fb
ภาคครัวเรือนตุรกียังแย่ ค่าครองชีพพุ่งไม่หยุด เงินออมถูกแช่แข็ง
โดย
Suttichat
ลงเมื่อ 07 ตุลาคม 2569 04:00
สคต. ณ กรุงอังการา (ตุรกี) (TTC, Ankara (Turkey))
3

เมื่อเร็วๆ นี้ สมาพันธ์สหภาพแรงงานตุรกี (Turk-Is) ได้เสนอรายงานเรื่องเส้นแบ่งความหิวโหย (hunger threshold) ของตุรกี ซึ่งหมายถึงจำนวนเงินขั้นต่ำต่อเดือนที่ครอบครัวขนาด 4 คน จำเป็นต้องใช้จ่ายเป็นค่าอาหารเพื่อรักษาสุขภาพในระดับโภชนาการที่เพียงพอ ได้ปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 37,801 ลีราตุรกี (ประมาณ 771.18 เหรียญสหรัฐฯ) ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.10 จากเดือนก่อนหน้า ทำให้อัตราการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบเป็นรายปีอยู่ที่ร้อยละ 35.1 สำหรับในส่วนของเส้นแบ่งความยากจน (poverty threshold) ซึ่งวัดจากค่าใช้จ่ายรายเดือนรวมค่าอาหารและความจำเป็นพื้นฐานอื่นๆ ทั้งที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม การขนส่ง การศึกษา และการดูแลสุขภาพ พุ่งแตะระดับ 123,130 ลีราตุรกี ในขณะที่ค่าครองชีพรายเดือนต่อคนอยู่ที่ 48,884.82 ลีราตุรกี 

 

ด้านราคาสินค้าต่างๆ ราคาเนื้อวัวบด เนื้อวัวหั่นเต๋า และเนื้อไก่ ปรับตัวสูงขึ้นในเดือนกันยายน ในขณะที่ราคาเนื้อแกะไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญนัก ในกลุ่มผลิตภัณฑ์นม ราคาโยเกิร์ตมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ในขณะที่ราคาเฉลี่ยของนมส่วนใหญ่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และราคาชีสยังทรงตัว ราคาปลาปรับลดลงเล็กน้อยเนื่องจากเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลจับปลา ในขณะที่ราคาไข่ไก่ก็ลดลงเช่นกัน ราคาถั่วลูกไก่ (chickpeas) และถั่วเลนทิลเขียวส่วนใหญ่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่ถั่วแห้งมีราคาแพงขึ้นเล็กน้อย โดยรายงานระบุว่า ราคาผักและผลไม้บางชนิดลดลงในเดือนกันยายน เนื่องจากสภาพตามฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงไป และผลผลิตในฤดูใบไม้ร่วงเริ่มออกสู่ตลาด ราคาเฉลี่ยของผักแตะระดับ 124.89 ลีราตุรกีต่อกิโลกรัม ซึ่งไม่รวมผักสลัดอย่างพาร์สลีย์และผักกาดหอมที่มักใช้รับประทานคู่กับอาหารจานหลัก ส่วนราคาเฉลี่ยของผลไม้อยู่ที่ 133.75 ลีราตุรกีต่อกิโลกรัม ในขณะที่ราคาเฉลี่ยรวมของทั้งผลไม้และผักอยู่ที่ 118 ลีราตุรกีต่อกิโลกรัม ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภครายปีของตุรกีอยู่ที่ร้อยละ 31.5 โดยราคาสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 เมื่อเทียบแบบเดือนต่อเดือนในเดือนสิงหาคมตามข้อมูลของสถาบันสถิติแห่งตุรกี (TurkStat) ส่วนราคาอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าในเดือนสิงหาคม

 

รายงานการสำรวจยังระบุด้วยว่า การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในช่วงสิ้นปี 2026 นี้จะอยู่ที่ร้อยละ 29.61 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 29.43 ในการสำรวจครั้งก่อนหน้า ส่วนความคาดหวังด้านอัตราเงินเฟ้อในระยะ 12 เดือนอยู่ที่ร้อยละ 23.70 และการคาดการณ์ในระยะ 24 เดือนอยู่ที่ร้อยละ 18.32 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 18 จากที่คาดการณ์ไว้เดิม

 

นอกจากนี้ ยังมีอีกรายงานเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้ของกองทุนต่อเนื่องกันในช่วงกลางเดือนกันยายน ซึ่งส่งผลกระทบต่อนักลงทุนกว่าสี่แสนรายที่กำลังรอเงินของพวกเขา หลังจากที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (CMB) ได้สั่งให้กองทุน 131 รายการ ที่บริหารโดยบริษัทจัดการลงทุน 7 แห่งเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีเพื่อควบคุมผลกระทบที่เกิดขึ้น กองทุนเหล่านี้ถือครองเงินอยู่ประมาณ 936.3 พันล้านลีราตุรกี หรือราว 19.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเทียบเท่ากับเกือบร้อยละ 10 ของตลาดกองทุนรวมเพื่อการลงทุนของตุรกีที่มีมูลค่า 9.4 ล้านล้านลีราตุรกี ในขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์อิสตันบูลในภาพรวม ซึ่งมีนักลงทุนรายย่อยจำนวน 6.8 ล้านคน ได้สูญเสียมูลค่าตามราคาตลาดไปราว 2 ล้านล้านลีราตุรกี หรือราว 41.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีมูลค่าลดลงจาก 19.4 ล้านล้านลีราตุรกีในวันที่ 17 กันยายน เหลือ 17.4 ล้านล้านลีราตุรกีในวันที่ 28 กันยายน ซึ่งเป็นการลดลงถึงร้อยละ 10.5 ที่ยิ่งซ้ำเติมผลกระทบในตลาดให้ขยายวงกว้างขึ้น

 

เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของตุรกีที่มีมูลค่า 63.2 ล้านล้านลีราตุรกีตามราคาปัจจุบัน ทำให้เงินจำนวน 936.3 พันล้านลีราตุรกีที่ติดอยู่ในกองทุนที่ได้รับผลกระทบคิดเป็นประมาณร้อยละ 1.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แม้ว่าจะไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าเงินในกองทุนเหล่านี้เป็นของภาคครัวเรือน หรือถูกตั้งใจไว้สำหรับการซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เป็นจำนวนเท่าใด แต่เชื่อว่าสัดส่วนที่สำคัญนั้นเป็นเงินออมของนักลงทุนรายย่อย ซึ่งเมื่อเงินก้อนนี้ไม่สามารถนำมาใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้ได้ ทำให้ภาคครัวเรือนต้องระงับการซื้อสินทรัพย์ชิ้นใหญ่เอาไว้ก่อน

 

ตัวแทนในภาคอุตสาหกรรมกล่าว ว่า การหยุดชะงักนี้อาจลุกลามไปยังภาคส่วนที่พึ่งพาผู้บริโภค นำโดยภาคอสังหาริมทรัพย์ ยานยนต์ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน การขนส่ง ประกันภัย บริการด้านรถยนต์ และการก่อสร้าง การบริโภคขั้นสุดท้ายของครัวเรือนซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP ซึ่งถึงแม้ว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 เมื่อเทียบเป็นรายปีในไตรมาสที่สองของปี 2026 แต่ลดลงร้อยละ 1.3 จากไตรมาสก่อนหน้า นับเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สอง และเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการชะลอตัวของอุปสงค์ในประเทศที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

ข้อคิดเห็นจากสำนักงานฯ

 

สถานการณ์เศรษฐกิจของตุรกีในปัจจุบันกำลังเผชิญกับภาวะที่บีบรัดประชาชนอย่างรุนแรงจากสองทิศทางพร้อมกัน ทั้งปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงจากอัตราเงินเฟ้อ และวิกฤตความเชื่อมั่นในตลาดทุนที่เข้ามากระทบเงินออมของประชาชนโดยตรง ปัญหาปากท้องของตุรกีที่มีปัญหายืดเยื้อมายาวหลายปีที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ถึงแม้ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของตุรกีดูเหมือนว่าจะทรงตัว แต่ราคาสินค้าจำเป็นอย่างอาหารกลับปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้แรงงานทั่วไปไม่มีความสามารถที่จะไล่ตามค่าใช้จ่ายได้ทัน ในขณะเดียวกันความมั่นคงในชีวิตของประชาชนทั่วไปก็ถูกคุกคามจากการผิดนัดชำระหนี้ของกองทุนต่างๆ ในตุรกี ซึ่งนี่เป็นการตอกย้ำปัญหาต่อนักลงทุนรายย่อยกว่า 4.5 แสนราย ด้วยจำนวนเงินมหาศาล ซึ่งนี่ไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่คือเงินของผู้บริโภคที่ถูกแช่แข็ง และเมื่อต้องอยู่กันด้วยมาตรการรัดเข็มขัดที่มากขึ้น ผลกระทบต่อไปคือการบริโภคภาคครัวเรือนที่ปรับลดลง ซึ่งย่อมกระทบถึงอุตสาหกรรมมากมายในประเทศ ทั้งอสังหาริมทรัพย์ ยานยนต์ หรือแม้แต่สินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

 

ที่มา: https://www.turkiyetoday.com/business/turkish-households-need-at-least-7712-in-september-to-feed-a-family-3229328?s=2 

Share :
Instagram