
เวียดนามกำลังจับโอกาสทางการตลาดจากไทยท่ามกลางภาวะการค้าชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาที่หยุดชะงักลงอันเนื่องมาจากความตึงเครียดที่เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2568 ซึ่งขณะนี้ มีบริษัทเวียดนามหลายบริษัทเข้ามาศึกษาช่องทางธุรกิจกับผู้ค้าปลีกในกรุงพนมเปญโดยตรง แล้ว
ผู้จัดการร้านค้าปลีกชั้นนำของกัมพูชา (ไม่ขอเปิดเผยชื่อ) ให้ข้อมูลว่า ภายในเวลาเพียงสองสัปดาห์ สินค้าแบรนด์ของเวียดนามสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดได้อย่างมาก โดยเฉพาะในหมวดสินค้า บิสกิต นม ช็อกโกแลต และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แม้ว่า จะมีสินค้าจากมาเลเซียเข้ามาแข่งขัน แต่สินค้าแบรนด์ของเวียดนามกลับตอบสนองความต้องการของตลาดได้ดีกว่า ตัวอย่างเช่น Dalat Milk ซึ่ง ปัจจุบันเริ่มเข้ามาแทนผลิตภัณฑ์ยี่ห้อ CP-Meiji และ ยี่ห้อ Dutch Mill จากประเทศไทย เนื่องจากกัมพูชามีพรมแดนติดกับสามประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว และเวียดนาม เมื่อการค้าขายกับประเทศไทยหยุดชะงัก และประเทศลาวยังไม่มีศักยภาพเพียงพอในการส่งออก จึงทำให้ประเทศเวียดนามกลายเป็นผู้ที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดกัมพูชาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เจ้าของร้านค้าในตลาดการค้าแบบดั้งเดิม (ไม่ขอเปิดเผยชื่อ) ให้ข้อมูลว่า การส่งมอบสินค้าจากประเทศเวียดนามสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ซูเปอร์มาร์เก็ตในกรุงพนมเปญสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะตื่นตระหนกจากการปิดด่านทางบกระหว่างไทย-กัมพูชา โดยที่ผ่านมา สินค้าไทยมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 25% ของยอดขายรวม และสินค้าไทยส่วนใหญ่เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม สินค้าจากเวียดนามสามารถเข้ามาแทนได้อย่างทันที และทางร้านค้ายังมีแผนจะรับสินค้าแบรนด์ของเวียดนามเพิ่มเติมเข้ามาจำหน่ายในกัมพูชาด้วย
ทั้งนี้ สินค้าหมวดอาหารแปรรูปของเวียดนาม เช่น Vifon, Acecook และ Vi Huong มีขายอยู่ในตลาดค้าปลีกอาหารแปรรูปของกัมพูชา นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ของเวียดนามหลายบริษัท เช่น Viettel (โทรคมนาคม) BIDV (ธนาคาร) Hoang Anh Gia Lai (เกษตรอุตสาหกรรม) และ Vietnam Rubber Group ต่างก็ได้ตั้งฐานธุรกิจในกัมพูชา แล้ว เช่นกัน
ข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง
ขณะนี้ ในกัมพูชา นมพาสเจอร์ไรส์ขาดตลาด เนื่องจากกัมพูชามีความต้องการบริโภคมาก แม้บริษัทท้องถิ่นจะพยายามเพิ่มกำลังการผลิตแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้บริโภคบางส่วนได้หันไปซื้อนม UHT บริโภคแทน
ความเห็นของสำนักงานฯ
1) ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งนำไปสู่มาตรการควบคุมการเปิด-ปิด จุดผ่านแดนทางบกระหว่างไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2568 ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าทางบกหยุดชะงักทันที สินค้าไทยหลายรายการแทบหายไปจากชั้นวางของในซูเปอร์มาร์เก็ต แม้ว่าการนำเข้าทางทะเลและทางอากาศยังดำเนินต่อไปได้ แต่กลับประสบปัญหาความล่าช้า จนไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้ สถานการณ์นี้ ทำให้ผู้ค้าปลีกในกัมพูชาจำเป็นต้องหันไปพึ่งพาสินค้าจากประเทศเวียดนาม มาเลเซีย และออสเตรเลีย เป็นต้น ขณะที่ผู้บริโภคเริ่มปรับตัวและเปิดรับสินค้าแบรนด์ใหม่ๆ จากประเทศต่างๆ หากสถานการณ์ชายแดนยังไม่คลี่คลาย ความเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคในระยะยาว และอาจทำให้ส่วนแบ่งตลาดของสินค้าไทยในกัมพูชาลดลง แม้จะกลับมาเปิดด่านในอนาคต เป็นปกติก็ตาม เพราะผู้บริโภคเริ่มคุ้นชินกับทางเลือกใหม่
2) ขณะนี้ มีผู้นำเข้าสินค้าแบรนด์ของประเทศไทยในกัมพูชาบางส่วน กำลังพิจารณาเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งผ่านประเทศลาว หรือเวียดนาม เพื่อหลีกเลี่ยงอุปสรรคที่เกิดจากการปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชา อย่างไรก็ตาม เส้นทางขนส่งผ่านประเทศลาว หรือเวียดนาม ไม่สามารถตอบสนองความต้องการในเชิงปริมาณและต้นทุนได้เท่ากับเส้นทางเดิมแต่อย่างใด ทั้งนี้ ส่งผลให้สินค้าไทยจำนวนมากเริ่มถูกแทนด้วยสินค้าจากประเทศอื่น และถึงแม้ว่า ทางเลือกใหม่นี้ สามารถช่วยประคองระดับสินค้าคงคลังในระยะสั้น แต่ถ้าหาก การปิดด่านชายแดนยังยืดเยื้อ และต้นทุนการนำเข้าสินค้าที่สูงขึ้น จะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ในการซื้อขายสินค้าไทยในกัมพูชา และทำให้ผู้ประกอบการหันไปซื้อสินค้าจากประเทศอื่นที่สามารถทำการจัดส่งได้ทันเวลา และราคาที่แข่งขันได้
ทั้งนี้ การพึ่งพาการขนส่งสินค้าทางบก คือเป็นจุดแข็งของสินค้าไทย หากสูญเสียความได้เปรียบด้านนี้ไปนานเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันในตลาดกัมพูชาในระยะยาว ถึงแม้ ผู้บริโภคกัมพูชาจะยังนิยมสินค้าไทยก็ตาม แต่พฤติกรรมตลาดก็สามารถเปลี่ยนได้หากทางเลือกใหม่ๆ ให้ความพึงพอใจที่ใกล้เคียงหรือดีกว่า
___________________________________________________________________________
ที่มา: Khmer Times & News Today
กรกฎาคม 2568