
เนื้อข่าว
กระทรวงการคลังเวียดนามได้เสนอให้ปรับลดอัตราภาษีนำเข้าภายใต้หลักการการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favoured Nation: MFN) สำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมหลายรายการลงเหลือร้อยละ 0 เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพของอุปทานเชื้อเพลิงภายในประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก โดยข้อเสนอดังกล่าวถูกบรรจุไว้ในร่างกฤษฎีกาเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมกฤษฎีกาว่าด้วยอัตราภาษีนำเข้าแบบพิเศษสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันสำเร็จรูป และวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อง ภายใต้กฤษฎีกาหมายเลข 26/2023/NĐ-CP (Decree No. 26/2023/NĐ-CP) ซึ่งกำหนดบัญชีอัตราภาษีนำเข้าตามระบบพิกัดศุลกากรของเวียดนาม โดยในขั้นตอนปัจจุบัน ร่างกฎหมายดังกล่าวได้ถูกเสนอให้กระทรวงยุติธรรมเวียดนามพิจารณาตรวจสอบด้านกฎหมาย ตามกระบวนการตรากฎหมายของเวียดนาม ก่อนนำเสนอเพื่อพิจารณาประกาศใช้ต่อไป

ภายใต้บริบทของสถานการณ์พลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลก กระทรวงการคลังเวียดนามระบุว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกและเป็นปัจจัยผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานพลังงานก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)
ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังตลาดโลก ทั้งนี้ หากการขนส่งผ่านช่องแคบดังกล่าวเกิดการหยุดชะงักหรือถูกปิดกั้น อาจส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดโลกได้ ซึ่งอาจทำให้โรงกลั่นน้ำมันในภูมิภาคเอเชียจำนวนมากจำเป็นต้องปรับลดกำลังการผลิต และจำกัดการส่งออกเชื้อเพลิง ส่งผลให้ภาวะอุปทานพลังงานในตลาดโลกตึงตัวมากขึ้น และมีแนวโน้มกดดันให้ราคาพลังงานในตลาดระหว่างประเทศปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
ในส่วนของทิศทางตลาดพลังงานโลก ราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2565 โดยราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ปรับตัวทะลุระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) อยู่ที่ 106.83 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.52 ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent อยู่ที่ 106.57 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 15 โดยพัฒนาการดังกล่าวสะท้อนถึงภาวะตึงตัวของตลาดพลังงานโลก และแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับโครงสร้างการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงของเวียดนามในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มาจากประเทศสมาชิกอาเซียน และเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีศุลกากรภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTAs) ส่งผลให้อัตราภาษีนำเข้าส่วนใหญ่ปรับลดลงเหลือร้อยละ 0 อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐของเวียดนามประเมินว่า หากภาวะอุปทานในตลาดพลังงานโลกเข้าสู่ภาวะตึงตัวมากขึ้น การจัดหาน้ำมันจากตลาดคู่ค้าหลักดังกล่าวอาจเผชิญข้อจำกัดเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ การปรับลดอัตราภาษีนำเข้าภายใต้หลักการการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง จึงมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาพลังงานจากตลาดโลก พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถกระจายแหล่งนำเข้าได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น อันจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านอุปทานพลังงานและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งนำเข้าเพียงบางตลาด
ภายใต้ข้อเสนอเชิงนโยบายดังกล่าว กระทรวงการคลังเวียดนามเสนอให้ปรับลดอัตราภาษีนำเข้าภายใต้หลักการการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง สำหรับน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว (Unleaded Petrol) จากเดิมร้อยละ 10 เหลือร้อยละ 0 ขณะเดียวกัน มีแผนปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสำหรับ น้ำมันดีเซล (Diesel) น้ำมันเตา (Fuel Oil) เชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) และน้ำมันก๊าด (Kerosene) จากเดิม ร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 0 นอกจากนี้ วัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีหลายรายการ อาทิ ไซลีน (Xylenes) คอนเดนเสท (Condensate) และพาราไซลีน (p-Xylene) จะได้รับการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าจากเดิมร้อยละ 2–3 เหลือร้อยละ 0 เช่นเดียวกัน โดยมาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการจัดหาพลังงานและวัตถุดิบจากตลาดโลก และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้เป็นมาตรการชั่วคราวจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569
ในด้านผลกระทบต่อฐานะการคลังของภาครัฐ กระทรวงการคลังเวียดนามประเมินว่า หากมีการบังคับใช้อัตราภาษีนำเข้าดังกล่าว โดยอ้างอิงจากมูลค่าการนำเข้าในปี 2568 รายได้ของงบประมาณแผ่นดิน อาจปรับลดลงประมาณมากกว่า 1 ล้านล้านเวียดนามด่ง หรือราว 39 ล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังเห็นว่ามาตรการดังกล่าวมีความจำเป็นในเชิงนโยบาย เนื่องจากจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาพลังงานของภาคธุรกิจ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการนำเข้าเชื้อเพลิงได้อย่างเชิงรุก กระจายแหล่งจัดหาเพื่อลดความเสี่ยงด้านอุปทาน และสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานภายในประเทศในระยะต่อไป
สำหรับสถานการณ์ตลาดพลังงานภายในประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ระบุว่า ได้มีการปรับเพิ่มราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 โดยราคาน้ำมันเบนซิน E5RON92 ปรับเพิ่มขึ้นเป็นสูงสุดที่ 25,226 เวียดนามด่งต่อลิตร ขณะที่น้ำมันเบนซิน RON95-III ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 27,047 เวียดนามด่งต่อลิตร และราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นเป็น 30,239 เวียดนามด่งต่อลิตร
ทั้งนี้ การปรับราคาดังกล่าวดำเนินการตามกลไกการกำกับดูแลราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความเคลื่อนไหวของราคาพลังงานในตลาดโลก การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินเวียดนามด่งกับเหรียญสหรัฐ ตลอดจนหลักเกณฑ์และข้อกำหนดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระดับราคาภายในประเทศสะท้อนแนวโน้มของตลาดพลังงานระหว่างประเทศอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ตลาดพลังงานประเมินว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศเวียดนามอาจยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในการปรับราคาในรอบถัดไปหากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง
(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 9 มีนาคม 2569)
วิเคราะห์ผลกระทบ
สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความตึงเครียดในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังตลาดโลก ปัจจัยดังกล่าวได้ก่อให้เกิดแรงกดดันต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดระหว่างประเทศให้ปรับตัวสูงขึ้น และสร้างความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของอุปทานพลังงานในหลายประเทศ รวมถึงเวียดนามซึ่งยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและวัตถุดิบด้านพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ ภายใต้บริบทดังกล่าว รัฐบาลเวียดนามจึงได้ดำเนินมาตรการเชิงนโยบายเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานและรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานภายในประเทศ
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศใช้กฤษฎีกาหมายเลข 72/2026/NĐ-CP (Decree No. 72/2026/NĐ-CP) เพื่อปรับลดอัตราภาษีนำเข้าแบบพิเศษภายใต้หลักการการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favoured Nation: MFN) สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องบางรายการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพของตลาดพลังงานภายในประเทศ เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาพลังงานจากตลาดโลก และสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ทั้งนี้ อัตราภาษี MFN เป็นอัตราภาษีที่ใช้กับประเทศคู่ค้าซึ่งเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ดังนั้น การปรับลดภาษีในครั้งนี้จึงถือเป็นมาตรการเชิงนโยบายด้านการค้าและพลังงานที่ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถนำเข้าน้ำมันจากแหล่งต่าง ๆ ได้มากขึ้นในช่วงที่ตลาดพลังงานโลกมีความผันผวนสูง
ภายใต้กฤษฎีกาดังกล่าว อัตราภาษี MFN สำหรับน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วและวัตถุดิบสำหรับการผสมเบนซิน (Gasoline Blending Components) เช่น RON95 ได้รับการปรับลดจากร้อยละ 10 เหลือร้อยละ 0 ขณะที่อัตราภาษีสำหรับน้ำมันดีเซล (Diesel) และเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) ปรับลดจาก ร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 0 นอกจากนี้ วัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการกลั่นน้ำมัน เช่น แนฟทา (Naphtha) รีฟอร์เมต (Reformate) และคอนเดนเสท (Condensate) ก็ได้รับการปรับลดอัตราภาษีลงเหลือ ร้อยละ 0 เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ประกาศจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 และอาจมีการพิจารณาขยายระยะเวลาการบังคับใช้เพิ่มเติม หากสถานการณ์ตลาดพลังงานโลกยังคงมีความผันผวนสูง
จากมุมมองเชิงเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ การปรับลดภาษีนำเข้าดังกล่าวถือเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่สำคัญในการเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานพลังงาน และช่วยให้ผู้ประกอบการพลังงานสามารถกระจายแหล่งนำเข้าได้มากขึ้น ซึ่งมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมศุลกากรเวียดนาม ระบุว่า ในปี 2568 เวียดนามนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปประมาณ 9.9 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 6,800 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยน้ำมันดีเซลมีสัดส่วนสูงที่สุด รองลงมาคือน้ำมันเบนซินและเชื้อเพลิงอากาศยาน ขณะที่แหล่งนำเข้าหลัก ได้แก่ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ จีน และมาเลเซีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของเวียดนามกับเครือข่ายการค้าพลังงานในภูมิภาคเอเชีย
ในขณะเดียวกัน เวียดนามยังนำเข้าน้ำมันดิบในปริมาณมากเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการกลั่นภายในประเทศ โดยในปีเดียวกันมีการนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 14.1 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 7,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ คูเวตเป็นแหล่งจัดหาน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุด โดยคิดเป็นประมาณร้อยละ 80 ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด โดยเฉพาะสำหรับโรงกลั่นน้ำมันหงีเซิน (Nghi Son Refinery) ซึ่งใช้วัตถุดิบหลักจากคูเวต ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 นาย Pham Minh Chinh นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้หารือทางโทรศัพท์กับนาย Sheikh Ahmed Abdullah Al-Ahmad Al-Sabah นายกรัฐมนตรีคูเวต เพื่อยืนยันความร่วมมือในการรักษาความต่อเนื่องของการจัดหาน้ำมันดิบให้แก่เวียดนามในระยะต่อไป
ปัจจุบัน โรงกลั่นน้ำมันหลักของเวียดนาม ได้แก่ โรงกลั่นน้ำมันหงีเซิน (Nghi Son Refinery) และโรงกลั่นน้ำมันดุงกว๊าต (Dung Quat Refinery) สามารถผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศได้ประมาณร้อยละ 70 ของการบริโภคทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เวียดนามยังคงจำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันเพิ่มเติมเพื่อเติมเต็มความต้องการของตลาดภายในประเทศ ภายใต้สถานการณ์ที่ตลาดพลังงานโลกมีความผันผวนสูง รัฐบาลเวียดนามจึงได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกควบคู่กัน โดยนายกรัฐมนตรีเวียดนามระบุว่า รัฐบาลได้ดำเนินการจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมจากพันธมิตรต่างประเทศประมาณ 4 ล้านบาร์เรล เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของอุปทานพลังงานในระยะสั้น
การปรับลดอัตราภาษีนำเข้าน้ำมันภายใต้หลัก MFN ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลเวียดนามในการบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก มาตรการดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาพลังงานจากตลาดระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานภายในประเทศ ลดความเสี่ยงด้านอุปทาน และสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของเวียดนามในระยะต่อไป
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
การปรับลดอัตราภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของเวียดนามภายใต้หลักการการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง ลงเหลือร้อยละ 0 มีแนวโน้มส่งผลให้โครงสร้างการแข่งขันในตลาดพลังงานและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของภูมิภาคมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะในบริบทที่ราคาพลังงานโลกมีความผันผวนและอุปทานอยู่ในภาวะตึงตัว มาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการจัดหาน้ำมันจากตลาดโลก ทำให้ผู้ประกอบการในเวียดนามสามารถกระจายแหล่งนำเข้าได้กว้างขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนพลังงานในภาคการผลิตและโลจิสติกส์ของเวียดนามมีแนวโน้มทรงตัวหรือปรับลดลงเมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีมาตรการดังกล่าว ในเชิงโครงสร้างการค้า มาตรการนี้ยังมีแนวโน้มเพิ่มการแข่งขันระหว่างผู้ส่งออกพลังงานจากหลายภูมิภาคเข้าสู่ตลาดเวียดนาม ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการค้าพลังงานในอาเซียนในระยะต่อไป
สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น มาตรการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดทั้งแรงกดดันและโอกาสในเชิงการแข่งขัน กล่าวคือ การเปิดเสรีภาษีนำเข้าภายใต้กรอบ MFN อาจทำให้ผู้ส่งออกพลังงานจากประเทศนอกกรอบความตกลงการค้าเสรีสามารถเข้าสู่ตลาดเวียดนามได้มากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคามีความเข้มข้นขึ้น อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งผู้ประกอบการไทยที่มีการลงทุนหรือดำเนินธุรกิจในเวียดนามอาจได้รับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานเป็นปัจจัยการผลิตหลัก เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลาสติก โลจิสติกส์ และการขนส่ง
ผู้ประกอบการไทยควรติดตามพัฒนาการของนโยบายพลังงานและมาตรการด้านภาษีนำเข้าของเวียดนามอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งพิจารณาปรับกลยุทธ์ด้านการจัดหาพลังงานและวัตถุดิบให้สอดคล้องกับโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการค้าและโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการขยายความร่วมมือด้านพลังงานและปิโตรเคมีในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค ทั้งนี้ หากตลาดพลังงานโลกยังคงมีความผันผวนสูงในระยะต่อไป มาตรการด้านภาษีและการค้าของเวียดนามลักษณะดังกล่าวอาจกลายเป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในภูมิภาค รวมถึงผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ในตลาดเวียดนามได้มากยิ่งขึ้น