
เวียดนาม - จีน ลงนามบันทึกความเข้าใจตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีขึ้น 2 เท่า

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 นาย Le Manh Hung รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม (Ministry of Industry and Trade: MOIT) ได้เข้าร่วมการหารือกับ นาย Wang Wentao รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน การหารือครั้งนี้ถือเป็น การวางรากฐานสำคัญสำหรับมาตรการที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน การเปิดตลาดสินค้าเกษตร และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศ
การเข้าร่วมการหารือดังกล่าวเกิดขึ้นในบริบทที่ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างเวียดนามและจีนอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ จากสถิติของศุลกากรเวียดนาม มูลค่าการค้าทวิภาคีในปี 2568 อยู่ที่ 256,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.8 เมื่อเทียบกับปี 2567 จีนยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนามในหลายปีอย่างต่อเนื่อง และเป็นตลาดส่งออกใหญ่เป็นอันดับสองของเวียดนาม ในทางกลับกัน เวียดนามยังคงรักษาสถานะเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีนในภูมิภาคอาเซียน อย่างไรก็ตามการขาดดุลการค้าของเวียดนามต่อจีนที่ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนถึงการพึ่งพาวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่นำเข้าจากจีนเป็นจำนวนมาก นาย Le Manh Hung เน้นย้ำว่า ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างห่วงโซ่การผลิต และการค้า โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านห่วงโซ่การผลิตเป็นแกนหลักเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าให้มี ความสมดุลและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
ฝ่ายเวียดนามได้เสนอให้จีนเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากเวียดนาม ขยายรายการสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี และเปิดตลาดมากยิ่งขึ้น โดยเวียดนามเสนอให้มีการยอมรับผลการตรวจสอบความปลอดศัตรูพืชและกักกันสัตว์สำหรับสินค้าเกษตร ป่าไม้ และประมง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีที่สำคัญที่สุดต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของเวียดนามไปยังจีน
นอกจากนี้ เวียดนามได้หารือถึงโอกาสในการเข้าร่วมโครงการ “แบ่งปันตลาดขนาดใหญ่ – การส่งออกของจีน” และขยายสำนักงานส่งเสริมการค้าเวียดนามในประเทศจีน นาย Wang Wentao ได้เห็นชอบกับข้อเสนอทั้งหมดดังกล่าว และยืนยันว่า จะสนับสนุนเวียดนามในการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการค้าเพิ่มเติม จากเดิมที่มี 3 แห่งในนครฉงชิ่ง เมืองหางโจว และเมืองไห่โข่ว ในส่วนโครงการแบ่งปันตลาดขนาดใหญ่ ฝ่ายจีนได้เชิญเวียดนามเข้าร่วม 5 กิจกรรมภายใต้กรอบโครงการ ในปี 2569 และยินดีต้อนรับเวียดนามให้เป็นประเทศเจ้าภาพในกิจกรรมต่างๆ ในปี 2570 ซึ่งถือเป็นการแสดงถึงสถานะทางการทูตด้านการค้า ที่มีคุณค่า ดังนั้น เนื่องในโอกาสการเยือนระดับรัฐของเลขาธิการพรรคและประธานประเทศเวียดนาม To Lam ไปยังประเทศจีน นาย Le Manh Hung รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม และนาย Wang Wentao รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน ได้กำหนดเป้าหมายในการเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีในระยะต่อไปให้ถึง 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สูงเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับมูลค่าการค้าปี 2568 ที่ 256,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่สำคัญสองฉบับ ได้แก่
(1) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อเจรจาและผลักดันการจัดตั้งเขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดนเวียดนาม–จีน ซึ่งเป็นกลไกในการผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจบริเวณชายแดนเป็นรูปธรรมโดยอ้างอิงตัวอย่างความสำเร็จจากหลายคู่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค
(2) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะทำงานความร่วมมือด้านห่วงโซ่การผลิตและห่วงโซ่อุปทานระหว่างเวียดนาม–จีน เพื่อดำเนินการตามแนวทางการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานที่รัฐมนตรี Le Manh Hung ได้เน้นย้ำในการหารือ บันทึก ความเข้าใจฉบับนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก โดยแนวคิด “China +1” กำลังกำหนดภูมิศาสตร์การผลิตใหม่ของเอเชีย ส่งผลให้คณะทำงานด้านห่วงโซ่อุปทานนี้มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ที่ก้าวข้ามความสัมพันธ์ ทวิภาคีซึ่งจะช่วยเสริมให้เวียดนามสามารถกำหนดบทบาทเชิงรุกในโครงสร้างแรงงานในระดับภูมิภาค แทนที่จะเป็นเพียงผู้รับผลจากกระแสการย้ายฐานการผลิต
ในด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน รัฐมนตรี Wang Wentao ได้เสนอให้เวียดนามส่งเสริมการจัดตั้ง “ร้านค้าสินค้าเวียดนาม” บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีน เพื่อส่งเสริมสินค้าเวียดนามให้เข้าถึงผู้บริโภคจีนโดยตรง ซึ่งถือเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและมีศักยภาพสูง โดยเฉพาะสำหรับสินค้าเกษตร อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค ของเวียดนามที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้บริโภคจีน
รัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายยังได้เห็นพ้องในการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระดับเทคนิค เพื่อทบทวนและเร่งรัดการดำเนินการ ตามความเข้าใจร่วมกันของผู้นำระดับสูง รวมถึงผลลัพธ์ของข้อตกลงจากการหารือครั้งนี้
ในโอกาสนี้ รัฐมนตรี Wang Wentao ได้เชิญรัฐมนตรี Le Manh Hung นำคณะผู้แทนเวียดนามเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC) ซึ่งจะจัดขึ้นที่เมืองซูโจว ระหว่างวันที่ 22–23 พฤษภาคม 2569 ขณะเดียวกัน รัฐมนตรี Le Manh Hung ได้เชิญรัฐมนตรี Wang Wentao มาเยือนเวียดนามในช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อหารือ ในเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจร่วมกัน
(จาก https://vneconomy.vn/)
ข้อคิดเห็น สคต
จากข้อมูลสถิติของกรมศุลกากรเวียดนาม (Vietnam Customs) ในปี 2568 เวียดนามขาดดุลการค้าจีนที่ 115,581 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมูลค่าการส่งออกจากจีนมายังเวียดนามอยู่ที่ 186,034 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่มูลค่าการส่งออกจากเวียดนามไปยังจีนอยู่ที่ 70,453 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการค้าระหว่างเวียดนามและจีนที่ 66,950 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 โดยมูลค่าการนำเข้าจากจีนมายังเวียดนามที่ 50,103 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 31.6 และมูลค่าการส่งออกจากเวียดนามไปยังจีนอยู่ที่ 16,847 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.4 สะท้อนให้เห็นว่ามูลค่าการค้าระหว่างเวียดนามและจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการที่ทั้งสองประเทศจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการผลิตและห่วงโซ่อุปทานถือเป็นก้าวที่เป็นรูปธรรมและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์เพื่อช่วยลดการพึ่งพา การนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากเพียงตลาดเดียว และเพื่อมุ่งสู่ความสมดุลทางการค้ามากยิ่งขึ้น ในบริบทที่เวียดนามกำลังก้าวขึ้นมาเป็นฟันเฟืองสำคัญมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค ท่ามกลางกระแสการย้ายฐานการผลิต ความต้องการนำเข้าของเวียดนามที่เพิ่มขึ้นจะเปิดโอกาสให้ประเทศผู้ส่งออกต่างๆ รวมถึงไทย สามารถขยายและเจาะลึกเข้าสู่ตลาดเวียดนามได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม นโยบายการส่งเสริมการจัดตั้งเขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดนเวียดนาม–จีน อาจช่วยเสริมบทบาทของจีนในฐานะคู่ค้าหลัก และเพิ่มความได้เปรียบด้านราคาของสินค้าจีนที่ส่งออกมายังเวียดนามในระยะยาว