fb
ภาพรวมนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเดินทางมาเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ

ภาพรวมนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเดินทางมาเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ

โดย
Nguyen
ลงเมื่อ 11 มิถุนายน 2569 15:00
สคต. ณ กรุงฮานอย (เวียดนาม) (TTC, Hanoi (Vietnam))
4

ภาพรวมนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเดินทางมาเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ

ตามคำเชิญของนาย Le Minh Hung นายกรัฐมนตรีเวียดนาม        นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ได้เดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการและเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum ครั้งที่ ระหว่างวันที่ 8–9 มิถุนายน 2569 โดยการเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ทั้งสองประเทศกำลังเตรียมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต (2519–2569) และยังเป็นการสานต่อความสำเร็จของการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของนาย To Lam เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีประเทศเวียดนาม เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

การเยือนครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความสำคัญและความมุ่งมั่นร่วมกันของเวียดนามและไทยในการกระชับความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยกระดับความร่วมมือทวิภาคีให้มีความเป็นรูปธรรมและเกิดประสิทธิผลมากขึ้นในระยะต่อไป

ในการหารืออย่างเป็นทางการ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้ประเมินผลสำเร็จที่โดดเด่นของความสัมพันธ์เวียดนาม–ไทยในช่วงที่ผ่านมา และเห็นพ้องกันว่าปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกำลังอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดนับตั้งแต่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต โดยมีพื้นฐานจากความไว้วางใจทางการเมืองที่มั่นคง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มีพลวัต และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจยังคงเป็นจุดเด่นสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนามในกลุ่มอาเซียน โดยในปี 2568 มูลค่าการค้าทวิภาคีมีมากกว่า 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่ในช่วง เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการค้ารวมระหว่างสองประเทศอยู่ที่ประมาณ 8,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568

ด้านการลงทุน ปัจจุบันไทยมีโครงการลงทุนในเวียดนามจำนวน 797 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวม 15,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อยู่ในอันดับที่ ของอาเซียน และอันดับที่ ของประเทศที่ลงทุนในเวียดนาม 

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นผ่านการดำเนินยุทธศาสตร์ “การเชื่อมโยง 3 ด้าน” (Three Connects Strategy) อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงด้านคมนาคม โลจิสติกส์ การบิน และการท่องเที่ยว พร้อมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเส้นทางขนส่งทางบกและทางทะเลเลียบชายฝั่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพการเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

ทั้งสองประเทศตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีให้ถึง 25,000 ล้านเหรียญหรัฐฯ และมุ่งสู่ระดับ 50,000   ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในอนาคต ภายใต้หลักการเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

นอกเหนือจากความร่วมมือในสาขาดั้งเดิม เวียดนามและไทยยังเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือไปสู่สาขาใหม่ที่มีศักยภาพสูง อาทิ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเป็นธรรม       และนวัตกรรม ซึ่งล้วนเป็นกลไกการเติบโตใหม่ที่สอดคล้องกับแนวโน้ม    การพัฒนาของภูมิภาคและของโลก

ในด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ทั้งสองประเทศจะเดินหน้าเสริมสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสันติภาพและการพัฒนา โดยเห็นพ้องที่จะคงการลาดตระเวนทางทะเลร่วมกัน เพิ่มความร่วมมือ   ในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมทางไซเบอร์ พร้อมยืนยันหลักการที่จะไม่ยินยอมให้บุคคลหรือองค์กรใดใช้ดินแดนของตนเป็นฐานในการกระทำการที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออีกฝ่ายหนึ่ง

เวียดนามชื่นชมรัฐบาลไทยที่ให้การรับรองสถานะทางกฎหมายแก่ชุมชนชาวเวียดนามในประเทศไทย รวมถึง         การสนับสนุนการอนุรักษ์แหล่งประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับประธานโฮจิมินห์ และวัดเวียดนามต่างๆ ในประเทศไทย นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างสองประเทศยังขยายไปสู่ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยไทยยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนเวียดนามในโครงการอนุรักษ์นกกระเรียนพันธุ์ซารัส (Sarus Crane) ณ อุทยานแห่งชาติจ่ามจิม (Tràm Chim National Park) เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของภูมิภาค

สำหรับประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะประสานงานอย่างใกล้ชิดต่อไปภายใต้กรอบอาเซียนและกลไกพหุภาคีต่างๆ โดยย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความเป็นเอกภาพ ความสามัคคี และบทบาทศูนย์กลางของอาเซียน ตลอดจนยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาระดับภูมิภาค รวมถึงประเด็นทะเลตะวันออก (ทะเลจีนใต้)       ควรดำเนินไปบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982)

ในโอกาสการเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ นาย อนุทิน    ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ยังได้เข้าพบกับ นาย Tran Thanh Man ประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม โดยประธานสภาแห่งชาติเวียดนามได้กล่าวต้อนรับ และแสดงความเชื่อมั่นว่า การเยือนครั้งนี้จะช่วยสร้างแรงผลักดันใหม่ในการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างเวียดนามและไทยให้พัฒนาอย่างลึกซึ้งและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นในระยะต่อไป

ทั้งสองฝ่ายได้แสดงความพึงพอใจต่อพัฒนาการเชิงบวกของความสัมพันธ์ทวิภาคีในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะความร่วมมือในด้านการเมือง การป้องกันประเทศและความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า วัฒนธรรม การท่องเที่ยว ความร่วมมือระหว่างท้องถิ่น และการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน ซึ่งมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมมากขึ้น                   นาย Tran Thanh Man ระบุว่า เวียดนามให้ความสำคัญต่อการพัฒนาความสัมพันธ์มิตรภาพและความร่วมมือรอบด้านกับประเทศไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนสำคัญของเวียดนามในภูมิภาคอาเซียน

ทั้งสองประเทศเห็นพ้องกันถึงความก้าวหน้าของความร่วมมือด้านรัฐสภาระหว่างสองประเทศ โดยอาศัยพื้นฐานจากบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐสภาเวียดนามและสภาผู้แทนราษฎรไทย ซึ่งได้ลงนามเมื่อปี 2566 ทั้งสองและมุ่งมั่นจะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนคณะผู้แทนในทุกระดับอย่างต่อเนื่อง ขยายความร่วมมือระหว่างกลุ่มสมาชิกรัฐสภามิตรภาพ โดยเฉพาะกลุ่มสมาชิกรัฐสภามิตรภาพเวียดนาม–ไทย รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสมาชิกรัฐสภาสตรีและสมาชิกรัฐสภารุ่นใหม่ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเพิ่มการประสานงานและสนับสนุนซึ่งกันและกันในเวทีรัฐสภาระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ เพื่อร่วมกันส่งเสริมสันติภาพ ความร่วมมือ และการพัฒนาที่ยั่งยืน ความร่วมมือด้านรัฐสภาถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจ ความไว้วางใจทางการเมืองและความใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการดำเนินการตามเป้าหมายความร่วมมือทวิภาคีในด้านต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต

 หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตามองของการเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล คือการให้ความสำคัญอย่างยิ่งของฝ่ายไทยต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) นวัตกรรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านดิจิทัล

โดยได้มีการพบหารือเป็นการเฉพาะกับผู้บริหารของกลุ่มบริษัท FPT โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยี และโอกาสความร่วมมือในเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางของรัฐบาลไทยในการผลักดันกลไกการเติบโตทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

โอกาสนี้ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) และบริษัท อมตะ เวียดนาม ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มบริษัท FPT เพื่อร่วมกันพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะและระบบนิเวศดิจิทัลในประเทศไทย เวียดนาม และลาว ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงศักยภาพด้านอุตสาหกรรมของไทยเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระดับแนวหน้าของเวียดนาม อันจะช่วยเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในภาคการผลิตและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมยุคใหม่

ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ ทั้งสองฝ่ายจะมุ่งดำเนินงานตาม เสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ การจัดตั้งศูนย์ดิจิทัล การยกระดับกระ

บวนการผลิต การส่งเสริมมาตรฐาน ESG และการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะ เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ จะถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ยกระดับการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า บริหารจัดการทรัพยากรแบบเรียลไทม์ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ นอกจากนี้ ศูนย์ดิจิทัลที่จะจัดตั้งขึ้นยังจะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งจะช่วยดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำให้เข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่าระดับภูมิภาคและระดับโลก ตลอดจนมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสีเขียวที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำและมีความสามารถในการปรับตัวต่อความท้าทายใหม่ๆ ของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต

เมื่อวันที่ มิถุนายน 2569 ณ กรุงฮานอย นาย โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีประเทศเวียดนาม     ได้ให้การต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย โดยได้แสดงความยินดีที่ได้พบกับนายอนุทินอีกครั้ง ภายหลังการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของตนเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

นาย อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวว่า การเยือนประเทศไทยของนาย โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคฯ และประธานนาธิบดีประเทศ ได้สร้างความประทับใจอย่างมากแก่ประชาชนชาวไทย อีกทั้งยังเปิดโอกาสและทิศทางความร่วมมือใหม่ๆ ระหว่างสองประเทศ พร้อมยืนยันว่า เวียดนามเป็นมิตรประเทศที่ใกล้ชิดและเป็นหุ้นส่วนที่ไทยให้ความไว้วางใจมาโดยตลอด นายกรัฐมนตรีไทย ยังเน้นย้ำว่า คณะผู้แทนที่ร่วมเดินทางเยือนเวียดนามครั้งนี้ประกอบด้วยรองนายกรัฐมนตรีหลายคน รัฐมนตรี และผู้บัญชาการเหล่าทัพ ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญที่รัฐบาลไทยให้กับการพัฒนาความสัมพันธ์กับเวียดนาม         ในทุกมิติ

ในระหว่างการหารือ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือในอนาคต โดย                               นาย โต เลิม เสนอให้ทั้งสองประเทศเสริมสร้างความไว้วางใจทางการเมือง ขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ตลอดจนส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน ผ่านการแลกเปลี่ยนคณะผู้แทนทุกระดับ                    การรักษากลไกความร่วมมือทวิภาคีที่มีอยู่ และการขยายความร่วมมือในทุกช่องทาง นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างรากฐานทางการเมืองและกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวของความสัมพันธ์เวียดนาม–ไทย

นาย อนุทิน ชาญวีรกูล เห็นพ้องกับข้อเสนอของฝ่ายเวียดนาม และยืนยันว่าไทยพร้อมผลักดันยุทธศาสตร์           “การเชื่อมโยง 3 ด้าน” ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือในสาขาใหม่ๆ ที่มีศักยภาพสูง 

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือผ่านช่องทางพรรคการเมือง รัฐสภา หน่วยงานท้องถิ่น และการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน รวมถึงประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในกรอบอาเซียน สหประชาชาติ                       (United Nationsเอเปค (APEC) และกลไกความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion Economic Cooperation Program: GMS Program)

(จาก https://baochinhphu.vn/ )

ภาพรวมนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเดินทางมาเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ.pdf
Share :
Instagram