
รัฐบาลแคนาดา ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี Mark Carney ประกาศแผนมาตรการใหม่ สนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กและไม้ Softwood Lumber ซึ่งได้รับผลกระทบรุนแรงจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอัตราภาษี ร้อยละ 50 สำหรับเหล็ก และร้อยละ 45 สำหรับไม้ Softwood Lumber ในแถลงการณ์ล่าสุด รัฐบาลแคนาดาระบุว่า แคนาดาในอดีตเคยพึ่งพาสหรัฐฯ เป็นตลาดการส่งออกเหล็ก ไม้ และอลูมิเนียม ถึงประมาณร้อยละ 90 ของการส่งออกไปทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของภาษีจึงส่งผลกระทบหนักต่อรายได้ของผู้ผลิตและแรงงานในอุตสาหกรรมเหล่านี้
มาตรการใหม่ที่รัฐบาลแคนาดาเพิ่งประกาศ และจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ประกอบด้วย การลดโควตาการนำเข้าเหล็ก (ครอบคลุม 5 กลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่ flat, long, pipe and tube, semi-finished, and stainless steel) ภายใต้มาตรการ TRQ (Tariff Rate Quota หรือโควตาภาษี คือการกำหนดโควตา และกำหนดอัตราภาษีในและนอกโควตาต่างกัน) จากต่างประเทศที่ไม่มีความตกลงการค้าเสรี (non-FTA) จากร้อยละ 50 เหลือร้อยละ 20 ของระดับในปี 2567 และลดโควตาจากประเทศที่มี FTA (ยกเว้นสหรัฐฯ และเม็กซิโก) จากร้อยละ 100 เหลือร้อยละ 75 สำหรับโควตาที่เกินจะถูกเก็บภาษี surtax ร้อยละ 50 และรัฐบาลยังประกาศเก็บภาษีเพิ่มเติมร้อยละ 25 สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้เหล็กเป็นส่วนประกอบหลัก (Steel derivative products) เช่น โครงสร้างสำหรับติดตั้งกังหันลม หรือส่วนประกอบของโครงการพลังงานลม อุปกรณ์อาคารสำเร็จรูป (Prefab) สายไฟ และอุปกรณ์น็อต สกรู (Fasteners) เพื่อป้องกันการนำเข้าเหล็กราคาต่ำ และการทุ่มตลาด (dumping) เป็นการปกป้องผู้ผลิตในประเทศ
นอกจากนี้ รัฐบาลมีแผนที่จะลดค่าขนส่งภายในประเทศสำหรับการขนส่งเหล็กและไม้ภายในแคนาดาลงร้อยละ 50 โดยร่วมกับบริษัทขนส่งทางรถไฟ เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อสนับสนุนตลาดภายในประเทศ (Domestic Market) และส่งเสริมให้ใช้วัตถุดิบภายในประเทศในการก่อสร้างและโครงการสาธารณะต่างๆ มากขึ้น
สำหรับไม้ Softwood lumber รัฐบาลเพิ่มเงินสนับสนุนภายใต้โครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการ (Softwood Lumber Guarantee Program) และโครงการสนับสนุนการแปรรูป พัฒนา ผลิตภัณฑ์ และขยายตลาด (Market Diversification) รวมเป็นมูลค่ากว่า 1.2 พันล้านเหรียญแคนาดา (2.8 หมื่นล้านบาท) เพื่อช่วยให้บริษัทที่ได้รับผลกระทบสามารถปรับโครงสร้างและรักษาสภาพคล่องทางการเงิน โดยรัฐบาลระบุว่า ด้วยมาตรการเหล่านี้ จะมีความต้องการภายในประเทศสำหรับเหล็กภายในประเทศมากกว่า 1 พันล้านเหรียญแคนาดา (2.3 หมื่นล้านบาท) และไม้ Softwood Lumber ก็จะได้รับโอกาสให้เร่งปรับตัว เปลี่ยนตลาด ลดการพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ และสร้างโอกาสในการใช้ไม้และเหล็กของแคนาดาในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ และโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยในประเทศ
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้มาตรการเหล่านี้ช่วยบรรเทาวิกฤตได้จริง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งหมดได้ทันที โดยเฉพาะปัญหาการพึ่งพาตลาดสหรัฐเพียงตลาดเดียว ที่มีสัดส่วนการส่งออกที่สูงมาก เพราะการเปิดตลาดใหม่ต้องใช้เวลานานและมีการแข่งขันสูงจากผู้ผลิตทั่วโลก นอกจากนี้ หากต้นทุนการผลิตในประเทศยังคงสูงกว่าสินค้านำเข้ามากเกินไป ผู้บริโภคและภาคก่อสร้างอาจเผชิญราคาวัสดุที่เพิ่มขึ้น และอาจกระทบต่ออสังหาริมทรัพย์และโครงการก่อสร้างในช่วงที่เศรษฐกิจแคนาดายังฟื้นตัวไม่เต็มที่
มาตรการใหม่ของรัฐบาลนี้จึงเป็นทั้งเกราะป้องกันและ เครื่องมือเปลี่ยนผ่าน เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตเหล็กและไม้ Softwood Lumber สามารถยืนหยัดในช่วงสงครามภาษีกับสหรัฐ และใช้โอกาสนี้ในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม แต่ความสำเร็จยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของภาคเอกชน การสนับสนุนด้านนโยบายอย่างต่อเนื่อง และภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศในระยะถัดไป
ความคิดเห็น สคต.
แม้มาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กและไม้ Softwood Lumber ของแคนาดาจะช่วยเสริมความมั่นคงด้านอุปทานภายในประเทศ ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และกระตุ้นความต้องการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ แต่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกเหล็กของไทย ปัจจุบัน สินค้าเหล็กเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอันดับ 2 ของไทยไปยังแคนาดา โดยจากสถิติกรมศุลกากร ช่วงเดือนมกราคม–ตุลาคม 2568 มีมูลค่าการส่งออก 135.71 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวถึงร้อยละ 49.6 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8.04 ของการส่งออกทั้งหมดของไทยไปยังแคนาดา หากพิจารณาสถิติฝั่งแคนาดา ปี 2568 (ม.ค.-ส.ค.) ไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 7 ของแคนาดาในสินค้าเหล็กและผลิตภัณฑ์ มูลค่า 122 ล้านเหรียญสหรัฐ (สัดส่วนร้อยละ 2.3 ของการนำเข้าทั้งหมด) โดยสินค้าหลักที่ไทยส่งออกมาแคนาดา ได้แก่ สินค้าเหล็กเส้นและเหล็กเพลา (พิกัดศุลกากร 7214) ซึ่งไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 3 ของแคนาดา มูลค่า 47.8 ล้านเหรียญสหรัฐ รองจากสหรัฐฯ และฟิลิปปินส์ และเหล็กฉากฯ (พิกัด 7216) โดยที่ปัจุบันไทยยังไม่มีความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับแคนาดา เนื่องจากอยู่ระหว่างการเจรจา ทำให้ต้องเผชิญโควตานำเข้าที่ลดลงและอัตราภาษีนอกโควตานำเข้าที่สูง ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในตลาดแคนาดา
ในภาพรวม มาตรการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวเชิงโครงสร้างของแคนาดา ภายใต้ความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งผลักดันให้แคนาดาเร่งเสริมสร้างความมั่นคงด้านอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น ขณะเดียวกัน มาตรการนี้เป็นสัญญาณเตือนสำคัญสำหรับผู้ส่งออกไทยให้เร่งประเมินกลยุทธ์ด้านการตลาด การลงทุน และการขยายเครือข่ายการค้าใหม่ ทั้งในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจาก ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) และแนวโน้มการใช้มาตรการปกป้องทางการค้า ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการส่งออกของไทยในอนาคต
ที่มา:
https://www.pm.gc.ca/en/news/backgrounders/2025/11/26/prime-minister-announces-new-measures-protect-and-transform-canadas
โปรดติดตามความเคลื่อนไหวในการค้าระหว่างประเทศผ่าน ช่องทางต่างๆ ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ www.ditp.go.th และ www.thaitrade.com หรือโทรปรึกษาเรื่องการค้าระหว่างประเทศที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร. 1169 (หากโทรจากต่างประเทศ โปรดติดต่อที่ โทร. +66 2792 6900)
*****************************************