
พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ยาวนานระหว่างราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ได้มาถึงจุดวิกฤตที่ยากจะย้อนกลับ จากเดิมที่เคยร่วมมือกันแทรกแซงในเยเมน กลับกลายเป็นการปะทะทางทหารโดยตรง และ "สงครามเย็นทางเศรษฐกิจ" ที่นักวิเคราะห์มองว่ารุนแรงยิ่งกว่าวิกฤตการณ์กาตาร์ในปี 2560
การยกระดับทางทหาร: จากสงครามตัวแทนสู่การโจมตีโดยตรง
ความขัดแย้งเริ่มเปลี่ยนจากการทูตเป็นการใช้กำลังทหารอย่างเต็มตัวในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 เมื่อกลุ่ม Southern Transitional Council (STC) ที่สนับสนุนโดยยูเออี ได้รุกคืบยึดพื้นที่ในจังหวัด Hadramout ซึ่งซาอุดีอาระเบียถือเป็นขอบเขตที่ห้ามล้ำ (Red Line)
• การโจมตีท่าเรือสำคัญในเยเมน : เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 กองทัพอากาศซาอุดีอาระเบียได้โจมตีเป้าหมายเฉพาะเจาะจงที่ท่าเรือ Mukalla เพื่อสกัดกั้นการขนส่งอาวุธและยานเกราะที่เชื่อว่าจะส่งให้กลุ่ม STC ขณะที่ยูเออีออกมาประณามว่าเป็นการ "โจมตีทางทหารอย่างโจ่งแจ้ง" และยืนยันว่ายุทโธปกรณ์ดังกล่าวมีไว้เพื่อภารกิจต่อต้านการก่อการร้ายที่ได้ประสานงานกันไว้แล้ว
• การปิดล้อมทางเรือและคำขาด: วันที่ 2 มกราคม 2569 ซาอุดีอาระเบียได้ส่งกำลังทางเรือประชิดชายฝั่งเยเมน พร้อมขีดเส้นตาย 24 ชั่วโมง ให้ยูเออีหยุดสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน จนกระทั่งวันที่ 4 มกราคม กองกำลังรัฐบาลเยเมนที่ซาอุดีฯ หนุนหลังสามารถยึดพื้นที่คืนได้บางส่วนหลังยูเออีถอนกำลังออกไป
วิสัยทัศน์ที่สวนทาง: เยเมนหนึ่งเดียวหรือสองรัฐ?
ใจกลางความขัดแย้งครั้งนี้คือภาพอนาคตของเยเมนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:
ซาอุดีอาระเบีย มุ่งมั่นสานสร้างเยเมนที่เป็นปึกแผ่น ภายใต้การนำของสภาผู้นำประธานาธิบดี (Presidential Leadership Council: PLC) และกองกำลัง Dara' Al-Watan เพื่อประกันเสถียรภาพและความมั่นคงตลอดแนวชายแดนทางใต้ยาว 1,500 กิโลเมตร
ยูเออีกลับเลือกเส้นทางที่ขัดแย้ง โดยให้การสนับสนุนกลุ่ม Southern Transitional Council (STC) และกองพล Giants Brigades ซึ่งผลักดันแนวคิดเอกราช "เยเมนใต้" เพื่อให้ยูเออีสามารถขยายอิทธิพลครอบคลุมท่าเรือยุทธศาสตร์ Aden-Mukalla และช่องแคบ Bab al-Mandab จุดเชื่อมสำคัญของเส้นทางการค้าโลก ยูเออีวางตำแหน่งตนเป็น "จักรวรรดิทางทะเล" แห่งใหม่ อาศัยพันธมิตรด้านความมั่นคงกับอิสราเอลผ่านข้อตกลงอับราฮัม ขณะที่ซาอุดีอาระเบียหันไปกระชับสัมพันธ์กับตุรกีและอียิปต์ เพื่อเสริมเกราะป้องกันอธิปไตยและเส้นพรมแดนอันเปราะบาง
สงครามเย็นทางเศรษฐกิจ: การแย่งชิงอำนาจครองภูมิภาค
นอกเหนือจากกระแสไฟในสนามรบ ทั้งสองมหาอำนาจยังปะทะกันอย่างดุเดือดในมิติโครงสร้างเศรษฐกิจ:
• สงครามภาษีและกฎถิ่นกำเนิดสินค้า: ซาอุดีฯปรับกฎ "Rule of Origin" ให้เข้มงวดขึ้น ทำให้สินค้าจากเขตปลอดอากรของยูเออี เช่น เจเบลอาลี ถูกปฏิบัติเหมือนสินค้าต่างชาติและต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น หากไม่มีมูลค่าเพิ่มภายในท้องถิ่นถึง 40% และใช้แรงงานท้องถิ่น 25% ส่งผลให้ต้นทุนการค้าข้ามพรมแดนสูงขึ้น 5–10%
• การชิงความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์: ซาอุดีฯ ผลักดันท่าเรือ King Abdullah อย่างหนัก โดยเสนอส่วนลดค่าธรรมเนียมถึง 50% เพื่อดึงดูดสายเดินเรือให้ย้ายออกจากดูไบ มุ่งสร้างเส้นทางการค้าใหม่ผ่านทะเลแดงเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซที่ยูเออีมีอิทธิพลอยู่
• นโยบายสำนักงานภูมิภาค (RHQ) และการบิน: นโยบายของซาอุดีฯ ที่บังคับให้บริษัทข้ามชาติย้ายสำนักงานใหญ่มายังซาอุดีฯ หากต้องการสัญญาจ้างจากรัฐ ได้บีบให้หลายบริษัทต้องย้ายจากดูไบไปริยาด นอกจากนี้ การเปิดตัวของสายการบิน Riyadh Air ยังท้าทายโมเดลธุรกิจของ Emirates และ Etihad โดยตรง ส่งผลให้ราคาค่าขนส่งในภูมิภาคปรับตัวสูงขึ้น 5–8% จากการแข่งขันที่ดุเดือด
การปะทะเชิงโครงสร้างนี้ ไม่ใช่แค่การแข่งขันเชิงพาณิชย์ แต่เป็น "สงครามเย็น" เพื่อกำหนดว่าใครจะเป็นศูนย์กลางการค้า–การเงิน–โลจิสติกส์ ของ GCC อ่าวอาหรับในทศวรรษหน้า
ผลกระทบระดับโลกและการพักรบชั่วคราวใน OPEC+
แม้จะมีความตึงเครียดสูง แต่ทั้งสองประเทศยังคงแยกแยะ "สงครามเศรษฐกิจ" ออกจาก "ตลาดน้ำมัน" ในการประชุมเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 กลุ่ม OPEC+ ตัดสินใจ คงระดับการผลิตน้ำมันไว้ตามเดิม เนื่องจากซาอุดีฯ กำลังเผชิญกับการขาดดุลการคลังร้อยละ 5.6 ของ GDP และทั้งสองฝ่ายต่างต้องการเสถียรภาพราคาเพื่อนำเงินไปอุดหนุนโครงการปฏิรูปเศรษฐกิจในประเทศตนเอง
ปฏิกิริยาจากนานาชาติ
• สหรัฐฯ และตะวันตก: สหรัฐฯ แม้จะให้ความสำคัญกับยูเออีในการต่อต้านก่อการร้าย แต่ก็เอนเอียงไปทางซาอุดีฯ ที่ต้องการเยเมนเป็นหนึ่งเดียวเพื่อสกัดกั้นกลุ่มฮูตี ด้านอังกฤษกังวลว่าความแตกแยกนี้จะเกิด "สุญญากาศทางอำนาจ" ให้กลุ่มอัลกออิดะห์ฉวยโอกาส
• สหประชาชาติ: เตือนว่ากลุ่มพันธมิตรอาหรับกำลัง "สู้กันเอง" ซึ่งจะบ่อนทำลายกระบวนการสันติภาพที่เปราะบางกับกลุ่มฮูตี
ผลกระทบต่อประเทศไทย: ความเสี่ยงและโอกาส
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ เห็นว่าไทยต้องเตรียมรับมือในหลายด้าน :
ต้นทุนโลจิสติกส์: ค่าประกันภัยเรือสินค้าผ่านช่องแคบ Bab al-Mandab จะสูงขึ้น และอาจต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือซึ่งเพิ่มระยะเวลาและต้นทุน
นโยบายการค้าที่ไม่แน่นอน: ไทยอาจถูกกดดันให้ "เลือกข้าง" หรือต้องปรับตัวตามกฎระเบียบการนำเข้าที่เปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งระหว่างสองยักษ์ใหญ่
โอกาสในฐานะพันธมิตรที่เป็นกลาง:ความขัดแย้งระหว่างซาอุดีอาระเบียและยูเออีในปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลกเก่าไปสู่ระเบียบภูมิภาคใหม่ที่มีความซับซ้อนและมีการแข่งขันสูง ความแตกแยกในเยเมนและการแข่งขันทางเศรษฐกิจผ่านนโยบาย RHQ และ Rules of Origin ไม่ใช่เพียงเรื่องชั่วคราว แต่เป็นการวางรากฐานสำหรับอำนาจนำในทศวรรษหน้า
สำหรับประชาคมระหว่างประเทศและประเทศคู่ค้าอย่างไทย ความท้าทายสำคัญคือการบริหารจัดการความสัมพันธ์ในภาวะ "ตลาดแยกส่วน" (Market Fragmentation) ที่ความร่วมมือภายใต้กรอบ GCC อาจไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาได้อีกต่อไป การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการมีความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ท่ามกลางพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคอ่าวอาหรับที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2569 นี้