
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจฟิลิปปินส์จะเผชิญกับการฟื้นตัวที่ช้าลงและอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจนถึงปี 2570 เนื่องจากราคาน้ำมันและราคาอาหารที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงการลงทุนที่ชะลอตัวและความล่าช้าในการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐซึ่งส่งผลกดดันต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยภายหลังการประเมินภาวะเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ประจำปี 2569 ซึ่งดำเนินการภายใต้กรอบการหารือและประเมินเศรษฐกิจประเทศสมาชิกตามมาตรา 4 (Article IV Consultation) IMF ได้ปรับลดประมาณการการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของฟิลิปปินส์ในปี 2569 จากเดิมร้อยละ 3.9 เหลือร้อยละ 3.4 และปรับลดประมาณการในปี 2570 จากเดิมร้อยละ 5.5 เหลือร้อยละ 5.1 ทั้งนี้ GDP เป็นตัวชี้วัดมูลค่ารวมของสินค้าและบริการที่ผลิตภายในระบบเศรษฐกิจและเป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับประเมินกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งสำหรับอัตราเงินเฟ้อ IMF ได้ปรับลดประมาณการในปี 2569 จากเดิมร้อยละ 5.7 เหลือร้อยละ 5.6 ขณะที่ปรับเพิ่มประมาณการอัตราเงินเฟ้อในปี 2570 อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมร้อยละ 3.3 เป็นร้อยละ 4.1 สะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันด้านราคาอาจใช้เวลากว่าที่คาดการณ์ไว้ในการปรับตัวเข้าสู่ระดับปกติ
นาย Andrea Pescatori หัวหน้าคณะผู้แทน IMF ประจำฟิลิปปินส์ กล่าวว่า การปรับลดประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2569 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดย GDP ในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวเพียงร้อยละ 2.3 เนื่องจากการลงทุนด้านการก่อสร้างโครงการของภาครัฐลดลงอย่างมาก ภายหลังที่มีการตรวจสอบโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่เข้มงวดขึ้น นอกจากนี้ การลดลงของความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดย IMF เคยคาดการณ์ว่า การลงทุนภาครัฐจะฟื้นตัวอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 แต่การฟื้นตัวดังกล่าวยังเกิดขึ้นช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2570 ยังได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมาทวีความรุนแรง ราคาน้ำมันและอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการฟื้นตัวของการลงทุนภาครัฐที่ช้ากว่าที่คาด ด้านอัตราเงินเฟ้อ IMF คาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นประกอบกับความเสี่ยงด้านอุปทานอาหารจากปรากฏการณ์เอลนีโญ โดย IMF คาดการณ์ว่าราคาข้าวในตลาดโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20–25 ภายใต้สถานการณ์พื้นฐาน ทั้งนี้ สินค้าข้าวมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 12 ของตะกร้าของสินค้าเพื่อการบริโภค ซึ่งใช้คำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคของฟิลิปปินส์ทำให้การเปลี่ยนแปลงของราคาข้าวมีความสำคัญต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศ นอกจากนี้ ผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (Bangko Sentral ng Pilipinas: BSP) จะเริ่มเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นในปี 2570 เนื่องจากโดยทั่วไปนโยบายทางการเงินจะใช้เวลาประมาณ 12 เดือนในการส่งผ่านไปยังอัตราเงินเฟ้อ โดยประมาณการพื้นฐานของ IMF ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า BSP จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอีก 25 จุดพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมควรขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาในระยะต่อไป โดย IMF เห็นว่า การดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของ BSP มีส่วนช่วยให้การคาดการณ์เงินเฟ้อมีเสถียรภาพและจุดยืนด้านนโยบายการเงินในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เป็นกลาง ทั้งนี้ IMF ชี้ว่า BSP ควรพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม หากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังคงอยู่ในระดับสูง ผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการในระยะที่สองทวีความรุนแรงขึ้นหรือแรงกดดันด้านเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของฟิลิปปินส์จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4.8 ของ GDP ในปี 2569 เนื่องจากมูลค่าการนำเข้าน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญต่อราคาข้าวในตลาดโลก สำหรับภาคการเงิน IMF ระบุว่า ความเสี่ยงเชิงระบบยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ของฟิลิปปินส์ยังมีเงินกองทุนในระดับสูงสามารถทำกำไรได้และมีสภาพคล่องเพียงพอ อย่างไรก็ตาม IMF ระบุว่าควรติดตามคุณภาพสินทรัพย์ในภาคก่อสร้างที่มีแนวโน้มปรับตัวลง ระดับหนี้ของบริษัทขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างธนาคารกับกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ นอกจากนี้ สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ IMF ไม่ได้มองว่าเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ระบุว่า อุปทานอสังหาริมทรัพย์ส่วนเกินจากการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ไม่สามารถกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจได้ในขณะนี้ โดยอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงอาจทำให้การฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยและกิจกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์ต้องใช้เวลานานขึ้น ทั้งนี้ IMF เห็นว่า การเร่งดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการกำกับดูแลภาครัฐ การส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบการศึกษาจะมีความสำคัญต่อการเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในระยะยาว
บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็น
ในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจฟิลิปปินส์มีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องภายหลังวิกฤติโควิด-19 และเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีการขยายตัวในระดับสูงเมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจฟิลิปปินส์มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าลง โดย IMF ปรับลดประมาณการการขยายตัวของ GDP ในปี 2569 จากเดิมร้อยละ 3.9 เหลือร้อยละ 3.4 และปรับลดประมาณการในปี 2570 จากเดิมร้อยละ 5.5 เหลือร้อยละ 5.1 การชะลอตัวของเศรษฐกิจมีปัจจัยสำคัญจากการลงทุนภาครัฐในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ลดลง ภายหลังมีการตรวจสอบโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่เข้มงวดขึ้น ประกอบกับความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่อ่อนแอลง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ IMF เคยคาดการณ์ว่าการลงทุนภาครัฐจะฟื้นตัวอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 แต่การฟื้นตัวดังกล่าวยังเกิดขึ้นช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ สำหรับแนวโน้มในปี 2570 เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ยังเผชิญความเสี่ยงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ราคาน้ำมันและอาหารที่อยู่ในระดับสูง และการฟื้นตัวของการลงทุนภาครัฐที่ล่าช้ากว่าคาด นอกจากนี้ ผลกระทบจากการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (Bangko Sentral ng Pilipinas: BSP) คาดว่าจะเริ่มเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นในปี 2570 ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงของฟิลิปปินส์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันและอาหาร รวมถึงการลงทุนภาครัฐ อาจส่งผลต่อกำลังซื้อ การบริโภค และแนวโน้มความต้องการนำเข้าสินค้าของฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการปรับแผนและกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับสถานการณ์
--------------------------------------------------
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ
กันยายน 2569