
สวีเดนกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนยาฮอร์โมนเอสโตรเจนชนิดใช้ภายนอก (Topical Estrogen Medicines) เช่น เจล แผ่นแปะ และสเปรย์ ซึ่งใช้สำหรับบรรเทาอาการในช่วงวัยหมดประจำเดือน (Menopause) โดยปัจจุบันมีสตรีชาวสวีเดนประมาณ 220,000 รายที่ใช้ยากลุ่มดังกล่าว และจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2561 ส่งผลให้ความต้องการในตลาดสูงกว่าปริมาณยาที่มีอยู่ในระบบอย่างต่อเนื่อง
สาเหตุสำคัญของความต้องการที่เพิ่มขึ้นมาจากแนวทางการรักษาทางการแพทย์ที่แนะนำให้ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ ในช่วงวัยหมดประจำเดือน เช่น อาการร้อนวูบวาบ (Hot Flushes) และอาการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยเฉพาะการใช้ฮอร์โมนในรูปแบบเจล แผ่นแปะ และสเปรย์ ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถควบคุมปริมาณยาได้ง่ายกว่า และมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (Thrombosis) ต่ำกว่าการใช้ฮอร์โมนในรูปแบบรับประทาน เนื่องจากปริมาณยาที่เข้าสู่ร่างกายมีความสม่ำเสมอและอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า
อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนยาเอสโตรเจนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสวีเดน แต่เป็นปัญหาในระดับโลกที่เกิดจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตและห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยา ส่งผลให้หลายประเทศในยุโรปเริ่มเผชิญความท้าทายในการจัดหายาดังกล่าวเพื่อรองรับความต้องการของประชากรหญิงวัยหมดประจำเดือนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เพื่อลดผลกระทบและเสริมสร้างความมั่นคงด้านเวชภัณฑ์ รัฐบาลสวีเดนได้มอบหมายให้หน่วยงานกำกับดูแลด้านยาและเวชภัณฑ์ของประเทศ ได้แก่ Swedish Medical Products Agency และ Dental and Pharmaceutical Benefits Agency จัดทำแผนระยะยาวเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว โดยแนวทางที่อยู่ระหว่างการศึกษา ได้แก่ การจัดตั้งผู้ผลิตยาในประเทศสำหรับการผลิตยาเอสโตรเจนชนิดใช้ภายนอก การส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันในร้านขายยา และการพิจารณากลไกการจัดซื้อร่วมระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานยาในภูมิภาค
เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความมั่นคงด้านยาและเวชภัณฑ์ (Pharmaceutical Supply Security) ซึ่งกำลังกลายเป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ของยุโรป โดยเฉพาะในกลุ่มยาเฉพาะทางและยาสำหรับสังคมผู้สูงอายุที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและการเข้าสู่สังคมสูงวัยของหลายประเทศในภูมิภาคยุโรปเหนือและสหภาพยุโรปโดยรวม
ที่มา: Radio Sweden
บทวิเคราะห์ผลกระทบต่อไทย ข้อเสนอแนะ โอกาสและแนวทาง และความคิดเห็นของสคต. โคเปนเฮเกน:
การขาดแคลนยาฮอร์โมนเอสโตรเจนชนิดใช้ภายนอกในสวีเดนสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มสำคัญของตลาดสุขภาพและเวชภัณฑ์ในยุโรปเหนือที่กำลังได้รับแรงสนับสนุนจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเพิ่มขึ้นของประชากรหญิงวัยหมดประจำเดือน และการให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้หญิงมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพสตรี (Women's Health) และผลิตภัณฑ์สำหรับวัยทอง (Menopause Care) มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัย ใช้งานสะดวก และมีผลข้างเคียงต่ำ เช่น ยาในรูปแบบแผ่นแปะ เจล และสเปรย์
แม้ไทยจะยังไม่ได้เป็นผู้ผลิตหลักของยาฮอร์โมนเอสโตรเจนสำหรับตลาดยุโรป แต่สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงโอกาสทางการค้าในกลุ่มสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมสุขภาพและการดูแลผู้หญิง อาทิ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับวัยหมดประจำเดือน ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและสารสกัดจากธรรมชาติ เครื่องสำอางและเวชสำอางสำหรับผู้หญิงวัย 45 ปีขึ้นไป รวมถึงบริการด้านสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) และ Wellness ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพและได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่มองหาทางเลือกเสริมควบคู่กับการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน
นอกจากนี้ การที่รัฐบาลสวีเดนและสหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับการเพิ่มความมั่นคงด้านเวชภัณฑ์ (Pharmaceutical Supply Security) ผ่านการส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ การกระจายแหล่งจัดหา และการจัดซื้อร่วมในระดับสหภาพยุโรป สะท้อนให้เห็นว่าในอนาคตตลาดยุโรปอาจให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ความสามารถในการส่งมอบ และมาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยมากขึ้น ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าสู่ตลาดสุขภาพในยุโรปจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานสากล การรับรองคุณภาพ และกฎระเบียบของสหภาพยุโรปที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพและเวชภัณฑ์อย่างใกล้ชิด
ในภาพรวม สคต. ณ กรุงโคเปนเฮเกน เห็นว่า วิกฤตการขาดแคลนยาเอสโตรเจนในสวีเดนไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาด้านอุปทานของอุตสาหกรรมยาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการเติบโตของเศรษฐกิจผู้สูงอายุ (Silver Economy) และตลาดสุขภาพสตรีในยุโรปเหนือ ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในอนาคต ทั้งนี้ ผู้ประกอบการอาจสามารถติดตามพัฒนาการของตลาดดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อแสวงหาโอกาสในการพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคสูงวัยและกลุ่มสุขภาพสตรีในตลาดนอร์ดิกต่อไปในระยะยาว