
เนื้อหาสาระข่าว/บทวิเคราะห์: สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้เริ่มกระบวนการสืบสวนผลกระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ จากการนำเข้าสินค้ากังหันลมและส่วนประกอบ (Wind Turbine and Component Parts) ซึ่งเป็นไปตามการอ้างมาตรา 232 โดยการสืบสวนนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์การมีอยู่ของกังหันลมครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันว่าการกำหนดนโยบายของปธน.ทรัมป์ในสมัยปัจจุบันนั้นไม่ค่อยจะสนับสนุนการผลิตพลังงานลมและพลังงานสะอาดสักเท่าไร ในขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ กำลังอยู่ในขั้นตอนเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตามกลุ่มสินค้ากังหันลมถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 2.5 - 3 % อยู่แล้วในช่วงก่อนหน้านี้
การนำเข้ากลุ่มสินค้ากังหันลมของสหรัฐฯ
ในปีที่ผ่านมาสหรัฐฯได้นำเข้ากลุ่มสินค้ากังหันลมและส่วนประกอบต่างๆ อาทิ ใบพัด (Blades) ดุมใบพัด (Hubs) และชุดเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Electric Generating Sets) รวมมูลค่าประมาณ 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มีแหล่งนำเข้าสำคัญ ได้แก่ เม็กซิโก ฝรั่งเศส อินเดีย เดนมาร์ก และเยอรมนี และนับถึงเดือนมิถุนายนของปีนี้ สหรัฐฯได้นำเข้ากลุ่มสินค้าดังกล่าวไปแล้วประมาณ 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นสูงถึง 97 % จากช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงปริมาณความต้องการสินค้าในตลาดสหรัฐฯที่ดีดตัวสูงขึ้นอย่างมาก โดยอาจจะเกิดจากการนำเข้าล่วงหน้า (Frontloading) ในช่วงที่บริษัทต่าง ๆ พยายามนำเข้าสินค้าก่อนที่จะมีการกำหนดอัตรากำแพงภาษีนำเข้าชุดใหญ่ของปธน.ทรัมป์ เช่นที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้

แผนภาพที่ 1: แสดงข้อมูลสถิติการนำเข้ากลุ่มสินค้ากังหันลมและส่วนประกอบของสหรัฐน ในปี 2024 จากประเทศผู้ส่งออก 10 อันดับแรก
ทั้งนี้ อัตรากำแพงภาษีนำเข้าสำหรับกลุ่มสินค้ากังกันลมและส่วนประกอบก่อนหน้าการขึ้นมาดำรงตำแหน่งของปธน.ทรัมป์ในสมัยปัจจุบัน มีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2.2% (ปี 2015 – 2024) ทว่าหากนับถึงเดือนมิถุนายนของปีนี้ อัตรากำแพงภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นไปประมาณ 9.3 % ทำให้จากเดือนมกราคม (ปธน.ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง) มีการจัดเก็บกำแพงภาษีนำเข้าไปแล้วมูลค่ากว่า 87 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการกำหนดอัตรากำแพงภาษีนำเข้าแบบครอบคลุมทุกสินค้าที่ 10 % รวมถึงอัตรากำแพงภาษีนำเข้าที่บังคับใช้ภายใต้พรบ. International Emergency Economic Powers Act (IEEPA)
ซึ่งหากการสืบสวนครั้งนี้นำไปสู่การกำหนดอัตรากำแพงภาษีนำเข้าเฉพาะกลุ่มสินค้า (Sectoral tariff) กังกันลมและส่วนประกอบ ในแนวทางเดียวกันกับอัตราที่เคยถูกกำหนดกับกลุ่มสินค้าอื่นมาก่อนหน้านี้ (อยู่ที่ 25 – 50%) ก็อาจส่งผลให้บรรดาผู้บริโภคและภาคธุรกิจในสหรัฐฯ ต้องรับต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 385 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อคำนวณร่วมกับอัตรากำแพงภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมที่มีมาก่อนหน้านี้แล้ว
ทำความเข้าใจมาตรา 232
“มาตรา 232” หมายถึง มาตราหนึ่งในพรบ. Trade Expansion Act 1962 ซึ่งให้อำนาจฝ่ายบริหารกำหนดอัตรากำแพงภาษีนำเข้าสินค้า หรือจำกัดการนำเข้าสินค้า หากพบว่าการนำเข้าสินค้าดังกล่าวเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา โดยเมื่อไม่นานมานี้มาตรา 232 นี้ได้ถูกนำมาใช้เพื่อกำหนดอัตรากำแพงภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียม (อัตรา 50 %) สินค้าทองแดงบางประเภท (อัตรา 50 %) และสินค้ารถยนต์ (อัตรา 25 %) รวมถึงกลุ่มสินค้าอีกหลากหลายประเภท ไม่วาจะเป็น ไม้แปรรูป เซมิคอนดักเตอร์ ยา และแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งทั้งหมดกำลังอยู่ในขั้นตอนกระบวนการสืบสวนทั้งสิ้น
ส่วนประกอบเหล็กและอะลูมิเนียมของกังหันลมและส่วนประกอบต่างๆ ก็ต้องนับว่าเข้าข่ายอัตรากำแพงภาษีนำเข้า 50% นับตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคมเป็นต้นมา เนื่องจากอยู่ในรายการสินค้าผลิตภัณฑ์เหล็กและอะลูมิเนียมเพิ่มเติม 407 รายการที่ได้พึ่งประกาศเข้าไป โดยขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ารัฐบาลปธน.ทรัมป์จะใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาว่าการนำเข้ากลุ่มสินค้ากังหันลมและส่วนประกอบเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติหรือไม่ แต่คาดการณ์ว่าน่าจะใช้เหตุผลในทำนองเดียวกันกับเมื่อครั้งกำหนดอัตรากำแพงภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม นั่นก็คือ การทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯอ่อนแอลงและเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติทางเศรษฐกิจ
สำหรับในเรื่องกรอบระยะเวลาที่จะทราบผลการสืบสวนและการกำหนดอัตรากำแพงภาษีนำเข้าต่อไปนั้น กระบวนการทั่วไปอาจใช้เวลาได้มากถึง 375 วันในการดำเนินการตามกระบวนทั้งหมด ตั้งแต่การค้นหาข้อเท็จจริง ระยะเวลารับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ (ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนนี้) และการสรุปผลการสืบสวนเพื่อจัดทำคำแนะนำในการสั่งการไปยังประธานาธิบดีสหรัฐฯต่อไป ดังจะเห็นได้จากครั้งหนึ่งในสมัยแรกของปธน.ทรัมป์ กระบวนการดังกล่าวในการกำหนดอัตรากำแพงภาษีนำเข้าเบื้องต้นสำหรับเหล็กและอะลูมิเนียมได้ใช้เวลาถึง 338 วัน ขณะที่กระบวนการในการกำหนดอัตรากำแพงภาษีนำเข้าสินค้าทองแดงได้เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 10 มีนาคม และได้มีคำสั่งประธานาธิบดีในการกำหนดอัตรากำแพงภาษีนำเข้ามีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งรวมใช้เวลาเพียง 144 วัน โดยหากเปรียบเทียบจากกรณีข้างต้น ก็อาจคาดการณ์ได้ว่าเราจะทราบอัตรากำแพงภาษีนำเข้ากลุ่มสินค้ากังหันลมและส่วนประกอบภายในช่วงสิ้นปีนี้ หรือในช่วงต้นปีหน้า
โอกาสตลาดพลังงานลมในสหรัฐฯ
พลังงานลมอาจนับได้ว่าเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ในแง่ของกำลังการผลิตไฟฟ้า โดยในปี 2023 พลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมคิดเป็นสัดส่วน 10.2 % ของการผลิตไฟฟ้าสำหรับสาธารณูปโภค (Utility-Scale) ทั้งหมดของสหรัฐฯ โดยการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมในสหรัฐฯเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ประมาณปี 2007 เป็นต้นมา การผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 3.45 หมื่นล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) เป็น 4.34 แสนล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ในปี 2022 ซึ่งมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา โดยมีข้อสังเกตคือ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมของสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนเมษายนปีทีผ่านมาอยู่ที่ 47.7 เทระวัตต์ชั่วโมง (TWh) ซึ่งสูงกว่าการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินที่ 37.2 เทระวัตต์ชั่วโมงในเดือนเดียวกัน

แผนภาพที่ 2: แสดงข้อมูลสถิติการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากกังกันลมของสหรัฐฯ ย้อนหลังตั้งแต่ปี 1990 - 2022
สำหรับในเชิงนโยบาย รัฐบาลปธน.ทรัมป์สมัยปัจจุบันได้ดำเนินนโยบายและออกมาตรการต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพลังงานลม ไม่ว่าจะเป็นการระงับและเพิกถอนโครงการกังหันลมนอกชายฝั่งที่กำลังดำเนินการอยู่โดยอ้างถึงข้อกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติ และคำสั่งในการทบทวนกฎระเบียบพลังงานลมนอกชายฝั่งอย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ พรบ. One Big Beautiful Bill Act ซึ่งได้ผ่านรัฐสภาสหรัฐฯและลงนามโดยปธน.ทรัมป์ไปก่อนหน้านี้ ยังได้ยกเลิกเครดิตพลังงานที่เกี่ยวข้องกับพลังงานลมหลายรายการ
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ: แม้ว่าในปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่ใช่ผู้ผลิตและส่งออกกลุ่มสินค้ากังหันลมและส่วนประกอบติดลำดับต้น ๆ ของสหรัฐฯ (จากข้อมูลในปี 2024 ประเทศไทยส่งออกกลุ่มสินค้ากังหันลมและส่วนประกอบมายังสหรัฐฯมูลค่าประมาณ 2.2 แสนเหรียญสหรัฐฯ จัดเป็นลำดับที่ 23 จากทั้งหมด) แต่สำหรับตลาดสหรัฐฯ ศักยภาพการผลิตและความต้องการแหล่งพลังงานทางเลือกในกลุ่มพลังงานสะอาด หรือในกรณีนี้คือพลังงานลมนั้นต่างกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น และกำลังได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้น จะเห็นได้จากข้อมูลในข้างต้น ดังนั้นสินค้ากังหันลมและส่วนประกอบอาจถือได้ว่าเป็นสินค้าที่มีโอกาสสูงสำหรับตลาดสหรัฐฯ เพราะไม่ว่าจะมีความพยายามจากฝ่ายนโยบายที่จะลดทอนความสำคัญของการใช้พลังงานทางเลือกอย่างไร แต่จากข้อเท็จจริงที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมชาวอเมริกันที่ค่าครองชีพในหมวดต่าง ๆ รวมถึงพลังงานนั้นกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็อาจเชื่อได้ว่าแหล่งพลังงานหลักที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน (แหล่งพลังงานฟอซซิล) อาจได้รับความนิยมน้อยลงไปตามหลักอุปสงค์-อุปทาน และผลักดันให้แหล่งพลังงานทางเลือกมีความสำคัญเพิ่มสูงขึ้นแทนที่ในอนาคต แต่เหตุเฉพาะหน้าในขณะนี้อาจจะส่งผลต่อต้นทุนค่าการผลิตไฟฟ้าของสหรัฐฯ ให้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จนกว่าแหล่งพลังงานทางเลือกจะกลับมาเฟื่องฟูได้อีกครั้งหนึ่ง
ผู้ประกอบการไทยทั้งที่กำลังประกอบธุรกิจส่งออกกลุ่มสินค้ากังหันลมและส่วนประกอบ ตลอดจนผู้ประกอบการที่สนใจขยายตลาดกลุ่มสินค้าดังกล่าวมายังสหรัฐฯ ควรติดตามทิศทางนโยบายด้านต่าง ๆ และอัตรากำแพงภาษีนำเข้าที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อประโยชน์ในการวางแผนการส่งออกต่อไป
ที่มา: American Action Forum
เรื่อง: “President trump Gears Up to Levy Tariffs on Wind Turbine Imports”
โดย: Shuting Pomerleau และ Jacob Jensen
สคต. ไมอามี /วันที่ 10 กันยายน 2568