
เนื้อข่าว
เวียดนามอยู่ระหว่างการเร่งรัดยกระดับกรอบกฎหมายด้านการกำกับดูแลระบบการผลิตพืชและการคุ้มครองพืช เพื่อเสริมสร้างประสิทธิผลของกลไกการกำกับดูแลภาคเกษตร ลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของสินค้าเกษตรเวียดนามในตลาดระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งภายใต้บริบทที่ประเทศคู่ค้าได้ยกระดับความเข้มงวดของมาตรฐานด้านเทคนิค ข้อกำหนดด้านการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน และกรอบการกำกับดูแลด้านความมั่นคงทางชีวภาพ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อศักยภาพทางการค้า ความสามารถในการเข้าถึงตลาดระหว่างประเทศ และความสามารถในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรเวียดนามในระยะยาว

ในเชิงโครงสร้างทางกฎหมาย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 สมัชชาแห่งชาติเวียดนาม (National Assembly) ได้มีมติให้ความเห็นชอบกฎหมายหมายเลข 146/2025/QH15 (Law 146/2025/QH15) ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยการแก้ไขและเพิ่มเติมกฎหมายด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมรวมทั้งสิ้น 15 ฉบับ ครอบคลุม กฎหมายว่าด้วยการกำกับดูแลการผลิตพืช (Law on Crop Production) และกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองและกักกันพืช (Law on Plant Protection and Quarantine) ต่อมา รัฐบาลเวียดนามได้ออกกฤษฎีกาหมายเลข 33/2026/NĐ-CP (Decree No. 33/2026/NĐ-CP) และ กฤษฎีกาหมายเลข 38/2026/NĐ-CP (Decree No. 38/2026/NĐ-CP) เพื่อกำหนดกรอบข้อกำหนดใหม่เกี่ยวกับการนำเข้าพืชที่มีดินติดมาด้วย การบริหารจัดการ รหัสพื้นที่เพาะปลูก และการควบคุมมาตรฐานของสถานประกอบการบรรจุหีบห่อให้มีความเป็นระบบและสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล พร้อมกันนี้ หน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องได้ประกาศใช้หนังสือเวียนหมายเลข 07/2026/TT-BNNMT (Circular No. 07/2026/TT-BNNMT) เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายและกฎระเบียบดังกล่าวอย่างมีเอกภาพ เสริมสร้างความชัดเจนในการตีความและเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้ในทางปฏิบัติ
ในด้านการบังคับใช้ในทางปฏิบัติ นาย Nghiem Quang Tuan รองอธิบดีกรมการผลิตพืชและการคุ้มครองพืช (Plant Production and Protection Department) กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า การทบทวนและปรับปรุงกรอบเอกสารทางกฎหมายมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ลดความทับซ้อนของอำนาจหน้าที่ และส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจของภาคเอกชน ขณะเดียวกัน มาตรการดังกล่าวยังมุ่งสร้างความสอดคล้องในการบังคับใช้กฎหมายระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและระดับท้องถิ่น เพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าและลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของการผลิตพืชและการส่งออกสินค้าเกษตร
นอกจากนี้ การปรับปรุงกฎระเบียบเกี่ยวกับรหัสพื้นที่เพาะปลูก และสถานประกอบการบรรจุหีบห่อ มิได้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมกระบวนการผลิต หากแต่เป็นการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นเอกภาพของระบบ เสริมสร้างประสิทธิผลของกลไกการกำกับดูแลและยกระดับความพร้อมในการปฏิบัติตามมาตรฐานของตลาดนำเข้าที่มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของสินค้าเกษตรเวียดนามในตลาดระหว่างประเทศ ควบคู่กับการเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์เกษตรเวียดนามในระยะยาว
ในมิติด้านการส่งออก แหล่งผลิตและสถานประกอบการบรรจุหีบห่อจำเป็นต้องได้รับการรับรองจากประเทศผู้นำเข้า ซึ่งทำให้กระบวนการตรวจติดตามและการกำกับมาตรฐานมิได้เป็นเพียงภาระผูกพันตามกฎหมายภายในประเทศเท่านั้น หากแต่ยังเป็นกลไกเชิงกลยุทธ์ในการรักษาคุณค่าเชิงพาณิชย์ เสริมสร้างความเชื่อมั่นของตลาด และยกระดับภาพลักษณ์ของสินค้าเกษตรเวียดนามในห่วงโซ่อุปทานเกษตรระดับโลก
ในขณะเดียวกัน นาย Vu Thang จากกรมกำกับดูแลและบริหารจัดการปุ๋ย (The Fertiliser Management Department) ระบุว่า กฎระเบียบที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบันได้วางโครงสร้างการจำแนกประเภทปุ๋ยอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างปุ๋ยที่ต้องอยู่ภายใต้กระบวนการทดสอบภาคบังคับและปุ๋ยที่ได้รับการผ่อนผันจากข้อกำหนดดังกล่าว ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่มีองค์ประกอบทางสูตรแน่นอน ได้ผ่านการพิสูจน์ประสิทธิผลเชิงวิทยาศาสตร์ และไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมหรือความปลอดภัยด้านอาหาร จะสามารถยื่นขอรับการยกเว้นได้ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ซึ่งมีศักยภาพในการก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการทดลองภาคสนามและการประเมินผลก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้นำออกจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ (Pre-Market Trials) โดยรายชื่อปุ๋ยที่อยู่ในข่ายได้รับการยกเว้นได้รับการปรับปรุงและขยายขอบเขตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการของมาตรฐานทางเทคนิคและกรอบการกำกับดูแลในปัจจุบัน
ในมิติด้านการบริหารจัดการเชิงพื้นที่และการขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนผ่านระบบดิจิทัล นาง Pham Thi Xuan จากกรมบูรณาการระหว่างประเทศและการสื่อสาร (Department of International Integration and Communication) ระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการจัดทำแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการกำหนดพิกัดเชิงภูมิสารสนเทศของพื้นที่เพาะปลูก (Planting Area Coordinates) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการกำกับดูแล การตรวจสอบย้อนกลับ และการบริหารจัดการฐานข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล พร้อมกันนี้ ยังมีการเปิดช่องทางให้เกษตรกรสามารถรวมแปลงเพาะปลูกเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ขนาดพื้นที่ขั้นต่ำ (Minimum Area Requirements)ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ลดภาระเชิงโครงสร้าง และสนับสนุนการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตในภาพรวม
ทั้งนี้ กรมการผลิตพืชและการคุ้มครองพืชยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการทบทวนและยกระดับกรอบเอกสารทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความชัดเจนของบทบาทหน้าที่และอำนวยความสะดวกต่อการบังคับใช้ในทางปฏิบัติ พร้อมส่งเสริมแนวทางการบริหารราชการแบบกระจายอำนาจ พร้อมกลไกการกำกับตรวจสอบภายหลัง ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือเชิงบูรณาการกับหน่วยงานระดับท้องถิ่นและภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขข้อจำกัดเชิงปฏิบัติ และผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรของเวียดนามให้เติบโตอย่างยั่งยืน โปร่งใส และมีประสิทธิภาพในระยะยาว
(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569)
วิเคราะห์ผลกระทบ
การที่เวียดนามเดินหน้าปรับปรุงและยกระดับกรอบกฎหมายด้านการกำกับดูแลการผลิตพืชและการคุ้มครองพืช ถือเป็นพัฒนาการเชิงนโยบายที่มีนัยสำคัญต่อโครงสร้างการค้าระหว่างประเทศของภาคเกษตรภายใต้บริบทที่ตลาดโลกเพิ่มความเข้มงวดด้านมาตรฐานทางเทคนิค ระบบการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน และกรอบการกำกับดูแลด้านความมั่นคงทางชีวภาพ การปฏิรูปกฎระเบียบดังกล่าวจึงมิได้มุ่งแก้ไขข้อจำกัดภายในประเทศเพียงเท่านั้น หากแต่เป็นการวางรากฐานเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรเวียดนามในตลาดโลก พร้อมยกระดับความน่าเชื่อถือในสายตาผู้นำเข้าและพันธมิตรทางการค้า
ในเชิงโครงสร้างทางกฎหมาย การทบทวนและปรับปรุงกฎระเบียบมีบทบาทสำคัญในการกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแลให้ชัดเจน ลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการอนุญาตและการขึ้นทะเบียน และเสริมสร้างเอกภาพในการบังคับใช้ระหว่างระดับส่วนกลางและระดับท้องถิ่น ส่งผลให้ระบบกำกับดูแลมีความโปร่งใส คาดการณ์ได้ และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การยกระดับมาตรฐานเกี่ยวกับรหัสพื้นที่เพาะปลูก และสถานประกอบการบรรจุหีบห่อ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมคุณภาพสินค้าเกษตร รองรับข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า และลดความเสี่ยงต่อการถูกปฏิเสธการนำเข้า ซึ่งถือเป็นปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ในการรักษามูลค่าทางการค้าและความสามารถในการเข้าถึงตลาดระหว่างประเทศ
ขณะเดียวกัน การปรับปรุงหลักเกณฑ์ด้านการกำกับดูแลปุ๋ยและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ซึ่งแยกชัดเจนระหว่างผลิตภัณฑ์ที่ต้องผ่านการทดสอบกับรายการที่ได้รับการยกเว้น สะท้อนถึงความพยายาม ในการสร้างสมดุลระหว่างการอำนวยความสะดวกทางการค้ากับการรักษามาตรฐานด้านความปลอดภัยสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยอาหาร มาตรการดังกล่าวมีส่วนช่วยลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบของภาคเอกชน เพิ่มความคล่องตัวในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อคุณภาพสินค้าในระยะยาว
ในมิติของการบริหารจัดการสมัยใหม่ การผลักดัน การกำหนดพิกัดพื้นที่เพาะปลูกเชิงภูมิสารสนเทศ และการพัฒนาระบบฐานข้อมูลดิจิทัล ถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับ ประสิทธิภาพการกำกับดูแล การตรวจสอบย้อนกลับ และการวางแผนการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ ตลอดจนสนับสนุนการรวมแปลงเพาะปลูกเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ขนาดพื้นที่ขั้นต่ำ ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ลดภาระเชิงโครงสร้างของเกษตรกร และส่งเสริมการเพิ่มผลิตภาพของภาคการเกษตรในภาพรวม
การยกระดับกรอบกฎหมายด้านการผลิตพืชของเวียดนามสะท้อนการปรับทิศทางเชิงโครงสร้างจากการผลิตเชิงปริมาณสู่การผลิตที่ขับเคลื่อนด้วยมาตรฐาน คุณภาพ และความยั่งยืน ซึ่งคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก เพิ่มความเชื่อมั่นของตลาดต่างประเทศ และสนับสนุนการขยายตัวของการค้าสินค้าเกษตรในห่วงโซ่อุปทานโลกอย่าง โปร่งใส มีเสถียรภาพ และมีประสิทธิภาพในระยะยาว
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
การยกระดับกรอบกฎหมายด้านการผลิตพืชและการคุ้มครองพืชของเวียดนามมีแนวโน้ม ยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลและคุณภาพสินค้าเกษตรในตลาดโลก ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดส่งออก โดยเฉพาะสินค้าเกษตรเขตร้อนและพืชเศรษฐกิจ ทวีความเข้มข้นมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการไทยอาจเผชิญแรงกดดันด้านข้อกำหนดทางเทคนิค ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรการด้านความมั่นคงทางชีวภาพ ซึ่งกลายเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถในการเข้าถึงตลาดและการรักษาส่วนแบ่งทางการค้าในระยะต่อไป
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรเร่งยกระดับมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ การรับรองแหล่งผลิต และการจัดการข้อมูลดิจิทัลด้านการตรวจสอบย้อนกลับ ให้สอดคล้องกับแนวโน้มกฎระเบียบใหม่ในเวียดนามและประเทศคู่ค้า ควบคู่กับการพิจารณาสร้างความร่วมมือเชิงพาณิชย์กับพันธมิตรในเวียดนาม อาทิ การร่วมลงทุนในแหล่งผลิต สถานประกอบการบรรจุหีบห่อ หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และการแปรรูป เพื่อเพิ่มระดับการบูรณาการในห่วงโซ่อุปทานเกษตรระดับภูมิภาคและเสริมความสามารถในการแข่งขันเชิงโครงสร้าง
ขณะเดียวกัน การปรับใช้กฎระเบียบด้านปัจจัยการผลิต การรับรองพื้นที่เพาะปลูก และระบบบริหารข้อมูลดิจิทัลของเวียดนาม เปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาโมเดลธุรกิจที่เน้นมาตรฐานสูง เทคโนโลยีเกษตร และบริการสนับสนุนด้านการรับรองและการตรวจประเมิน อีกทั้งยังเอื้อต่อการ ขยายตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพพรีเมียมของไทย และการยกระดับบทบาทของภาคเอกชนไทยในฐานะ ผู้ให้บริการโซลูชันด้านมาตรฐาน ความยั่งยืน และนวัตกรรมการผลิต ในตลาดเวียดนามและห่วงโซ่อุปทานโลกในระยะยาว