fb
อินโดนีเซียเตรียมขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ มุ่งเป้าดัน GDP โต 8 เปอร์เซ็นต์

อินโดนีเซียเตรียมขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ มุ่งเป้าดัน GDP โต 8 เปอร์เซ็นต์

โดย
nassareep@ditp.go.th
ลงเมื่อ 21 สิงหาคม 2569 15:00
สคต. ณ กรุงจาการ์ตา (อินโดนีเซีย) (TTC, Jakarta (Indonesia))
2

จาการ์ตา (ANTARA) – รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังเตรียมขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่หลายด้าน เพื่อผลักดันให้ GDP บรรลุเป้าหมายที่ 8% โดยเพิ่มกำลังการผลิต ส่งเสริมการลงทุน และใช้นโยบายทางยุทธศาสตร์

นายฮาริโย ลิมันเซโต โฆษกกระทรวงเศรษฐกิจ กว่าวเมื่อวันพุธว่า “รัฐบาลยังคงเดินหน้ารักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเสริมรากฐานทางเศรษฐกิจ และเร่งขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน” พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า

มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต ส่งเริมการลงทุน และสร้างแหล่งขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ” เขากล่าวเสริม

ลิมันเซโตเน้นย้ำว่า การเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นปลายน้ำ และการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ถือเป็นเสาหลักทางนโยบายที่สำคัญในการลดความเสี่ยงระดับโลกและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

ภายในปี 2026 รัฐบาลได้เริ่มดำเนินโครงการแปรรูปอุตสาหกรรมขั้นปลายน้ำ (downstreaming) แล้วเป็นจำนวน 26 โครงการ ซึ่งรวมถึงการแปรรูปถ่านหินเพื่อผลิตไดเมทิลอีเทอร์ (DME) โรงถลุงทองแดงและทองคำ การผลิตเกลืออุตสาหกรรม การแปรรูปอะลูมินา และโครงการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างงานหลายหมื่นตำแหน่ง

ในภาคการเงินการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้รับการยกระดับผ่านการจัดตั้งธนาคารทองคำแท่งแห่งชาติ และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารรายได้จากการส่งออก โดยธนาคารทองคำดังกล่าว อยู่ภายภายใต้การบริหารร่วมกันระหว่าง PT Pegadaian โรงรับจำนำของรัฐ และ PT Bank Syariah Indonesia ธนาคารอิสลาม ปัจจุบันดูแลทองคำปริมาณ 153 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 360 ล้านล้านรูเปียห์ (กว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ในขณะเดียวกัน PT Danantara Sumber Daya Indonesia (DSI) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รัฐสนับสนุน ได้บริหารจัดการรายได้จากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เชิงยุทธศาสตร์ 3 รายการ คิดเป็นมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 74 วันแรกของการดำเนินงาน พร้อมทั้งกำกับดูแลธุรกรรมการส่งออกกว่า 6,500 รายการ เพื่อป้องกันปัญหาการแจ้งราคาต่ำกว่าความเป็นจริง (under-invoicing) และการกำหนดราคาโอน (transfer pricing) ที่ไม่เหมาะสม

ในขณะเดียวกัน บริษัท PT Danantara Sumber Daya Indonesia (DSI) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ สามารถบริหารรายได้จากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เชิงยุทธศาสตร์ 3 ประการ ได้มูลค่าถึง 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 74 วันแรกของการดำเนินงาน พร้อมทั้งตรวจสอบธุรกรรมส่งออกมากกว่า 6,500 รายการ เพื่อป้องกันปัญหาการสำแดงราคาสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง (Under-invoicing) และการตั้งราคาโอนที่ไม่เป็นธรรม (Transfer Pricing)

นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างองค์กรของรัฐวิสาหกิจ (SOEs) ก็กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลได้ยุบเลิกกิจการที่ขาดทุนจำนวน 290 แห่ง จากจำนวนรัฐวิสาหกิจและบริษัทในเครือทั้งหมด 1,074 แห่ง โดยตั้งเป้าหมายที่จะจำกัดจำนวนรัฐวิสาหกิจให้เหลือไม่เกิน 300 แห่ง

ภายหลังความพยายามในการควบรวมและปรับปรุงองค์กรเหล่านี้ กำไรโดยรวมของรัฐวิสาหกิจปรับตัวสูงขึ้นถึงร้อยละ 75.3 โดยเพิ่มจาก 1.86 แสนล้านรูเปียห์ (1.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2024 เป็น 3.26 แสนล้านรูเปียห์ ในปี 2025

สำหรับการก้าวเข้าสู่ปี 2027 รัฐบาลกำลังเตรียมการปฏิรูปเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ 10 ประการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่:

  • การปรับปรุงศูนย์อนามัยชุมชน (Puskesmas) จำนวน 10,000 แห่ง

  • การก่อสร้างและฟื้นฟูโรงพยาบาลทั่วไปประจำภูมิภาค (RSUD) จำนวน 441 แห่ง

  • การปรับปรุงซ่อมแซมโรงเรียนทั่วประเทศ

  • การจัดตั้งตลาดซื้อขายแร่และสินค้าโภคภัณฑ์แห่งชาติ

  • การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจ

  • การพัฒนาศักยภาพการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ 100 กิกะวัตต์ (GW)

  • การจัดตั้งศูนย์การเงินระหว่างประเทศของอินโดนีเซีย (PFII)

  • การจัดตั้งกองทุนบริหารจัดการการพัฒนา Danantara (DDMF)

  • การเปลี่ยนระบบขนส่งสาธารณะให้เป็นระบบไฟฟ้า (electrification)

  • บังคับใช้นโยบายการถือสองสัญชาติ

นายลิมานเซโต กล่าวสรุปว่า ด้วยการเสริมความแข็งแกร่งให้กับภาคส่วนเชิงยุทธศาสตร์ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลต้องการสร้างหลักประกันว่าเศรษฐกิจจะเติบโตในระดับที่สูงขึ้น และเป็นไปอย่างครอบคลุมทั่วถึงมากยิ่งขึ้น”

ความเห็นของสำนักงาน

                 รัฐบาลอินโดนีเซียเตรียมขับเคลื่อนมาตรการและโครงการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจใหม่และมุ่งสู่เป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 8 โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มกำลังการผลิต การส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นปลาย (downstreaming) และการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ทั้งนี้ ในปี 2026 รัฐบาลได้เริ่มดำเนินโครงการ downstreaming จำนวน 26 โครงการ อาทิ การแปรรูปถ่านหินเพื่อผลิตไดเมทิลอีเทอร์ (DME) การถลุงทองแดงและทองคำ การผลิตเกลืออุตสาหกรรม การแปรรูปอะลูมินา และการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน นอกจากนี้ ยังเร่งพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและรายได้จากการส่งออก โดย Bank Emas ซึ่งบริหารโดย PT Pegadaian และ PT Bank Syariah Indonesia มีทองคำในระบบประมาณ 153 ตัน มูลค่าราว 360 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ PT Danantara Sumber Daya Indonesia (DSI) สามารถบริหารรายได้จากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เชิงยุทธศาสตร์ 3 รายการ มูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 74 วันแรกของการดำเนินงาน และติดตามธุรกรรมส่งออกมากกว่า 6,500 รายการเพื่อป้องกันการสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริงและการกำหนดราคาโอนที่ไม่เหมาะสม ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เดินหน้าปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ โดยยุบเลิกกิจการที่ขาดทุน 290 แห่ง จากทั้งหมด 1,074 แห่ง และตั้งเป้าลดจำนวนรัฐวิสาหกิจเหลือไม่เกิน 300 แห่ง ส่งผลให้กำไรรวมของรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้นร้อยละ 75.3 จาก 186 ล้านล้านรูเปียห์ในปี 2024 เป็น 326 ล้านล้านรูเปียห์ในปี 2568 สำหรับปี 2570 รัฐบาลเตรียมดำเนินการปฏิรูปเชิงยุทธศาสตร์ 10 ด้าน ครอบคลุมการปรับปรุงสาธารณสุข การศึกษา การจัดตั้งตลาดซื้อขายแร่และสินค้าโภคภัณฑ์ การพลังงานแสงอาทิตย์ 100 GW การจัดตั้งศูนย์การเงินระหว่างประเทศ การบริหารสินทรัพย์รัฐวิสาหกิจ การเปลี่ยนระบบขนส่งสาธารณะเป็นระบบไฟฟ้า และนโยบายสองสัญชาติ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ  ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวสะท้อนทิศทางของอินโดนีเซียในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากการพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มและการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อผู้ประกอบการไทยทั้งในด้านการแข่งขันและโอกาสทางการค้า โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมแปรรูป แร่และโลหะ พลังงานสะอาด เครื่องจักร อุปกรณ์อุตสาหกรรม และระบบขนส่งไฟฟ้า ขณะเดียวกัน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการยกระดับภาคสาธารณสุข การศึกษา และพลังงานของอินโดนีเซีย จะก่อให้เกิดความต้องการสินค้า เทคโนโลยี และบริการจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานและโครงการลงทุนในอินโดนีเซีย อย่างไรก็ดี การผลักดัน downstreaming และการใช้วัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้น อาจทำให้อินโดนีเซียเพิ่มมาตรการส่งเสริมการผลิตในประเทศและลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าบางประเภท ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรติดตามนโยบายอุตสาหกรรมและกฎระเบียบด้านการนำเข้าอย่างใกล้ชิด และพิจารณาปรับกลยุทธ์จากการส่งออกสินค้าไปยังอินโดนีเซียเพียงอย่างเดียว เป็นการร่วมลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือการจัดหาสินค้าและวัตถุดิบเพื่อรองรับการผลิตภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาและขยายตลาดไทยในระยะยาว 

Share :
Instagram