fb
รายงานตลาดสินค้าเวชภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)
โดย
Suthida
ลงเมื่อ 30 มีนาคม 2569 09:30
สคต. ณ เมืองดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) (TTC, Dubai (United Arab Emirates))
3

ภาพรวมตลาด

ตลาดเวชภัณฑ์ใช้แล้วทิ้ง (Medical Disposable Products) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)เป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะหลังสถานการณ์โควิด‑19 ซึ่งทำให้     ความต้องการอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในโรงพยาบาล คลินิก ห้องปฏิบัติการ      และการดูแลสุขภาพที่บ้านการนำเข้าผลิตภัณฑ์สิ้นเปลืองทางการแพทย์ ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังวิกฤตโควิด‑19 ซึ่งตลาดปี 2565 มีมูลค่าประมาณ 4.58 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าจะเติบโต CAGR 16.47% จนถึงปี 2571” ตลาดยูเออีมีลักษณะสำคัญ ได้แก่ พึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนสูงถึง 90% เนื่องจาก    การผลิตภายในประเทศยังจำกัด เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าไปยัง GCC และแอฟริกา ความต้องการสูงในกลุ่มโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ซึ่งมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สินค้าที่ครอบคลุม ได้แก่ หน้ากากอนามัย เสื้อกาวน์ ชุด PPE ผ้ากันเปื้อน หมวกศัลยแพทย์ ถุงคลุมรองเท้า และปลอกคลุมเครื่องมือแพทย์ เป็นต้น

 

image.png โครงสร้างสินค้าและมูลค่าการนำเข้า

ข้อมูลจาก UN Comtrade แสดงให้เห็นว่ายูเออี นำเข้าสินค้าเวชภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งในหลายหมวด HS Code โดยมีมูลค่ารวมกว่า 261.48 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2567 สามารถสรุปมูลค่าการนำเข้าตาม          HS Code (หน่วย: ล้านเหรียญสหรัฐฯ ) ดังนี้

“HS Code สำหรับสินค้า PPE ทางการแพทย์ของยูเออี มูลค่าและแหล่งนำเข้าของยูเออี”

HS Code

รายการสินค้า

มูลค่า 2566

มูลค่า 2567

แหล่งนำเข้าหลัก

4015.12

ถุงมือยางทางการแพทย์

10.14

14.76

มาเลเซีย จีน ไทย อินเดีย

6210.10

เสื้อกาวน์ทางการแพทย์ / ชุด PPE

19.67

19.94

จีน อินเดีย ซาอุฯ เวียดนาม

6307.90

หน้ากากอนามัย ถุงคลุมรองเท้า ผ้าคลุมเครื่องมือ

81.05

103.88

จีน อินเดีย เวียดนาม สหรัฐฯ

6505

หมวกพยาบาล/หมวกศัลยแพทย์

80.84

71.76

จีน อิตาลี เวียดนาม อินเดีย

6210.10

ผ้ากันเปื้อน (ผ้า)

19.67

19.94

จีน อินเดีย ซาอุฯ ไทย

3926.20

ผ้ากันเปื้อน (พลาสติก)

27.57

31.20

จีน อียิปต์ ไทย อิตาลี

 

สินค้าที่มีมูลค่าสูงที่สุด ได้แก่หน้ากากอนามัยและอุปกรณ์คลุมเครื่องมือ (HS 6307.90)      หมวกศัลยแพทย์ (HS 6505)

แหล่งนำเข้าหลักและแนวโน้มการแข่งขัน

จีนเป็นแหล่งนำเข้าหลักราคาถูก ปริมาณมากกว่า 150 ล้านหน่วยในปี 2565 โดย ยูเออี            มีโครงสร้างแหล่งนำเข้าที่ชัดเจน มีประเทศคู่ค้าหลัก พอสรุปได้ดังนี้

 

ประเทศ

จุดเด่นสินค้า

แนวโน้ม

จีน

หน้ากาก เสื้อกาวน์ PPE ราคาประหยัด

ครองตลาดต่อเนื่อง

อินเดีย

ถุงมือ เสื้อกาวน์ ราคาดี

เติบโตเร็ว

สหรัฐอเมริกา

PPE คุณภาพสูง

แข็งแกร่งในกลุ่มอุปกรณ์เทคโนโลยี่สูง

เยอรมนี/อิตาลี

เสื้อกาวน์คุณภาพสูง

เน้นตลาดพรีเมียม

เวียดนาม/กัมพูชา

เสื้อกาวน์/ชุดคลุม

ขยายตัวต่อเนื่อง

ไทย

ถุงมือยาง หน้ากาก ผ้ากันเปื้อน

มีศักยภาพเพิ่มส่วนแบ่งตลาด

 

แนวโน้มปี 2568–2569 ความต้องการ PPE คุณภาพสูงเพิ่มขึ้นจากการขยาย ICU/ER ยูเออี พยายามลดการพึ่งพาจีน โดยเพิ่มสัดส่วนจากอินเดีย ตุรกี เวียดนาม ในขณะที่การผลิตในประเทศเพิ่มขึ้น            แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ สินค้ากลุ่มนี้ใช้ส่งออกต่อ (Re-export) ไปยัง GCC มีมูลค่ากว่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2567

 

image.png กฎระเบียบและข้อกำหนดการนำเข้า

การนำเข้าสินค้าเวชภัณฑ์ใช้แล้วทิ้ง (Medical Disposable Products) ในยูเออี อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายด้านอุปกรณ์การแพทย์ที่เข้มงวด โดยมีหน่วยงานกำกับดูแลหลายระดับ ทั้งระดับสหพันธรัฐและระดับรัฐ (Emirate Level) ซึ่งกำหนดให้สินค้าต้องผ่านการขึ้นทะเบียน การตรวจสอบเอกสาร และการขอใบอนุญาตนำเข้าอย่างครบถ้วนก่อนวางจำหน่ายในประเทศ เวชภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มอุปกรณ์การแพทย์/อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลทางการแพทย์ (Medical PPE) และต้องปฏิบัติตามกรอบกฎหมายด้านอุปกรณ์การแพทย์ของประเทศก่อนการนำเข้า การผ่านพิธีการศุลกากร และการจัดจำหน่ายภายในประเทศ

  • หน่วยงานกำกับดูแลหลักของ ยูเออี

(1) กระทรวงสาธารณสุขและป้องกันโรค (Ministry of Health and Prevention: MOHAP) 

เป็นหน่วยงานระดับสหพันธรัฐที่มีอำนาจสูงสุดในการกำกับดูแลอุปกรณ์การแพทย์ทั้งหมด รวมถึงสินค้าเวชภัณฑ์ใช้แล้วทิ้ง ทำหน้าที่ ออกใบรับรองการขึ้นทะเบียนอุปกรณ์การแพทย์ ออกใบอนุญาตนำเข้า (Import Permit) ตรวจสอบความสอดคล้องของผลิตภัณฑ์กับมาตรฐานสากล

(2) Emirates Drug Establishment (EDE) เป็นแพลตฟอร์มกลางของรัฐบาล ใช้สำหรับการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนอุปกรณ์ การจัดเก็บข้อมูลผลิตภัณฑ์ การติดตามอายุการใช้งานและการเฝ้าระวังหลังวางจำหน่าย ทั้งนี้ EDE เป็นแพลตฟอร์มของรัฐบาลกลางภายใต้ MOHAP ใช้ในการบริหารจัดการ การขึ้นทะเบียน การกำกับดูแล และการติดตามอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ทั้งหมด

(3) Drug Control Department (DCD) เป็นฝ่ายภายใน MOHAP ที่รับผิดชอบการประเมินเอกสารและออกใบอนุญาตตามแนวทาง “ยูเออี Medical Devices Registration Guideline”

(4) หน่วยงานท้องถิ่น (Local Health Authorities) ได้แก่ Dubai Health Authority (DHA) ของดูไบ Department of Health – Abu Dhabi (DOH) ของอาบูดาบี ทำหน้าที่กำกับดูแลสถานพยาบาลและการใช้ผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ของตน

(5) ศุลกากรของแต่ละรัฐ (Customs) ทำหน้าที่ตรวจสอบ ความถูกต้องของ HS Code        ใบขึ้นทะเบียน MOHAP ใบอนุญาตนำเข้า เอกสารประกอบการนำเข้า

  • การจัดประเภทสินค้า (Classification)

การจัดประเภทเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด เพราะเป็นตัวกำหนดว่า สินค้าถือเป็น                  “อุปกรณ์การแพทย์” หรือไม่ อยู่ในระดับความเสี่ยงใด ต้องขึ้นทะเบียนแบบเต็มรูปแบบหรือได้รับการยกเว้น      ทั้งนี้ MOHAP ใช้แนวทางการจัดประเภทตามความเสี่ยงที่คล้ายกับสหภาพยุโรป (Class I, IIa, IIb, III)”

(1) หลักเกณฑ์สำคัญ

  • Class I (ความเสี่ยงต่ำ) เช่น เสื้อกาวน์ทั่วไป หมวกพยาบาล ถุงคลุมรองเท้า

  • Class IIa–III (ความเสี่ยงสูงกว่า) เช่น เสื้อกาวน์ผ่าตัดปลอดเชื้อ ผ้าคลุมผ่าตัด หน้ากากศัลยกรรมเฉพาะทาง

(2) เอกสารจัดประเภท (Classification Letter) สำหรับใช้ยืนยันสถานะสินค้า มีอายุ 3 ปี   ใช้ประกอบการนำเข้าและการตรวจสอบศุลกากร

  •  มาตรฐานและข้อกำหนดด้านเทคนิค

ผลิตภัณฑ์สิ้นเปลืองทางการแพทย์ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสากลที่ MOHAP ยอมรับ ได้แก่ ISO 13485, EN, ISO, ASTM

(1) ระบบบริหารคุณภาพ (QMS) โรงงานผู้ผลิตต้องมี ISO 13485:2016 ใบอนุญาตการผลิตจากประเทศต้นทาง ข้อมูล GMP/QMS

(2) มาตรฐานผลิตภัณฑ์ (Product Standards) ขึ้นกับประเภทสินค้า เช่น หน้ากากอนามัย:   EN 14683, ASTM F2100 เสื้อกาวน์ผ่าตัด: AAMI PB70 ชุด PPE: EN 14126, ISO 16604

 

(3) เอกสารเทคนิค (Technical File / Dossier) ต้องประกอบด้วย รายละเอียดผลิตภัณฑ์และวัตถุประสงค์การใช้ ข้อมูลด้านการออกแบบและการผลิต รายงานการทดสอบด้านความปลอดภัยและสมรรถนะรายงานการประเมินความเสี่ยง เอกสารยืนยันการทำให้ปราศจากเชื้อ (ถ้ามี) ฉลากและคู่มือการใช้ (IFU) พร้อมภาษาอาระบิก

(4) การรับรองจากต่างประเทศ ได้แก่ CE Mark FDA 510(k) Certificate of Free Sale (CFS) ที่จะช่วยสนับสนุนการพิจารณา แต่ไม่สามารถทดแทนการขึ้นทะเบียนในยูเออีได้

  • ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนอุปกรณ์การแพทย์

ผู้ผลิตต่างประเทศไม่สามารถยื่นขึ้นทะเบียนโดยตรง ต้องแต่งตั้งตัวแทนในประเทศ (Authorized Representative – AR)” มีขั้นตอนดังนี้ 

(1) แต่งตั้งตัวแทนในประเทศ (AR)ต้องเป็นบริษัทที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจด้านอุปกรณ์การแพทย์ ทำหน้าที่ยื่นคำขอขึ้นทะเบียน ถือครองใบอนุญาต รับผิดชอบการเฝ้าระวังหลังวางจำหน่าย

(2) ขึ้นทะเบียนสถานที่ผลิต (Site Registration)ใช้สำหรับโรงงานที่ยังไม่เคยนำเข้าสินค้าใน  ยูเออี เอกสารประกอบได้แก่ ISO 13485 ใบอนุญาตโรงงาน Company Profile

(3) การยื่นคำขอจัดประเภท (ถ้าจำเป็น)เพื่อยืนยันระดับความเสี่ยงและข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติ

(4) การยื่นแฟ้มข้อมูลเทคนิคผ่านระบบ EDE – ต้องแนบ Technical File ใบ CFS รายงานทดสอบ ฉลาก/IFU ภาษาอาระบิก ตัวอย่างบรรจุภัณฑ์ และ UDI/Barcode (ถ้ามี)

(5) การประเมินโดยคณะผู้เชี่ยวชาญของ MOHAP – ต้องตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสาร ความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์

(6) การออกใบรับรองการขึ้นทะเบียน (Registration Certificate) มีอายุ 3–5 ปี (ขึ้นกับประเภทสินค้า) เพื่อใช้ประกอบการนำเข้าและการจำหน่าย

(7) ค่าธรรมเนียม - ค่าธรรมเนียมสมัคร: 100 AED (900 บาท) และค่าขึ้นทะเบียนสินค้า: 5,000 AED (45,000 บาท) ต่อชนิด

  • ขั้นตอนการนำเข้าและพิธีการศุลกากร

หลังจากสินค้าได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว ผู้นำเข้าต้องดำเนินการดังนี้

(1) ขอใบอนุญาตนำเข้า (Import Permit) - ที่ออกโดย MOHAP ผ่านระบบ EDE อาจต้องขอเป็นราย Shipment

(2) การสำแดงศุลกากร – ต้องระบุ HS Code ที่ถูกต้อง เลขที่ใบขึ้นทะเบียน MOHAP เลขที่ใบอนุญาตนำเข้า

(3) เอกสารประกอบการนำเข้า - Commercial InvoicePacking ListBill of Lading / Air WaybillCertificate of Origin ใบขึ้นทะเบียนอุปกรณ์การแพทย์ ใบอนุญาตนำเข้า (ของผู้นำเข้า)

หากสินค้าถูกจัดว่าเป็นอุปกรณ์การแพทย์แต่ไม่มีใบขึ้นทะเบียนหรือใบอนุญาตนำเข้าที่ถูกต้อง ศุลกากรมีสิทธิ์ระงับหรือไม่อนุญาตให้ผ่านพิธีการ

  • ข้อกำหนดด้านฉลากและบรรจุภัณฑ์

(1) ภาษา  ต้องมีภาษาอารบิกอย่างน้อย 1 ภาษา สามารถใช้ร่วมกับภาษาอังกฤษได้

(2) ข้อมูลที่ต้องระบุ – ชื่อผลิตภัณฑ์ วัตถุประสงค์การใช้ ชื่อผู้ผลิตและประเทศต้นทาง เลขล็อต/วันหมดอายุ วิธีการเก็บรักษา สัญลักษณ์มาตรฐานสากล (ISO symbols)

(3) บรรจุภัณฑ์ – ต้องป้องกันความชื้นและการปนเปื้อน สำหรับสินค้าปลอดเชื้อ ต้องมีการปิดผนึกตามมาตรฐาน

  • ข้อกำหนดด้านการเฝ้าระวังหลังวางจำหน่าย (Post‑Market Surveillance)

ตัวแทนในประเทศ (AR) ต้อง รายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ (Adverse Events) เก็บบันทึกการนำเข้าและการกระจายสินค้าดำเนินการเรียกคืนสินค้า (Recall) หากจำเป็น

  • การเปลี่ยนแปลงระบบ HS Code ของ ยูเออี

ตั้งแต่ปี 2025 ยูเออี ใช้ระบบ HS Code 12 หลัก เพื่อเพิ่มความละเอียดในการจำแนกสินค้า อย่างไรก็ตาม เอกสารระบุว่า ในทางปฏิบัติ HS Code ข้างต้น 6–8 หลักแรกยังเหมือนระบบ HS สากล”          ผู้ส่งออกไทยจึงควรตรวจสอบ HS Code 12 หลักกับผู้นำเข้าใน ยูเออี ทุกครั้งก่อนส่งออก

 

image.png ช่องทางการกระจายสินค้าใน ยูเออี

ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของ กระทรวงสาธารณสุขและป้องกันโรค (MOHAP) โดยเคร่งครัด  โดยกำหนดให้ ผู้นำเข้าที่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น เป็นผู้มีสิทธิ์ดำเนินการกระจายสินค้า ทั้งนี้ให้มุ่งเน้นการจำหน่ายแก่หน่วยงานสาธารณสุขที่ได้รับใบอนุญาต (Licensed Healthcare Entities) เป็นหลัก ช่องทางการจัดจำหน่ายแบ่งออกเป็น ภาคธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) และ ภาครัฐ (B2G)ตามระดับและลักษณะของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง      และการขนส่งต้องใช้ระบบ โลจิสติกส์ที่ควบคุมอุณหภูมิ (Temperature‑Controlled Logistics) และมีระบบ ติดตามตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ครบถ้วน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแล

 

 

ช่องทาง

ลูกค้าหลัก

ข้อดี/ตัวอย่างบริษัท

รัฐ

ผู้กระจายสินค้าทั่วไป (Wholesale Distributors)

โรงพยาบาล      คลินิก ร้านขายยา        คลินิกความงาม

JKR International, Advanced Medical Equipment (ADMEQ), UNIMED – ครอบคลุม  GCC               มีโกดัง  Cold Chain 

Dubai, Abu Dhabi, RAK

ตัวแทนจำหน่ายเฉพาะทาง (Specialized Medical Suppliers)

สถานพยาบาล   คลินิกศัลยกรรม          คลินิกทันตกรรม

DUBIMED (Aesthetic/Medical), OxyMedz – เน้น PPE คุณภาพสูง    จัดส่ง On-time 

Dubai, GCC-wide

จัดซื้อภาครัฐ/  โรงพยาบาลรัฐ (Government Tenders)

SEHA (Abu Dhabi), DHA Hospitals, MOHAP Facilities

ผ่าน E-Procurement Portals  (Etimad, Dubai e-Supply)           ต้องมี MOHAP Registration 

Abu Dhabi, Dubai

จัดซื้อเอกชน (Private Hospitals/Groups)

Aster DM, NMC, Mediclinic, Burjeel

Direct Sales หรือผ่าน        Distributors ใหญ่                        เน้น Volume สูง สัญญาระยะยาว

Dubai, Abu Dhabi

Online B2B Platforms

Clinics, Pharmacies

GMED Healthcare, MedeTrade – Platform จัดซื้อออนไลน์สำหรับ Medical Supplies

ทั่วยูเออี

  • แนวโน้มรายกลุ่มสินค้า (Segment Trends)

  • กลุ่มสินค้าอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) เป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีการเติบโตสูงที่สุดในตลาดเวชภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งของยูเออี เช่น หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ (Surgical Mask / Respirator) ถุงมือยางทางการแพทย์ เสื้อกาวน์ผ่าตัด ชุด PPE หมวกทางการแพทย์และถุงคลุมรองเท้า

  • แนวโน้มสำคัญ : โรงพยาบาลให้ความสำคัญกับการควบคุมการติดเชื้อ (Infection Control) มากขึ้น การใช้สินค้าป้องกันแบบใช้ครั้งเดียว (Single-Use Protective Products) เพิ่มขึ้น การพัฒนาวัสดุใหม่ เช่น ถุงมือไนไตรล์ (Nitrile Gloves) และวัสดุที่มีคุณสมบัติต้านจุลชีพ นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มการพัฒนาสินค้า PPE ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ถุงมือย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เพื่อลดปริมาณขยะทางการแพทย์ในอนาคต

  • กลุ่มเวชภัณฑ์ผ่าตัดและผลิตภัณฑ์ Nonwoven เป็นกลุ่มสินค้าเวชภัณฑ์ที่ใช้ในห้องผ่าตัดและการทำหัตถการทางการแพทย์ เช่น ผ้าคลุมผ่าตัด (Surgical Drapes) เสื้อกาวน์ผ่าตัด (Surgical Gowns) ผ้าคลุมอุปกรณ์ (Sterile Covers) หมวกผ่าตัด (Surgical Caps) ชุดอุปกรณ์ผ่าตัดสำเร็จรูป (Procedure Kits)

  • แนวโน้มตลาด : การเพิ่มขึ้นของการผ่าตัดแบบแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery)   การใช้ชุดผ่าตัดแบบใช้ครั้งเดียว (Disposable Surgical Kits) และการใช้วัสดุ Nonwoven ทางการแพทย์มากขึ้น เนื่องจากมีน้ำหนักเบา ป้องกันการปนเปื้อนได้ดี และมีต้นทุนเหมาะสม

  • กลุ่มอุปกรณ์ฉีดและการให้สารน้ำ (Injection & Infusion Consumables) เป็นกลุ่มสินค้าเวชภัณฑ์ที่มีการใช้ในปริมาณสูงในระบบสาธารณสุข เช่น เข็มฉีดยา (Syringes) เข็มทางการแพทย์ (Needles)   ชุดให้น้ำเกลือ (IV Administration Sets) และสายสวน (Catheters)

  • แนวโน้มสำคัญ : การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความต้องการ อุปกรณ์ฉีดยาที่ปลอดภัย (Safe Injection Devices) การใช้ Prefilled Syringes และ Smart Syringes กลุ่มสินค้านี้ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่สร้างรายได้สูงในตลาดเวชภัณฑ์ของ ยูเออี

  • กลุ่มเวชภัณฑ์ดูแลบาดแผล (Wound Care Consumables)

  • ตลาดเวชภัณฑ์ดูแลบาดแผลมีการเติบโตสูงจากจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น เช่น ผ้าก๊อซ (Gauze) ผ้าพันแผล (Bandages) แผ่นปิดแผลชนิดพิเศษ (Advanced Wound Dressings) แผ่นปิดแผลต้านเชื้อแบคทีเรีย (Antimicrobial Dressings) ปัจจุบันมีสินค้า Advanced Wound Care เช่น HydrocolloidAlginate Antimicrobial Foam Dressing กำลังได้รับความนิยมในโรงพยาบาลของยูเออี

  • กลุ่มเวชภัณฑ์สำหรับการตรวจวินิจฉัยและห้องปฏิบัติการ (Diagnostic & Laboratory Consumables) การเติบโตของบริการตรวจวินิจฉัยโรคทำให้ความต้องการสินค้า Consumables เพิ่มขึ้น        เช่น หลอดเก็บตัวอย่างเลือด (Blood Collection Tubes) ภาชนะเก็บตัวอย่าง (Specimen Containers)        ชุดทดสอบทางการแพทย์ (Test Kits) แถบทดสอบ (Diagnostic Strips)

  • แนวโน้มสำคัญ : การพัฒนาการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) การตรวจพันธุกรรม (Genetic Testing) และการขยายศูนย์วิจัยและห้องปฏิบัติการในยูเออี

  • กลุ่มเวชภัณฑ์สำหรับการดูแลสุขภาพที่บ้าน (Home Healthcare Disposables) เป็นตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในยูเออี เช่น ถุงมือใช้แล้วทิ้ง อุปกรณ์ตรวจน้ำตาลในเลือด เวชภัณฑ์ดูแลบาดแผลที่บ้าน สายสวนปัสสาวะ

  • ปัจจัยสนับสนุน : เพราะสังคมผู้สูงอายุ การรักษาพยาบาลที่บ้าน (Home Healthcare)    และการใช้ระบบ Telemedicine

  • แนวโน้มเทคโนโลยีและนวัตกรรมในตลาดยูเออี ได้แก่

  • เวชภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Medical Consumables) เช่น ถุงมือทางการแพทย์อัจฉริยะ อุปกรณ์ที่มีเซนเซอร์ตรวจวัด

  • เวชภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ถุงมือย่อยสลายได้ พลาสติกทางการแพทย์ที่สามารถรีไซเคิลได้

  • ระบบจัดการคลังสินค้าแบบดิจิทัล ของโรงพยาบาลในยูเออี ที่เริ่มใช้ ระบบ AI ในการบริหารสต็อก และ ระบบจัดซื้ออัตโนมัติ (Smart Procurement) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารเวชภัณฑ์

  • แนวโน้มผู้ใช้งานจริง (End-User Trends)

ผู้ใช้งาน

สัดส่วนโดยประมาณ

โรงพยาบาล

          ประมาณ 65 - 70%

คลินิก

         ประมาณ 20%

ศูนย์ผ่าตัดเฉพาะทาง

          ประมาณ 5 - 10%

การดูแลสุขภาพที่บ้าน

         ประมาณ 5%

ทั้งนี้ โรงพยาบาลยังคงเป็นผู้ใช้เวชภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งรายใหญ่ที่สุดในตลาดยูเออี

 

image.png สรุปและแนวโน้มสำคัญของตลาด (Key Market Trends)

ตลาดเวชภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับ  แรงสนับสนุนจากการใช้สินค้าเวชภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียว (Single-Use Medical Products) ที่เพิ่มขึ้นตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการควบคุมการติดเชื้อในสถานพยาบาล ควบคู่กับการขยายตัวของศูนย์ผ่าตัดเฉพาะทาง (Ambulatory Surgery Centers) และการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวานและโรคหัวใจ ซึ่งส่งผลให้ความต้องการใช้เวชภัณฑ์ทางการแพทย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ แนวโน้มการใช้เวชภัณฑ์ดูแลบาดแผลขั้นสูง (Advanced Wound Care) และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Medical Products) กำลังได้รับความสำคัญมากขึ้นในตลาด

image.pngโดยรวมแล้ว ตลาดเวชภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งของยูเออีมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว จากการพัฒนาระบบสาธารณสุข การขยายตัวของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาค ทั้งนี้ สินค้าจากประเทศไทยยังมีโอกาสขยายตลาดได้อีกมาก หากผู้ประกอบการสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบของยูเออี และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

โอกาสสำหรับผู้ส่งออกไทย

ตลาดยูเออีเปิดกว้างสำหรับสินค้าไทยโดยเฉพาะในกลุ่มที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ เช่น ถุงมือยาง หน้ากากอนามัย และชุด PPE คุณภาพสูง จุดแข็งของสินค้าไทยในด้านคุณภาพเป็นที่ยอมรับในตลาดสากล มีมาตรฐาน ISO/CE/FDA รองรับ และราคาสามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับยุโรป สินค้าที่มีศักยภาพสูง ได้แก่     ถุงมือยางทางการแพทย์  หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ เสื้อกาวน์และชุด PPE ผ้าคลุมผ่าตัดและปลอกคลุมเครื่องมือ

กลยุทธ์แนะนำในการเข้าตลาดนี้ ด้วยการจับมือกับผู้กระจายสินค้ารายใหญ่ในดูไบ เน้นเอกสารครบถ้วนตามข้อกำหนด MOHAP และใช้ยูเออีเป็นฐานกระจายสินค้าไป GCC

 

 

 

 

 

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ

มีนาคม 2569

 

 

 

รายงานตลาดเชิงลึก สินค้าเวชภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งของยูเออี.pdf
Share :
Instagram