทั้งสองจะจำกัดแผน CO2 ที่ตั้งไว้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้นำไปสู่ความล้มเหลวจนไม่สามารถการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศได้

 

จาก Handelsblatt 8 ธันวาคม 2568

Share :
Instagram