
รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
ประจำเดือนสิงหาคม 2569
***************************************
ภาพรวมเศรษฐกิจ/ สถานการณ์สำคัญ
สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศของโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ ณ เดือน เมษายน 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 74,977.754 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่ยังคงลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ฮ่องกง 4) สหราชอาณาจักร และ 5) ไทย ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 5 มูลค่า 4,465.914 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 6.14 โดยมีโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ จำนวน 103 โครงการ
1.1 เครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รายงานล่าสุด (ข้อมูล เม.ย. 69) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของเมียนมา (GDP) ปี 68 หดตัวร้อยละ 2.7 อัตราเงินเฟ้อ ปี 68 อยู่ที่ร้อยละ 31.00 และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per Capita) ปี 68 อยู่ที่ระดับ 1,100 เหรียญสหรัฐฯ รวมทั้งคาดการณ์ ปี 69 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศของ เมียนมา (GDP) ปี 69 คาดว่าขยายตัวร้อยละ 3 อัตราเงินเฟ้อ ปี 69 คาดว่าร้อยละ 19 และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per Capita) ปี 69 คาดว่า 1,520 เหรียญสหรัฐฯ ดังตาราง
เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจเมียนมา
ตัวชี้วัดทาง เศรษฐกิจที่สำคัญ | ปี 2561 | ปี 2562 | ปี 2563 | ปี 2564 | ปี 2565 | ปี 2566 | ปี 2567
| ปี
| ปี 2569 (คาดการณ์) |
GDP Growth (%) | 6.3 | 6.6 | -9 | -11.99 | 4.01 | 0.99 | -1.1 | -2.7 | 3 |
GDP (billions of US$) | 66.7 | 68.8 | 81.26 | 68.05 | 61.77 | 64.51 | 64.28 | 65.01 | 83.83 |
GDP per Capita (US$) | 1,270 | 1,300 | 1,530 | 1,271 | 1,146 | 1,190 | 1,179 | 1,100 | 1,520 |
Inflation (%) | 7.3 | 9.1 | 2.2 | 9.60 | 28.00 | 25.48 | 26.50 | 31.00 | 19.00 |
ที่มา: IMF https://www.imf.org/en/countries/mmr
1.2 อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
เปรียบเทียบอัตราแลกเปลี่ยนเงินจ๊าตต่อสกุลเงินสำคัญ ส.ค. 68 และ ส.ค. 69
ประเทศ/สหภาพ | สกุลเงิน | อัตราทางการ สิ้นเดือน ส.ค. 68 | อัตราทางการ สิ้นเดือน ส.ค. 69 | อัตราตลาดออนไลน์ สิ้นเดือน ส.ค. 69 | อัตราตลาด สิ้นเดือน ส.ค. 69 |
USA | 1 USD | 2,100.00 MMK | 2,100.0 MMK | 3,658.00 MMK | 4,280.00 MMK |
Euro | 1 EUR | 2,445.66 MMK | 2,445.66 MMK | 4,260.11 MMK | 4,960.00 MMK |
Singapore | 1 SGD | 1,652.63 MMK | 1,653.15 MMK | 2,879.63 MMK | 3,360.00 MMK |
Thailand | 1 THB | 64.13 MMK | 63.79 MMK | 111.12 MMK | 129.03 MMK |
ข้อมูลจากธนาคารกลางเมียนมา : https://forex.cbm.gov.mm/index.php/fxrate,Myanmar Market Price Application
1.3 ภาวะการลงทุน
1.3.1 มูลค่าการลงทุนตามรายประเทศนักลงทุนสำคัญ
ภาพรวมด้านการลงทุนทางตรงของต่างประเทศในเมียนมา (FDI) ในเดือน เมษายน 2569 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเมียนมา (Myanmar Investment Commission : MIC) อนุมัติโครงการไปแล้ว คิดเป็นมูลค่า 472.627 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังตาราง
ประเทศที่มีการลงทุนทางตรง FDI ในเมียนมา เดือนเมษายน 2569
อันดับ | ประเทศ | มูลค่าการลงทุน (ล้านเหรียญสหรัฐ) เม.ย.69 | สัดส่วน (%) |
1 | สิงคโปร์ | 155.004 | 32.79 % |
2 | จีน | 201.129 | 42.55% |
3 | ฮ่องกง | 54.891 | 11.61 % |
4 | ไทย | 31.589 | 6.68 % |
5 | เกาหลีใต้ | 14.823 | 3.14 % |
6 | ไต้หวัน | 2.295 | 0.49 % |
7 | ญี่ปุ่น | 1.500 | 0.32 % |
| รวม | 472.627 | 100% |
มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่เคยได้รับอนุญาตสะสม จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027
สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่เคยได้รับอนุญาตสะสมจนถึงปีงบประมาณ 2026-2027 (ณ เดือน เมษายน 2569) มีมูลค่าทั้งสิ้น 96,388.942 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ไทย 4) ฮ่องกง และ 5) สหราชอาณาจักร ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 3 มูลค่า 11,716.148 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 12.45 โดยมีโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว จำนวน 160 โครงการ
มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่ยังดำเนินการอยู่ จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027

สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศของโครงการที่ยังดำเนินการอยู่จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027 (ณ เดือน เมษายน 2569) มีมูลค่าทั้งสิ้น 74,977.754 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่ยังคงลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ฮ่องกง 4) สหราชอาณาจักร และ 5) ไทย ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 5 มูลค่า 4,465.914 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 6.14 โดยมีโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ จำนวน 103 โครงการ
1.3.2 มูลค่าการลงทุนตามประเภทสาขาการลงทุนที่สำคัญ
ในส่วนของอุตสาหกรรมที่ต่างชาติลงทุนในเมียนมาของปีงบประมาณ 2026 - 2027 ในเดือน เมษายน 2569 รายละเอียดดังตาราง
อุตสาหกรรมที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในเมียนมา
ปีงบประมาณ 2026-2027 (เม.ย. 69)
อันดับ | ประเภทธุรกิจ | มูลค่า(ล้านเรียญสหรัฐ) เม.ย. 69 | สัดส่วน |
1 | Manufacturing | 245.249 | 51.89 % |
2 | Power | 68.750 | 14.55 % |
3 | Services | 3.688 | 0.78 % |
4 | Livestock&Fisheries | 2.500 | 0.53 % |
5 | Agriculture | 0.525 | 0.11 % |
| รวม | 472.627 | 100% |
สาขาการลงทุนจากต่างประเทศที่ยังดำเนินการอยู่จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027

2. สถานการณ์การค้า (การนำเข้า-ส่งออก) ของเมียนมา
การค้าระหว่างประเทศเมียนมา (ข้อมูล GTA)
1. เมียนมามีการค้ารวมประมาณ 4-5 หมื่นล้านเหรียญ
2. เมียนมานำเข้าประมาณ 2.1-2.5 หมื่นล้านเหรียญ
3. เมียนมาส่งออกประมาณ 2.1-2.3 หมื่นล้านเหรียญ
อันดับของไทยกับการค้าเมียนมา
1. ไทย เป็นคู่ค้า ลำดับ 2 ของเมียนมา (รองจากจีน)
2. ไทย เป็นแหล่งนำเข้า ลำดับ 2 ของเมียนมา
(รองจากจีน) ไทยประมาณ 20% จีนประมาณ 50%
3. ไทย เป็นตลาดส่งออก ลำดับ 2 ของเมียนมา
(รองจากจีน) ไทยประมาณ 15% จีนประมาณ 40%



สถิติการค้าระหว่างประเทศของเมียนมา (ข้อมูล GTA: ม.ค. – มิ.ย. 69)
มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของเมียนมา (ม.ค. – มิ.ย. 69)
หน่วย : ล้านเหรียญสหรัฐฯ
Export | Import | Trade Volume | ||||||
2026 | 2025 | % | 2026 | 2025 | % | 2026 | 2025 | % |
Jan-Jun | Jan-Jun | change | Jan-Jun | Jan-Jun | change | Jan-Jun | Jan-Jun | change |
10,724 | 10,025 | 6 % | 11,483 | 11,822 | -2 % | 22,207 | 21,965 | 1 % |
GTA:GlobalTradeAtalas
ในเดือนมกราคม – มิถุนายน 2569 มูลค่าการค้าระหว่างประเทศโดยรวมของเมียนมามีมูลค่า 22,207 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยในส่วนของการส่งออกมีมูลค่า 10,724 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 % การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศของเมียนมามีมูลค่า 11,483 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 2 % ทั้งนี้ ในเดือน มกราคม – มิถุนายน 2569 เมียนมาขาดดุลการค้าเป็นมูลค่า 759 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
สินค้าที่เมียนมาส่งออก ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องแต่งกาย ก๊าซธรรมชาติ พืชพันธุ์ ผักต่างๆ สินแร่ รองเท้า ยางพารา ปลา สัตว์น้ำ ไม้ เมล็ดน้ำมัน อัญมณี เป็นต้น
สินค้าที่เมียนมานำเข้า ที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องจักรกล ผ้าทอ เส้นด้าย ยานพาหนะ พลาสติก เหล็ก ปุ๋ย เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ยา เป็นต้น
สถานการณ์การค้าระหว่างไทย – เมียนมา (ข้อมูลกรมศุลกากรไทย: ม.ค. - ก.ค. 69)
ตารางที่ 11 สรุปมูลค่าการค้าระหว่างไทย – เมียนมา
รายการ | มูลค่า: ล้านเหรียญสหรัฐฯ | อัตราขยายตัว (%) | สัดส่วน (%) | |||
2568 ม.ค.-ก.ค. | 2569 ม.ค.-ก.ค. | 2568 ม.ค.-ก.ค. | 2569 ม.ค.-ก.ค. | 2568 ม.ค.-ก.ค. | 2569 ม.ค.-ก.ค. | |
มูลค่าการค้า | 4,523.09 | 4,552.26 | 8.12 | 0.64 | 1.16 | 0.91 |
การส่งออกของไทย | 2,690.9 | 2,944.96 | 13.7 | 9.44 | 1.37 | 1.27
|
การนำเข้าของไทย | 1,832.19
| 1,607.29 | 0.84 | -12.27 | 0.94
| 0.60
|
ดุลการค้าของไทย | 858.71 | 1,337.67 | 56.21 | 55.78 |
|
|
ที่มา : Thailand’s Trade Statistic (moc.go.th)
ปี 2569 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและเมียนมาระหว่าง เดือน มกราคม-กรกฎาคม มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 4,552.26 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.64 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยไทยมีการส่งออกไปยังเมียนมาเป็นมูลค่า 2,944.96 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.44 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สำหรับการนำเข้าสินค้าจากเมียนมามายังประเทศไทย มีมูลค่า 1,607.29 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 12.27 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ไทยได้ดุลการค้าเป็นมูลค่า 1,337.67ล้านเหรียญสหรัฐ
สินค้าที่ไทยส่งออกไปเมียนมา ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรอืนๆ เม็ดพลาสติก เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ปูนซิเมนต์ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ เป็นต้น

สินค้าที่ไทยนำเข้าจากเมียนมา ที่สำคัญ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ กาแฟ ชา เครื่องเทศ ลวดและสายเคเบิล ไม้ซูง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ กล้อง เสนส์และอุปกรณ์การถ่ายรูป ถ่ายภาพยนตร์ เสื่อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้น
3. สถานการณ์สำคัญ
3.1 ประธานาธิบดีเมียนมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
ประธานาธิบดีเมียนมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ช่วงวันที่ 6-7 ส.ค. 69 โดยประธานาธิบดีเมียนมา นายมิน ออง ไลง์ (H.E. Mr.Min Aung Hlaing) เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการและพบหารือนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 69 โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกัน เพื่อสานต่อความร่วมมือไทย-เมียนมาในทุกมิติ พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน แรงงาน พลังงาน สิ่งแวดล้อม การพัฒนา และการแก้ไขปัญหาข้ามแดน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของไทยและเมียนมา
ภายหลังการหารือ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของไทย เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีไทยได้กล่าวแสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของเมียนมา พร้อมกล่าวว่า การที่ประธานาธิบดีเมียนมาเลือกเยือนไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง สะท้อนถึงมิตรภาพอันใกล้ชิดและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ความไว้เนื้อเชื่อใจ และ ความผูกพันของประชาชนทั้งสองประเทศ โดยไทยพร้อมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเมียนมาในอาเซียน และร่วมกันสานต่อความร่วมมือเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน
ด้านการเมืองและความมั่นคง นายกรัฐมนตรีไทยเน้นย้ำความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยและเสถียรภาพตามแนวชายแดนไทย– เมียนมา เสนอให้ยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง การป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะยาเสพติด การหลอกลวงทางออนไลน์ และการฟอกเงิน ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชนและพื้นที่ชายแดนร่วมกัน
ด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีไทยเน้นย้ำว่า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในเสาหลักความสัมพันธ์ไทย–เมียนมา โดยยินดีต่อการกลับมาเปิดใช้ด่านเมียวดี (สะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่ 2) เชื่อมโยงด่านแม่สอด–เมียวดี และเสนอให้เร่งลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกการค้า และพัฒนาความเชื่อมโยงด้านคมนาคม เพื่อฟื้นฟูบรรยากาศการค้าและเศรษฐกิจชายแดนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง นอกจากนี้ ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมการร่วมทาง การค้าไทย-เมียนมา (JTC : Joint Trade Commission) ภายในปี 2569 นี้ พร้อมเสนอให้สานต่อความร่วมมือด้านพลังงาน ส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน พัฒนากลไกการชำระเงินระหว่างกัน ผลักดันการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงไทย–เมียนมา–ภูมิภาค เพื่อยกระดับการค้า การลงทุน และสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน
ด้านสิ่งแวดล้อม นายกรัฐมนตรีไทยเน้นย้ำว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศ จึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่จะเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยทั้งสองประเทศจะเร่งดำเนินแผนความร่วมมือแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน จัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านเทคนิคเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำ และสานต่อความร่วมมือในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการป้องกันอุทกภัยเพื่อยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนร่วมกัน นอกจากนี้ ไทยยืนยันความพร้อมในการเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาของเมียนมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือด้านเกษตรกรรม สาธารณสุข การศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธุรกิจ MSMEs) ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนา การบริหารจัดการภัยพิบัติ และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวว่า การหารือครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์ของไทยและเมียนมา ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ โดยเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานตามแนวทางที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยืนยันว่าไทยจะเป็นมิตรและหุ้นส่วนที่พร้อมสนับสนุนเมียนมาต่อไป บนพื้นฐานของมิตรภาพอันดีและผลประโยชน์ร่วมกัน
ภายหลังการพบหารือ นายกรัฐมนตรีไทยและประธานาธิบดีเมียนมาได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือ (MOU) จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่
1. MOU ความร่วมมือด้านแรงงาน
2. คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำ ที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา
3. MOU ความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในทางสันติ
ทั้งนี้ นอกจากการพบหารือของนายกรัฐมนตรีไทยและประธานาธิบดีเมียนมาวันที่ 6 ส.ค. 69 ณ ทำเนียบรัฐบาลแล้ว มีการจัดงาน Thai-Myanmar Business Forum 2026 วันที่ 6 ส.ค. 69 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้หัวข้อ A New Chapter in Thailand-Myanmar Business Partnership เพื่อเป็นเวทีสร้างเครือข่ายธุรกิจ แลกเปลี่ยนข้อมูลในการเสริมสร้างศักยภาพการค้าไทย-เมียนมา และสนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันให้เข้มแข็งต่อไป
ผลกระทบ/โอกาส การเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของ ปธน.เมียนมา เป็น “โอกาสที่ดี” สะท้อนความสัมพันธ์อันดีของไทยและเมียนมา รวมทั้งความร่วมมือระหว่างกันในทุกมิติ ทั้งเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน แรงงาน พลังงาน สิ่งแวดล้อม การพัฒนา และการแก้ไขปัญหาข้ามแดน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของไทยและเมียนมา รวมทั้งมีการจัดงาน Thai-Myanmar Business Forum 2026 วันที่ 6 ส.ค. 69 เป็นโอกาสสร้างเครือข่ายธุรกิจ เปิดโอกาสจับคู่ธุรกิจไทย-เมียนมา
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ผู้ประกอบการไทยติดตามข้อมูลและสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ นโยบายเมียนมาด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การเงิน ซึ่งเมียนมามีแนวโน้มผ่อนคลายกฎระเบียบและอำนวยความสะดวกธุรกิจ การค้า การลงทุน การเงิน มากยิ่งขึ้นตามความเหมาะสมในอนาคต ซึ่งความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและเมียนมา รวมทั้งการเยือนของผู้นำระดับสูงระหว่างกัน ทั้งผู้นำระดับสูงของไทยและผู้นำระดับสูงของ เมียนมาที่เป็นกลไกพบหารือและส่งผลดีต่อเรื่องต่างๆ ช่วยสร้างความเชื่อมั่น สนับสนุนการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจและผ่อนคลายกฎระเบียบ ด้านเศรษฐกิจของเมียนมาต่อไป
ที่มา: สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง (สคต.ย่างกุ้ง)
3.2 รมว.พณ.ไทย เชิญเมียนมาร่วมประชุม JTC ไทย-เมียนมา ภายในปี 69
ประธานาธิบดีเมียนมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ช่วงวันที่ 6-7 ส.ค. 69 โดยประธานาธิบดีเมียนมา นายมิน ออง ไลง์ (H.E. Mr.Min Aung Hlaing) เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการและพบหารือนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 69 โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกัน เพื่อสานต่อความร่วมมือไทย-เมียนมาในทุกมิติ พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน แรงงาน พลังงาน สิ่งแวดล้อม การพัฒนา และการแก้ไขปัญหาข้ามแดน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของไทยและ เมียนมา
สำหรับเรื่องด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีไทยเน้นย้ำว่า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในเสาหลักความสัมพันธ์ไทย–เมียนมา โดยยินดีต่อการกลับมาเปิดใช้ด่านเมียวดี (สะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่ 2) เชื่อมโยงด่านแม่สอด–เมียวดี และเสนอให้เร่งลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกการค้า และพัฒนาความเชื่อมโยงด้านคมนาคม เพื่อฟื้นฟูบรรยากาศการค้าและเศรษฐกิจชายแดนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง นอกจากนี้ ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมการร่วมทาง การค้าไทย-เมียนมา (JTC : Joint Trade Commission) ภายในปี 2569 นี้ พร้อมเสนอให้สานต่อความร่วมมือด้านพลังงาน ส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน พัฒนากลไกการชำระเงินระหว่างกัน ผลักดันการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงไทย–เมียนมา–ภูมิภาค เพื่อยกระดับการค้า การลงทุน สร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ให้การต้อนรับนายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา และได้ร่วมหารือเต็มคณะ เพื่อสานต่อและยกระดับความร่วมมือไทย-เมียนมาในทุกมิติ โดยกระทรวงพาณิชย์ไทยได้ผลักดันจัดประชุมคณะกรรมการร่วมทาง การค้าไทย-เมียนมา (JTC ไทย-เมียนมา) ภายในปี 69 ขอให้ เมียนมาพิจารณาผ่อนปรนมาตรการใบอนุญาตนำเข้า (Import License) โดยเฉพาะสินค้านำเข้าเพื่อการผลิต และขอให้เมียนมาพิจารณาใช้เงินสกุลบาทเป็นเงินลงทุนในเมียนมา
ผลกระทบ/โอกาส การเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของ ปธน.เมียนมา เป็น “โอกาสที่ดี” สะท้อนความสัมพันธ์อันดีของไทยและเมียนมา รวมทั้งความร่วมมือระหว่างกันในทุกมิติ ทั้งเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน แรงงาน พลังงาน สิ่งแวดล้อม การพัฒนา และการแก้ไขปัญหาข้ามแดน รวมทั้งการจัดประชุม JTC ไทย-เมียนมา ที่จะจัดภายในปี 69 หยิบยกประเด็นสำคัญขึ้นเจรจา เช่น การขอให้เมียนมาพิจารณา ผ่อนคลายเรื่องการขอ Import License สินค้านำเข้าเมียนมา โดยเฉพาะสินค้านำเข้าเพื่อการผลิต (Import for Procuction) รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ร่วมกันของไทย-เมียนมา
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ผู้ประกอบการไทยติดตามข้อมูลและสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ นโยบายเมียนมาด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การเงิน ซึ่งเมียนมามีแนวโน้มผ่อนคลายกฎระเบียบและอำนวยความสะดวกธุรกิจ การค้า การลงทุน การเงิน มากยิ่งขึ้นตามความเหมาะสมในอนาคต ซึ่งความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและเมียนมา รวมทั้งการเยือนของผู้นำระดับสูงระหว่างกัน ทั้งผู้นำระดับสูงของไทยและผู้นำระดับสูงของเมียนมาที่เป็นกลไกพบหารือและส่งผลดีต่อเรื่องต่างๆ ช่วยสร้างความเชื่อมั่น สนับสนุนการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจและผ่อนคลายกฎระเบียบด้านเศรษฐกิจของเมียนมาต่อไป
ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)
3.3 เมียนมาตั้งเป้าส่งออกข้าว 1,000 ล้านเหรียญฯ ในปี 69
เมียนมาตั้งเป้าส่งออกข้าว 1,000 ล้านเหรียญฯ ในปี 69 โดยตั้งเป้าหมายการส่งออกข้าวรวม 3 ล้านตัน ประกอบด้วยการส่งออกข้าว 1.8 ล้านตัน และการส่งออกข้าวหัก 1.2 ล้านตัน ในปีงบประมาณ 2569/2570 หรือ เม.ย. 69 ถึง มี.ค. 70 คาดว่าจะสร้างรายได้ส่งออกข้าวและข้าวหักรวม 1,179 ล้านเหรียญฯ สำหรับข้อมูลการส่งออกข้าวของเมียนมาที่ผ่านมา ได้แก่ ปีงบประมาณ 2568/2569 เมียนมาส่งออกข้าวรวม 2.7 ล้านตัน มูลค่าส่งออก 861 ล้านเหรียญฯ ปีงบประมาณ 2567/2568 เมียนมาส่งออกข้าวรวม 2.5 ล้านตัน มูลค่าส่งออก 1,129 ล้านเหรียญฯ
ผลกระทบ/โอกาส การส่งเสริมการส่งออกข้าวและสินค้าเกษตรของเมียนมา “เป็นทิศทางนโยบายและเป็นโอกาสที่ดี” ส่งผลดีต่อเมียนมา ทั้งเรื่องความมั่นคงทางเกษตรและอาหารในเมียนมา รวมทั้งการส่งออกของเมียนมาช่วยให้มีรายได้การส่งออก (Export Earning) นำเงินตราต่างประเทศจากการส่งออกเข้าสู่เมียนมา เป็นโอกาสให้จับคู่ Export Earning รายได้การส่งออกข้าวและสินค้าเกษตรส่งออกจากเมียนมา กับการขอ Import License นำเข้าสินค้าไทยสู่เมียนมาต่อไป
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ผู้ประกอบการไทยพิจารณาโอกาสธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น การส่งออกข้าวหรือสินค้าเกษตรจากเมียนมา หรือการจับคู่รายได้การส่งออกจากเมียนมา (Export Earning) กับการขอใบอนุญาตนำเข้า (Import License) เพื่อนำเข้าสินค้าไทยมายังตลาดเมียนมา ตามแนวทางของเมียนมาที่จะพิจารณาอนุญาตให้นำเข้าสินค้า หากมีรายได้ส่งออก (Export Earning) จับคู่กับการขอ Import License และเป็นสินค้านำเข้าที่สำคัญจำเป็นหรือเป็นประโยชน์กับเมียนมา เช่น การนำเข้าวัตถุดิบหรือปัจจัยการผลิต (Import for Production) ซึ่งจะมีโอกาสได้รับ Import License อนุมัติให้นำเข้ามากกว่าการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปหรือสินค้าอุปโภคบริโภค (Import for Consumption)
ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)
3.4 สมาคมโลจิสติสติกส์ระหว่างประเทศเมียนมา (MIFFA) ปรับชื่อเป็นสมาคมโลจิสติกส์เมียนมา (MLA : Myanmar Logistics Association)
สมาคมโลจิสติสติกส์ระหว่างประเทศเมียนมา (MIFFA : Myanmar International Freight Forwarders Association) ปรับชื่อเป็นสมาคมโลจิสติกส์เมียนมา (MLA : Myanmar Logistics Association) เพื่อสะท้อนภารกิจที่ครอบคลุมทั้งโลจิสติกส์ในเมียนมาและ โลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ช่วยลดต้นทุนห่วงโซ่อุปทาน การขนส่ง โลจิสติกส์ รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการค้า และเพิ่มปริมาณการค้า สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมียนมา ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบโลจิสติกส์เมียนมาที่มีประสิทธิภาพ แข่งขันได้ และยั่งยืนยิ่งขึ้น โดย สมาคม MLA อยู่ภายใต้สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมเมียนมา หรือ UMFCCI (Myanmar Federation of Chambers of Commerce and Industry)
ผลกระทบ/โอกาส ธุรกิจโลจิสติกส์และสมาคมโลจิสติกส์เมียนมา (MLA) “มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ธุรกิจ การค้า การลงทุน การขนส่ง” เนื่องจากการขนส่งโลจิสติกส์เป็นต้นทุนของธุรกิจและเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ทั้งการค้า การลงทุนและทำธุรกิจในเมียนมา รวมทั้งการค้าระหว่างประเทศของเมียนมากับประเทศต่างๆ ซึ่งสมาคม MLA เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนเรื่องดังกล่าว สำหรับการค้าและการขนส่งระหว่างประเทศ ทั้งการค้าไทย-เมียนมา รวมทั้งการค้าผ่านแดนไทยและเมียนมา ผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้บริการขนส่งโลจิสติกส์กับสมาชิกของสมาคม MLA เชื่อมโยงการค้าไทย เมียนมา และภูมิภาค เช่น อาเซียน จีน BIMSTEC
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ผู้ประกอบการไทยพิจารณาโอกาสธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น การใช้บริการธุรกิจโลจิสติกส์ไทย-เมียนมา การเป็นพันธมิตรธุรกิจกับธุรกิจโลจิสติกส์เมียนมา สมาชิกสมาคม MLA เป็นต้น ทั้งนี้นอกจากใช้บริการขนส่งโลจิสติกส์ไทย-เมียนมาแล้ว ผู้ประกอบการไทยสามารถพิจารณาใช้บริการธุรกิจโลจิสติกส์ไทย-เมียนมา ช่วยสนับสนุนการขอ Import License สินค้านำเข้าเมียนมา หรือช่วยจับคู่รายได้การส่งออกจากเมียนมา (Export Earning) ประกอบกับการขอ Import License นำเข้าสินค้าไทยสู่ตลาดเมียนมา
ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง
กันยายน 2569