fb
ตลาดค้าปลีกฮ่องกงใช้กลยุทธ์เชิงรุกเพื่อรักษาระดับราคาในสภาวะวิกฤตพลังงาน

ตลาดค้าปลีกฮ่องกงใช้กลยุทธ์เชิงรุกเพื่อรักษาระดับราคาในสภาวะวิกฤตพลังงาน

โดย
Wacharaporn
ลงเมื่อ 23 เมษายน 2569 13:00
สคต. ณ เมืองฮ่องกง (จีน) (TCC, Hong Kong (China))
4

ผู้ค้าปลีกหลักของฮ่องกงใช้กลยุทธ์เชิงรุกดำเนินมาตรการสำคัญเพื่อรับมือวิกฤติที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจากผลกระทบจากสงคราม เช่น การจัดหาสินค้าโดยตรง (direct sourcing) และการใช้ประโยชน์จากขนาดธุรกิจ (economies of scale) เพื่อหลีกเลี่ยงการปรับขึ้นราคา แม้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์จะพุ่งสูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตามความสามารถในการแข่งขันในตลาดกำลังถูกทดสอบอย่างหนัก โดยเฉพาะสินค้าบางประเภท บริษัทร้านค้าปลีกเครื่องสำอาง Sa Sa International ได้เตือนว่าค่าขนส่งทางเรือและทางอากาศเพิ่มขึ้นแล้วถึงร้อยละ 15 

Mr. Simon Kwok Siu-ming ประธานกรรมการ Sa Sa International กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2569 ว่าเนื่องจากสินค้าความงามบางชนิดใช้วัตถุดิบจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม หากสถานการณ์เลวร้ายลงและกระทบต่อแหล่งเชื้อเพลิง ราคาจะเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น “ต้นทุนเชื้อเพลิงและการขนส่งเพิ่มขึ้นจริง โดยค่าขนส่งทางเรือและทางอากาศปรับขึ้นแล้วประมาณร้อยละ 10-15” แม้สินค้าของกลุ่มเครื่องสำอางยังไม่ประสบปัญหาขาดแคลนหรือความล่าช้าอย่างชัดเจน แต่สถานการณ์ที่ไม่มั่นคงทำให้การควบคุมระยะเวลาการส่งมอบยากขึ้น บริษัทจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อบริหารสินค้าคงคลังอย่างรอบคอบและยืดหยุ่นเพื่อลดผลกระทบให้มากที่สุด

ท่ามกลางความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงคราม สหรัฐอเมริกา–อิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งได้เกิดขึ้นขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ช่องแคบยุทธศาสตร์ฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราวร้อยละ 20 ของโลก ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้ราคาดีเซลและน้ำมันเบนซินในฮ่องกงสูงที่สุดในโลก ขณะที่บริษัทขนส่งสินค้าทางเรือและทางอากาศปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมอย่างรวดเร็ว บริษัท Cathay Cargo ในครึ่งหลังของเดือนเมษายนได้เพิ่มค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเที่ยวบินระยะไกลเป็น 18.60 ดอลลาร์ฮ่องกงหรือประมาณ 2.37 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัมสูงขึ้นจากเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ขณะที่บริษัท FedEx และ UPS ปรับค่าธรรมเนียมเป็นร้อยละ 45.5 และ 47.5 ตามลำดับ

image.png

บริษัท DFI Retail Group ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกของฮ่องกง ซึ่งเป็นเจ้าของซุปเปอร์มาเก็ต  Wellcome, ร้านค้าปลีก Mannings, ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven และร้านค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้าน Ikea ได้ดำเนินมาตรการหลายด้านเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน Mr. Darren Chan กรรมการผู้จัดการฝ่ายอาหารของ DFI Retail Group ฮ่องกงและมาเก๊า กล่าวว่า Wellcome ได้ขยายเครือข่ายการจัดหาสินค้าไปกว่า 50 ประเทศ เพิ่มขึ้นสองเท่าจากก่อนโควิด-19 พร้อมเพิ่มการจัดซื้อโดยตรงจากผู้ผลิต นอกจากนี้ Wellcome ยังได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มขายของชำจีนแผ่นดินใหญ่ Dingdong Maicai และกลุ่มเกษตรกรรมของรัฐ Cofco เพราะบริษัท DFI Retail Group มีขนาดใหญ่เป็นผู้นำตลาด ราคาที่เจรจาและปริมาณที่จะได้รับจากผู้ผลิตย่อมแตกต่างออกไป

Mr. Elliot Lee กรรมการผู้จัดการบริษัท Ikea North Asia   กล่าวว่าบริษัทได้ทำสัญญาราคาคงที่เพื่อป้องกันผลกระทบในทันทีและปรับปรุงการจัดส่งเพื่อลดต้นทุน แหล่งผลิตจัดซื้อของบริษัทมีราคาคงที่ประมาณครึ่งปี ดังนั้นอย่างน้อยในหกเดือนข้างหน้า บริษัทจึงยังไม่ได้รับแรงกดดันหรือการเพิ่มต้นทุนที่สำคัญ แม้ในขณะนี้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 5 ถึง 10 แต่ยังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้โดยไม่จำเป็นต้องปรับค่าบริการสำหรับการจัดส่งราว 700 เที่ยวต่อวัน

Mr. Alex Liu กรรมการผู้จัดการบริษัท Mannings กล่าวว่า บริษัทเข้มงวดในการตรวจสอบและปฏิเสธคำขอปรับขึ้นราคาที่ไม่สมเหตุผลจากผู้ผลิต บริษัทจะไม่อนุมัติคำขอปรับขึ้นราคาทั้งหมด หากไม่เกี่ยวข้องกับต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น

Mr. Patrick Lui กรรมการผู้จัดการบริษัท 7-Eleven กล่าวว่า บริษัทกำลังลดต้นทุนสาธารณูปโภคเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งที่สูงขึ้น พร้อมทั้งปรับกระบวนการดำเนินงานเพื่อลดความสิ้นเปลือง และพิจารณาการควบคุมอุณหภูมิภายในร้านเพื่อประหยัดพลังงานและลดการปล่อยคาร์บอน

สภาผู้บริโภคฮ่องกง (Consumer Council) ย้ำว่ามุ่งมั่นปกป้องผลประโยชน์ผู้บริโภคและส่งเสริมความโปร่งใสในตลาด ผ่านการติดตามราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยใช้ระบบ Online Price Watch แสดงราคาสินค้าราว 2,600 รายการจากร้านค้าออนไลน์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านดูแลสุขภาพส่วนบุคคล เพื่อให้ประชาชนเปรียบเทียบราคาได้สะดวก สภาผู้บริโภคยังเตรียมเปิดตัวแอปพลิเคชันสำหรับเครื่องมือติดตามราคาภายในปีนี้ พร้อมเรียกร้องให้บริษัทน้ำมันรักษาความรับผิดชอบต่อสังคมและคำนึงถึงความสามารถในการรับภาระของผู้บริโภคเมื่อมีการกำหนดปรับเปลี่ยนราคา

 

ความคิดเห็นของ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง

สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันและค่าขนส่งในฮ่องกงสูงที่สุดในโลกผู้ประกอบการไทยควรติดตามค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงและค่าขนส่งทางเรือและอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การส่งออกให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงต้นทุนพลังงาน

บริษัทค้าปลีกฮ่องกง เช่น DFI Retail Group และ Ikea ใช้การจัดหาสินค้าโดยตรงและสัญญาราคาคงที่เพื่อลดแรงกดดัน ดังนั้นผู้ส่งออกไทยควรพิจารณาการทำสัญญาระยะกลาง–ยาวกับคู่ค้าในฮ่องกง เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาและปริมาณ ใช้กลยุทธ์การจัดหาสินค้าและการกระจายความเสี่ยง ขณะที่บริษัท Mannings และ 7-Eleven ใช้กลไกเข้มงวดในการปฏิเสธคำขอปรับขึ้นราคาที่ไม่สมเหตุผล ผู้ประกอบการไทยที่ทำการส่งออกมายังฮ่องกงควรเตรียมข้อมูลต้นทุนการผลิตและวัตถุดิบอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการเจรจาและลดโอกาสถูกปฏิเสธ สำหรับผลิตภัณฑ์ความงามที่มีส่วนประกอบจากปิโตรเลียมจะเผชิญแรงกดดันด้านราคาเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มเครื่องสำอางควรพิจารณาการใช้วัตถุดิบทางเลือกที่ไม่พึ่งพาปิโตรเลียม และเน้นการสื่อสารด้าน “ความยั่งยืน” เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด

ตลาดฮ่องกงกำลังเผชิญการแข่งขันจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจีนและการใช้จ่ายข้ามพรมแดน ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาการร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ในจีนและฮ่องกง เพื่อขยายช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภค นอกจากนี้ ระบบ Online Price Watch ช่วยให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบราคาได้ง่ายขึ้นผู้ประกอบการไทยควรใช้ข้อมูลนี้ในการวิเคราะห์แนวโน้มราคาและพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อปรับกลยุทธ์การตลาดให้เหมาะสม

 

ข่าวประจำสัปดาห์ 23 เมษายน 69.pdf
Share :
Instagram