
ปี 2569 กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการออกแบบภายในสเปน เมื่อแนวคิดเรื่อง “ความอบอุ่น ธรรมชาติ และความเป็นอยู่ที่ดี” ก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจหลักของการออกแบบ พร้อม ๆ กับการประกาศ “ไม่” ของเหล่านักออกแบบชาวสเปน ต่อสูตรสำเร็จเดิมที่ครอบงำวงการมานาน ตั้งแต่สีเบจ เพดาน สปอตไลด์ ไปจนถึงภาพจำของ “เมดิตอร์เรเนียนปลอม” ที่ถูกทำซ้ำจนขาดเอกลักษณ์ และการกลับมาของ Neo Deco
แนวโน้มการออกแบบในปี 2569 จะมุ่งไปยังการสร้างพื้นที่อยู่อาศัยที่ไม่เพียงสวยงามทางสายตา แต่ยังให้ความรู้สึกสบายใจในเชิงอารมณ์และยกระดับคุณภาพชีวิต โทนสีหลักกำลังเปลี่ยนจากสีเทาเย็นไปสู่เอิร์ธโทนและสีกลางที่อบอุ่น เช่น เทอร์ราคอตตา สีโทนอบอุ่น (Ochre) สีทราย และคาราเมล ขณะที่วัสดุธรรมชาติอย่างหิน ไม้ที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง ดินเผา ผ้าลินิน และผ้าฝ้าย กลายเป็นองค์ประกอบหลักที่ช่วยเพิ่มความแท้จริงและความใกล้ชิดให้กับพื้นที่
นอกจากนี้ พื้นผิวแบบออร์แกนิกและการซ้อนชั้นของวัสดุถูกนำมาใช้เพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น ละเมียดละไม และเต็มเปี่ยมไปด้วยรายละเอียด สะท้อนการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้อยู่อาศัยมากกว่าความฉาบฉวยทางสายตา
ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ปรับตัวรับทิศทางใหม่
ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เริ่มนำแนวโน้มการออกแบบภายในรูปแบบใหม่มาปรับใช้กับโครงการอย่างจริงจัง โดย Taylor Wimpey España ผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยชั้นนำในสเปนที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 65 ปี ได้นำแนวคิดด้านโทนสีอบอุ่น การใช้วัสดุจากธรรมชาติ การออกแบบที่คำนึงถึงการใช้งานจริง และการดึงธรรมชาติเข้ามาสู่พื้นที่อยู่อาศัย เช่น แสงธรรมชาติ ต้นไม้ และวิวภายนอก มาประยุกต์ใช้ในงานออกแบบ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความสวยงาม ฟังก์ชันการใช้งาน และความยั่งยืน
Taylor Wimpey España กล่าวว่า “ตนให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อกับพื้นที่ภายนอก แสงธรรมชาติ และพื้นที่อเนกประสงค์ที่รองรับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย เช่น โฮมออฟฟิศ พื้นที่ดูแลสุขภาพ และโซนพักผ่อนส่วนตัว สอดคล้องกับความต้องการของผู้อยู่อาศัยยุคใหม่” ในสไตล์ แนวคิด “มินิมอลแบบอบอุ่น” โดยลดทอนเส้นสายที่แข็งกระด้าง และหันมาใช้เส้นโค้งนุ่มนวลกับรูปทรงเชิงประติมากรรม เพื่อสร้างพื้นที่ที่ไหลลื่นและให้ประสบการณ์เชิงสัมผัส
การออกแบบแบบไบโอฟิลิก (Biophilic Design) ยังคงได้รับความนิยม ด้วยการเชื่อมโยงภายในบ้านเข้ากับธรรมชาติ
ผ่านสวนแนวตั้ง ผนังดินเผา และมุมมองสู่ภายนอก ทำให้บ้านทำหน้าที่เป็น “ระบบนิเวศแห่งความเป็นอยู่ที่ดี”
ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ประกาศเลิก “ความซ้ำซาก ความเว่อร์ และสูตรสำเร็จที่ก๊อปปี้การออกแบบเหมือนกันไปหมดทุกที่”
นักออกแบบภายในชาวสเปนรุ่นใหม่จำนวนมากออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในการปฏิเสธแนวทางเดิม ๆ อาทิ
ซิกฟริดโด เซร์รา (Sigfrido Serra) จากบาเลนเซีย (Valencia) ระบุว่าในปี 2569 เขาจะไม่เลือกใช้ “สีขาวหม่น” อีกต่อไป เพราะเป็นสีที่ขาดบุคลิกและนำไปสู่การถกเถียงไม่รู้จบ
พร้อมเลือกใช้สีที่มีเอกลักษณ์และสามารถเล่าเรื่องของพื้นที่ได้จริง นอกจากนี้ เขายังปฏิเสธการตัดทิ้งองค์ประกอบบางอย่างแบบไม่มีเหตุผล เช่น ทางเดิน โดยมองว่าทางเดินคือส่วนสำคัญที่สร้างเวลา การเคลื่อนไหว และเรื่องราวของการอยู่อาศัย (https://www.sigfridoserra.com/)

พอลา เมนา (Paula Mena) แห่ง Yeyé Estudio ประกาศยุติการใช้ฝ้าเพดานปลอมที่อัดแน่นด้วยไฟ LED ฝัง โดยชี้ว่าทำให้บ้านดูเย็นชาและขาดชีวิต เธอเลือกใช้แสงทางอ้อม โคมติดผนัง และโคมตกแต่งที่มีแนวคิดชัดเจน เพื่อให้แสงมีบทบาทในการสร้างคาแรกเตอร์ของพื้นที่ (https://yeyestudio.com/busqueda-de-vivienda)

ในขณะที่ โนเอ ปราเดส (Noé Prades) นักออกแบบจากบาร์เซโลนา เน้นย้ำเรื่องความแท้จริงของสถานที่ โดยยืนยันว่าจะไม่บังคับการออกแบบให้ไปในทิศทางที่ไม่เหมาะกับมัน
ขณะที่ กลอเรีย มาติอัส (Gloria Matías) จาก Mikamoka ย้ำว่า “ดีไซน์ไม่ควรหมดอายุ มีแต่ความแท้ที่ควรคงอยู่” สะท้อนการต่อต้านการออกแบบตามกระแสโซเชียลมีเดีย (https://www.noeprades.com/, https://mikamokastudio.com/mikamoka-estudio)

ด้าน อเลฆานโดร คาเตโต (Alejandro Cateto) ผู้ก่อตั้ง Cateto Cateto วิจารณ์ “การออกแบบพื้นที่ ที่ก็อปปี้การออกแบบเหมือนกันทั่วโลก” ที่ไม่ว่าจะอยู่เมืองใดก็ให้ความรู้สึกเหมือนกัน ทางออกของเขาคือการหวนกลับสู่ “Catetismo” หรือความพื้นถิ่นอย่างแท้จริง ด้วยการนำรากเหง้าและอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาตีความใหม่ในบริบทร่วมสมัย (https://catetocateto.com/)

ขณะที่ อันโตนิโอ อันเตเกรา (Antonio Antequera) แห่ง Extrarradio ประกาศอย่างชัดเจนว่า “ขอให้สีเบจตายไป! จงเจริญความโกลาหล!” โดยมองว่าความโกลาหลไม่ใช่ความไร้ระเบียบ แต่คือกลยุทธ์ของการซ้อนทับพื้นผิว เนื้อสัมผัส และความทรงจำ ผ่านการใช้วัสดุดิบอย่างไม้ หิน และโลหะ(https://www.instagram.com/extrarradio.es/)
ในอีกมุมหนึ่ง บอร์ฆา มาริสตานี (Borja Maristany) จาก Estudio BOMAA ย้ำว่าการออกแบบที่ดีต้องไม่ลืม “ความใช้งานได้จริง” โดยชี้ว่ารายละเอียดเล็ก ๆ เช่น พื้นที่แขวนเสื้อในร้านอาหาร มีผลโดยตรงต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งาน (https://estudiobomaa.com/)

Neo Deco: เทรนด์ใหม่ที่ AD España และ Pinterest ทำนายไว้สำหรับปี 2569
คนรุ่น Gen Z และมิลเลนเนียลกำลังมองหาการตีความใหม่ของ อาร์ตเดโค (Art Deco) สไตล์ที่กลับมาอีกครั้งด้วยความเปล่งประกายและสง่างามไม่แพ้การออกแบบเดิม แต่ถูกปรับให้สอดรับกับปี 2569 ภายใต้ชื่อ Neo Deco นี่คือแนวโน้มที่ AD เคยคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ปีก่อน ผ่านการนำเสนอบ้านและโครงการต่าง ๆ ที่เลือกดัดแปลงอาร์ตเดโคให้เข้ากับบริบทยุคใหม่
Neo Deco: ชีวิตใหม่ของความหลากหลายผสมผสาน
เมื่อราวหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา อาร์ตเดโคเริ่มต้นที่กรุงปารีส ก่อนขยายไปยังสตูดิโอฮอลลีวูดและแพร่หลายไปทั่วโลก ตั้งแต่ Rockefeller Center ในนิวยอร์ก ย่านโคโลเนีย บรัสเซลส์ คอนเดซาในเม็กซิโกซิตี้ เบลเกรด พนมเปญ จนถึงคาซาบลังกา อาร์ตเดโคคือยุคทองของการตกแต่งและการออกแบบที่ส่งอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อสถาปัตยกรรม ดีไซน์ และความคิดสร้างสรรค์ เป็นมรดกจากศิลปะอาวองการ์ดและความพยายามในการรวบรวมสัญลักษณ์จากทั่วโลกตั้งแต่ภาพลักษณ์อินคาไปจนถึงฮินดู เพื่อนำมาสร้างพื้นที่ที่ผสมผสาน หรูหรา และเปล่งประกาย โดยมีรูปทรงเรขาคณิตเป็นแก่นสำคัญ สไตล์อันเป็นเอกลักษณ์นี้หวนกลับมาอีกครั้งหลังผ่านไปกว่าหนึ่งศตวรรษ แต่ถูกปรับให้สอดคล้องกับรสนิยมของคนรุ่นใหม่
Neo Deco คือการตีความอาร์ตเดโคในแบบร่วมสมัย ที่นำความสง่างามของทศวรรษ 1920–1930 มาสู่พื้นที่ปัจจุบัน ผ่านพื้นผิวขัดเงา รูปทรงเรขาคณิตที่ชัดเจนตั้งแต่ลายเชฟรอน (Chevron Pattern) จนถึงซุ้มโค้งรูปพัดและประกายของทองเหลือง ซิดนีย์ สแตนแบ็ก (Sydney Stanback) ผู้อำนวยการฝ่ายเทรนด์และอินไซต์ระดับโลกของ Pinterest กล่าวว่า “นี่คือเรื่องของดราม่า บุคลิก และความแปลกใหม่เล็กน้อย ที่กระตุ้นให้เจ้าของบ้านแสดงตัวตนผ่านการตกแต่งภายใน”
อย่างไรก็ตาม การมาของ Neo Deco ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา AD ได้นำเสนอผลงานและบ้านหลายแห่งที่สะท้อนความพยายามของอาร์ตเดโคในการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยและบริบททางสถาปัตยกรรมใหม่ ๆ ตัวอย่างเช่น Villa Bled Roknine อัญมณีสไตล์อาร์ตเดโค ชานเมืองมาร์ราเกช ออกแบบโดย Paul Sinpir ศิลปินผู้อยู่เบื้องหลังพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Bereber ของ Pierre Bergé สำหรับคู่รักที่บูรณะบ้านเก่า โดยจุดเริ่มต้นของการเดินทางภายในคือบันไดที่ออกแบบตั้งแต่ปี 1928 พร้อมราวเหล็กดัด หรือผลงานของสถาปนิก Floriane Bande ที่ตีความอพาร์ตเมนต์อาร์ตเดโคใหม่ ผ่านดีไซน์เบลเยียมและสไตล์ฝรั่งเศส ใจกลางอัมสเตอร์ดัม รวมถึงการใช้สีสันจัดจ้านและพื้นผิวอันประณีตของนักออกแบบภายใน Olga Malyev ที่พาบ้านเก่าในไมอามีกลับสู่ศตวรรษที่ 21
นอกจากนี้ เรายังเห็นการผสมผสานอาร์ตเดโคเข้ากับจิตวิญญาณเมดิเตอร์เรเนียนในสตูดิโอใหม่ที่เมืองปอร์โตของนักออกแบบ Garcé Dimofski ซึ่งดัดแปลงจากอาคารเก่าและปลุก “ทศวรรษ 20 ยุคใหม่” ด้วยบรรยากาศโทนอบอุ่น
วิธีการนำ Neo Deco มาใช้สำหรับการออกแบบ
แม้ Neo Deco จะยังคงจิตวิญญาณแห่งความหรูหราและความผสมผสานของต้นแบบไว้ แต่ได้ปรับให้เหมาะกับพื้นที่ร่วมสมัยผ่านหลักการสำคัญดังต่อไปนี้
เลือกพาเลตต์สีที่หรูหรา
นี่คือจุดเริ่มต้นของ Neo Deco การเลือกเฉดสีที่ลึก เข้ม และเย้ายวน เช่น เขียวมรกต หรือเบอร์กันดี ผสานกับโทนอัญมณีอื่น ๆ เพื่อถ่ายทอดความหรูหรา ควบคู่กับบรรยากาศอบอุ่นและน่าผ่อนคลาย

Mix & Match
Neo Deco เปิดพื้นที่ให้การผสมผสานพื้นผิวและวัสดุอย่างอิสระ เช่น กำมะหยี่กับหินอ่อน พื้นผิวเงากับผ้าเนื้อด้าน หรือเฟอร์นิเจอร์เส้นตรงจับคู่กับซุ้มโค้ง
ลวดลายเรขาคณิต
เรขาคณิตคือหัวใจของสไตล์นี้ ผ่านการซ้อนรูปทรง เส้นสาย และมุมต่าง ๆ อย่างเป็นจังหวะ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แม่นยำ สง่างาม และมีพลังเชิงโครงสร้าง
ชิ้นงานเด่นหนึ่งชิ้น
แนวคิดแบบ “แท่นบูชา” ช่วยสร้างความรู้สึกเสมือน “วิหารส่วนตัว” ให้บ้านในฐานะพื้นที่พักพิง การยกชิ้นงานเพียงหนึ่งชิ้นไม่ว่าจะเป็นภาพวาด กระจกบานใหญ่ หรือของเก่าวินเทจจากร้านมือสองให้เป็นจุดเด่น จะช่วยดึงสายตาและเป็นแกนกลางของการจัดวางพื้นที่
อย่าลืมต้นไม้
ต้นไม้ช่วยทำให้เส้นสายที่เป็นโครงสร้างและวัสดุอันหรูหราของ Neo Deco ดูอ่อนโยนลง สร้างสมดุลระหว่างความแวววาวประณีตกับความอบอุ่นจากธรรมชาติ นอกจากความตัดกันกับโครงสร้างแล้ว ต้นไม้ยังช่วยเติมชีวิตให้กับพื้นที่หรูหรา และเชื่อมโยงพื้นที่ภายในกับภายนอก หรือจะพูดว่า เป็นการเชื่อม “ทศวรรษ 20” กับ “ทศวรรษ 20 ยุคใหม่” ก็คงไม่ผิดนัก
ที่มา: https://www.revistaad.es/articulos/tendencias-decorativas-2026-interioristas
https://www.esmadrid.com/agenda/casa-decor
Revistaad.es/articulos/art-deco-tendencia-2026
ข้อคิดเห็นของสคต.
ปัจจุบันตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสเปนยังคงเติบโตรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้บริษัทและนักลงทุนเข้าซื้อที่อยู่อาศัยและบ้านพักตากอากาศเพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาก่อนนำออกจำหน่ายหรือขายทอดตลาดต่อไป ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติสเปน (INE) ระบุว่า เศรษฐกิจสเปนเติบโตเหนือความคาดหมายอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนความแข็งแกร่งของ
ตลาดอสังหาริมทรัพย์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อ ทั้งในประเทศและต่างชาติ อัตราการเติบโตของ GDP ปี 2024 ถูกปรับเพิ่มเป็น 3.5% และปี 2568 อยู่ที่ 2.9% สะท้อนการขยายตัว
ทางเศรษฐกิจที่มั่นคงต่อเนื่องจากปี 2023 ซึ่งมีการเติบโตสูงกว่าคาดการณ์และอัตราว่างงานลดลง ภาวะเศรษฐกิจเชิงบวกส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดที่อยู่อาศัย ราคาบ้านทั่วประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะในหมู่เกาะ ชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน และพื้นที่สำคัญต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงตลาดที่แข็งแรงและกำลังขยายตัว
ในปี 2569 บ้านจะเป็นมากกว่าพื้นที่อยู่อาศัย เป็นพื้นที่ที่มีตัวตน เชื่อมโยงกับธรรมชาติ ซื่อสัตย์ต่อบริบท และตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างแท้จริง

ด้วยเหตุนี้ สเปนจึงยังคงเป็นหนึ่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่โดดเด่น เปิดโอกาสสำคัญให้แก่ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มสินค้า ของตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ และงานออกแบบตกแต่งภายใน
ซึ่งมีฝีมือและมาตรฐานระดับโลก โดยภาคธุรกิจกลุ่ม Project ของสเปนมีศักยภาพการเติบโตสูง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าออกแบบและตกแต่งภายใน อันเป็นผลจากการฟื้นตัวของ
ภาคอสังหาริมทรัพย์ ความต้องการที่อยู่อาศัยใหม่และการรีโนเวท รวมถึงการขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการ (Hospitality) ซึ่งเป็นแหล่งรวมผู้บริโภค นักออกแบบตกแต่งภายใน สถาปนิก และผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก

ในเดือนเมษายนนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงมาดริด จะนำเสนอผลงานสินค้าและบริการด้านการออกแบบของนักออกแบบไทยที่ได้รับรางวัลจาก
โครงการรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม (DEmark) ซึ่งดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มาจัดแสดงภายใต้คอนเซปต์
“The Warmest Sun” ภายในงานแสดงสินค้านานาชาติ Casa Decorระหว่างวันที่ 9 เมษายน – 24 พฤษภาคม 2569 ในย่าน Las Letras ใจกลางกรุงมาดริด
ซึ่งเป็นย่านประวัติศาสตร์ด้านวรรณกรรมและศิลปะ อันเป็นถิ่นพำนักของบุคคลสำคัญในยุคทองของสเปน (Siglo de Oro) วัตถุประสงค์เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะแหล่งรวมผลงานออกแบบที่มีคุณภาพระดับโลก งานจะจัดขึ้น ณ กรุงมาดริด ประเทศสเปน
งาน Casa Decorเป็นหนึ่งในนิทรรศการด้านการตกแต่งที่ใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในอุตสาหกรรมการออกแบบทั้งในสเปนและยุโรป ด้วยขนาด ระยะเวลาการจัดงาน และอิทธิพลทางสื่อที่กว้างขวาง ทำให้งานนี้เป็นแพลตฟอร์มการสื่อสารสำคัญซึ่งรวบรวมผู้มีบทบาทหลักในวงการ ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบ แบรนด์เชิงพาณิชย์ ตลอดจนประชาชนทั่วไป
ผลการจัดงานในครั้งที่ผ่านมาของ Casa Decor 2568 ณ อาคาร Casa de la Panadería บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 3,000 ตารางเมตร มีผู้เข้าร่วมจัดแสดง 237 ราย มีผู้เข้าชมรวมประมาณ 47,237 คน แบ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมกว่า 57% และประชาชนทั่วไป 43% สะท้อนบทบาทของงานในฐานะแพลตฟอร์มทั้งเชิงพาณิชย์และเชิงสร้างสรรค์ควบคู่กัน
งาน Casa Decor 2568 สร้างรายได้รวมทั้งทางตรงและทางอ้อมประมาณ 32.3 ล้านยูโร ครอบคลุมภาคการก่อสร้าง การออกแบบ บริการ การขนส่ง การท่องเที่ยว และการสื่อสาร โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมางานเติบโตอย่างต่อเนื่องกว่า 69% จากการพัฒนาระบบการผลิต การขยายการสื่อสารดิจิทัล และการสร้างสรรค์เนื้อหาคุณภาพสูง
สำหรับอาคารที่ใช้เป็นสถานที่จัดงาน Casa Decorในปี 2569 นี้ ถูกคัดเลือกอย่างพิถีพิถันโดยคณะกรรมการผู้จัด สถานที่จัดงานเป็นวังเก่าที่ถูกปรับโฉมเป็นโบสถ์ ก่อนจะถูกซื้อโดยกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของสเปนและโปรตุเกส เพื่อพัฒนาเป็นโรงแรม 5 ดาว ต่อไป คฤหาสน์หลังนี้ตั้งอยู่ที่ถนน ซาน อากุสติน เลขที่ 11 (Calle San Agustín 11) สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1892–1895 โดยสถาปนิก เอ็นรีเก ซานเชซ อี โรดริเกซ (Enrique Sánchez y Rodríguez) เพื่อเป็นที่พำนักของ อลอนโซ อัลบาเรซ แห่งโตเลโด และคาโร มาร์เกส แห่งลอส เบเลซ และเคานต์แห่งนีเอบลา (Alonso Álvarez de Toledo y Caro, marqués de los Vélez y conde de Niebla) และนับเป็นหนึ่งในตัวอย่างอันหายากของสถาปัตยกรรมชนชั้นขุนนางที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ดังกล่าว
การเลือกใช้อาคารประวัติศาสตร์แห่งนี้เป็นสถานที่จัดงาน ไม่เพียงช่วยขับเน้นคุณค่าทางสถาปัตยกรรมเท่านั้น หากยังเสริมให้นิทรรศการด้านการตกแต่งมีความร่วมสมัย โดดเด่น น่าสนใจ และเข้าถึงผู้ชมได้มากยิ่งขึ้น การจัดแสดงถูกออกแบบให้ผสานอย่างกลมกลืนระหว่างสถาปัตยกรรมภายนอกและพื้นที่ภายใน ส่งผลให้ผลงานออกแบบและผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดแสดงสามารถถ่ายทอดคุณค่าด้านการออกแบบได้อย่างงดงามและครบถ้วน
ภายในอาคาร Casa Decor ปี 2569 ประกอบด้วยพื้นที่จัดแสดงและตกแต่งประมาณ 50 โซน ซึ่งสร้างสรรค์โดยมืออาชีพระดับแนวหน้าและนักออกแบบรุ่นใหม่ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมแสดงงานมากกว่า 200 ราย ทั้งในรูปแบบบุคคลและองค์กร เพื่อประชาสัมพันธ์ผลงาน ผลิตภัณฑ์ และบริการผ่านแพลตฟอร์มครบวงจรแห่งนี้ เป็นเวทีส่งเสริมและเพิ่มการมองเห็นให้แก่วงการออกแบบภายใน ตลอดจนแบรนด์สินค้าในกลุ่มลักชัวรีและไลฟ์สไตล์อย่างมีนัยสำคัญ ยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะแหล่งรวมผลงานออกแบบคุณภาพระดับโลก พร้อมสะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงบน (mid–high end market) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สคต. กำหนดไว้ เจาะกลุ่มสินค้าและบริการออกแบบระดับพรีเมียมสำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ร้านอาหาร และที่อยู่อาศัยระดับหรู
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมาดริด
มกราคม 2569