
ราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในอิหร่านกำลังเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านของ อินโดนีเซียไปสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น โดยผู้บริโภคเริ่มมองหาทางเลือกแทนรถยนต์ เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของราคาน้ำมันและ ความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
นาย Bagus Adhiprakoso พนักงานเอกชน ซึ่งเพิ่งซื้อรถยนต์ส่วนบุคคลคันแรกเป็นรถ EV เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เปิดเผยว่า การตัดสินใจดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากราคาที่สามารถแข่งขันได้ เทคโนโลยีที่ทันสมัย และความกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมัน
เขากล่าวว่า แม้จะเข้าใจผู้ที่ยังใช้รถยนต์แบบเดิม แต่การเลือกใช้รถขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบุคคล โดยพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันและรูปแบบการใช้ชีวิต รถ EV สามารถตอบโจทย์ความต้องการ ของเขาได้อย่างครบถ้วน
ในช่วงแรก เขามีความกังวลเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของ EV ในอินโดนีเซีย เช่น สถานีชาร์จไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ความกังวลดังกล่าวลดลงหลังจากประเมินรูปแบบการเดินทางในชีวิตประจำวัน ขณะที่ผู้บริโภค รายอื่นก็เริ่มมีแนวคิดในลักษณะเดียวกัน
ด้านนาย Yonathan Philip Djari พนักงานเอกชนอีกคนหนึ่ง เปิดเผยว่า กำลังพิจารณาเปลี่ยนมาใช้รถ EV เช่นกัน แต่ในระยะสั้นจะใช้เป็นรถคันที่สองก่อน
นอกจากความเงียบและเทคโนโลยีที่ทันสมัยของรถ EV แล้ว เขายังชี้ให้เห็นว่าความไม่แน่นอนของตลาด พลังงานเป็นปัจจัยสำคัญ โดยประเด็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับผู้ให้บริการน้ำมันทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้เกิด ความกังวลต่อความพร้อมของรัฐบาลในการจัดหาน้ำมันที่มีคุณภาพและกระจายอย่างทั่วถึง
ประกอบกับปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สะท้อนถึงการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันของประเทศ ทำให้มีความกังวล ว่าราคาน้ำมันอาจปรับตัวสูงขึ้นในระยะใกล้ และมีความผันผวนในอนาคต
ทั้งนี้ อินโดนีเซียมีความได้เปรียบด้านการผลิตไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพมากกว่า โดยได้รับแรงสนับสนุน จากปริมาณถ่านหินส่วนเกิน จึงทำให้ผู้บริโภคมองว่าการใช้รถ EV จะช่วยลดการพึ่งพาปัจจัยความขัดแย้ง ระหว่างประเทศได้
อย่างไรก็ตาม การใช้รถ EV ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่มีแผนเปลี่ยนรถยนต์เครื่องยนต์ สันดาปภายในในระยะสั้น
ข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์อินโดนีเซีย (Gaikindo) ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ในไตรมาสแรกของปีนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 95.9 อยู่ที่ 33,150 คัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15.9 จากร้อยละ 8.2 ในไตรมาสแรกของปี 2568
ขณะเดียวกัน รถยนต์ไฮบริด (HEV) ก็มีการเติบโตเช่นกัน โดยมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.8 เป็นร้อยละ 8.1
ผู้ผลิตรถยนต์ยังพบการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของความต้องการผู้บริโภค โดยเฉพาะความนิยม ในรถยนต์ไฮบริดซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีช่วงเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสม
นาย Bob Azam รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ Toyota Motor Manufacturing Indonesia ระบุว่า รถยนต์ไฮบริดกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากสอดคล้องกับสภาวะตลาดในปัจจุบัน
โดยมองว่ารถยนต์ไฮบริดเป็นทางเลือกในช่วงเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงาน โลกมีความไม่แน่นอน และสถานการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลต่อเสถียรภาพด้านพลังงาน
รัฐบาลอินโดนีเซียยืนยันนโยบายลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและเร่งการใช้พลังงานไฟฟ้า โดย ประธานาธิบดี Prabowo Subianto กล่าวว่าการใช้พลังงานไฟฟ้าจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และอาจนำไปสู่ การยุติการนำเข้าในอนาคต
ทั้งนี้ การส่งเสริม EV จำเป็นต้องมีนโยบายที่ครอบคลุม โดยเฉพาะมาตรการจูงใจจากภาครัฐซึ่งมีบทบาท สำคัญต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค
ผู้บริโภคส่วนหนึ่งระบุว่า หากไม่มีมาตรการสนับสนุน อาจชะลอการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากราคา ยังเป็นปัจจัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ยังมีความจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จไฟฟ้า และการรักษาค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับเหมาะสม
นอกจากนี้ ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบจากอุตสาหกรรมนิกเกิล ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของแบตเตอรี่ EV ก็ยังเป็นปัจจัยที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ
แนวโน้มการเติบโตของ EV ในอินโดนีเซียสอดคล้องกับทิศทางของตลาดโลก โดยข้อมูลจาก Benchmark Mineral Intelligence ระบุว่า ยอดขาย EV ทั่วโลกในเดือนมีนาคมอยู่ที่ 1.75 ล้านคัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 จากเดือนก่อนหน้า และในไตรมาสแรกมียอดรวมเกือบ 4 ล้านคัน
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การใช้ EV มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเวียดนาม ไทย และฟิลิปปินส์ ขณะที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เช่น BYD ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ความเห็นสำนักงาน:
ราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิหร่าน กำลังเป็นแรงเร่งสำคัญให้ผู้บริโภคอินโดนีเซียหันมาสนใจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น เนื่องจากความกังวลด้านความผันผวนของราคาน้ำมันและความมั่นคงทางพลังงาน ผู้บริโภคเริ่มมองว่า EV เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าในระยะยาว แม้ยังมีข้อกังวลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จไฟฟ้า ขณะเดียวกัน รถยนต์ไฮบริดก็ได้รับความนิยมในฐานะเทคโนโลยีช่วงเปลี่ยนผ่าน สะท้อนจากยอดขาย BEV ในไตรมาสแรกที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดเกือบร้อยละ 96 และมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลอินโดนีเซียภายใต้การนำของ Prabowo Subianto ยังคงผลักดันนโยบายลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของผู้บริโภคยังขึ้นอยู่กับมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ ราคา และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงประเด็นสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนิกเกิล แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของตลาดยานยนต์อินโดนีเซีย โดยแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กำลังเร่งการเปลี่ยนผ่านเร็วกว่าที่คาด แม้ EV จะยังไม่ใช่ตลาดหลักในระยะสั้น แต่การเติบโตของทั้ง BEV และ HEV ชี้ให้เห็นถึงโอกาสเชิงพาณิชย์ที่สำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟฟ้า สำหรับไทย ถือเป็นโอกาสในการขยายการส่งออกและการลงทุนในห่วงโซ่อุปทาน EV ของอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม ควรติดตามนโยบายภาครัฐอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมาตรการจูงใจและกฎระเบียบจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในระยะต่อไป รวมถึงควรให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่งอาจกลายเป็นเงื่อนไขทางการค้าในอนาคต