
ข่าวเด่นประจำสัปดาห์ สคต. ณ กรุงบูดาเปสต์ วันที่ 10-14 เมษายน2566www.thaitradebudapest.hu / Facebook Fanpage: @ThaiTradeBudapest
บัลแกเรียจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา นับเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 5 ของบัลแกเรียในรอบ 2 ปี หลังช่วงกลางปีที่แล้ว บรรดาพรรคฝ่ายค้านร่วมลงคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจให้นายกรัฐมนตรี นาย Kiril Petkov และประธานาธิบดีบัลแกเรีย นาย Rumen Radev ได้แต่งตั้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นาย Galab Donev ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการ อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้ออกมาลงคะแนนเสียงเพียงแค่ 46.3% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ และหลายพรรคได้รับคะแนนเสียงใกล้เคียงกัน สถานการณ์ดังกล่าวจึงนำไปสู่ความกังวลต่อระดับความสามารถของรัฐบาลบัลแกเรียในการจัดการกับความท้าทายที่บัลแกเรียเผชิญอยู่ โดยเฉพาะเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2566 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งบัลแกเรียประกาศว่า กลุ่มพรรค GERB-SDS นำโดยอดีตนายกรัฐมนตรีหลายสมัย นาย Boyko Borisov ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้ง 26.49% ถือว่าได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด ตามมาด้วยกลุ่มพรรค PP-DB ซึ่งประกอบด้วยพรรค We Continue the Change ของอดีตนายกรัฐมนตรีคนล่าสุด นาย Kiril Petkov และพรรค Democratic Bulgaria ได้รับคะแนนเสียง 20.5% ส่วนพรรค Revival และพรรค Movement for Rights and Freedoms-DPS ได้รับคะแนนเสียง 14.16% และ 13.75% ตามลำดับ ผลการเลือกตั้งครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ายังไม่มีพรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่งที่จะสามารถขึ้นมาเป็นแกนนำการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศยังคงไม่แน่นอน ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายจึงคาดการณ์ว่าบัลแกเรียอาจต้องจัดการเลือกตั้งอีกครั้งในปีนี้ วิกฤตการณ์ทางการเมืองของบัลแกเรีย ส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา บัลแกเรียประสบปัญหาคอร์รัปชั่นและสถาบันการเมืองไม่เข้มแข็ง ส่งผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจประจำปี 2566 ของบัลแกเรียลง โดยอ้างว่าการลงทุนจากต่างประเทศและการส่งออกของบัลแกเรีย มีแนวโน้มลดลงในปีนี้ อันเป็นผลมาจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอน โดย IMF ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของ GDP ปี 2566 ของบัลแกเรียลงเหลือเพียง 1.4% ลดลงจากการคาดการณ์เดิมที่ระดับ 3.5% ขณะที่ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์จาก 2.9% เหลือเพียง 1.6% IMF ยังแสดงความกังวลว่า การที่แนวโน้มเศรษฐกิจของบัลแกเรียยังไม่แน่นอนจากประเด็นเรื่องการเมืองอาจทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลงและทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง ด้านธนาคารโลกตั้งข้อสังเกตว่า อัตราการเติบโตของ GDP ของบัลแกเรียที่ไม่สูงนัก ตลอดจนการคอร์รัปชั่นของบัลแกเรียที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวของบัลแกเรีย ยิ่งไปกว่านั้น บัลแกเรียยังประสบปัญหาภาวะสมองไหลของแรงงานที่มีทักษะและมีการศึกษาทยอยย้ายออกจากประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อไปทำงานในประเทศที่ได้รับค่าแรงมากกว่า ปัจจัยนี้ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยในระยะยาว ทำให้บัลแกเรียกำลังสูญเสียความสามารถของบัลแกเรียในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและการสร้างงานในประเทศ ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติบัลแกเรียประจำปี 2565 เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่เป็นตัวเงิน (Nominal GDP) ของบัลแกเรียมีมูลค่าประมาณ 8.883 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 3.4% เมื่อเทียบกับปี 2564 โดยมีภาคบริการเป็นส่วนสำคัญในขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่มีสัดส่วนถึง 65.5% ของ GDP ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนเพียง 29.5% ของ GDP และด้านการลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment-FDI) มีมูลค่า 2.25 พันล้านยูโร คิดเป็นสัดส่วน 2.7% ของ GDP เมื่อพิจารณามูลค่าการค้าระหว่างประเทศของบัลแกเรียประจำปี 2565 มูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังตลาดโลกของบัลแกเรียอยู่ที่ 4.83 หมื่นล้านยูโร เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ถึง 39% อย่างไรก็ตาม มูลค่าการนำเข้าสินค้าของบัลแกเรียอยู่ที่ 5.54 หมื่นล้านยูโร เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ถึง 42% โดยสินค้าส่งออกสำคัญไปยังตลาดโลกของบัลแกเรีย ได้แก่ ทองแดงบริสุทธิ์ ข้าวสาลี พลังงานไฟฟ้า ปิโตรเลียมกลั่น และยารักษาโรค โดยตลาดสำคัญ ได้แก่ เยอรมนี โรมาเนีย กรีซ อิตาลี และตุรกี ด้านสินค้านำเข้าหลักของบัลแกเรีย ได้แก่ แร่ทองแดง ก๊าซปิโตรเลียม น้ำมันปิโตรเลียมดิบ รถยนต์ และยารักษาโรค ส่วนใหญ่นำเข้าจากเยอรมนี ตุรกี กรีซ โรมาเนีย และอิตาลี จึงจะเห็นได้ว่าคู่ค้าสำคัญของบัลแกเรียคือประเทศในสมาชิกสหภาพยุโรป และประเทศเพื่อนบ้าน