
เนื้อข่าว
รัฐบาลเวียดนามเดินหน้ายกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ โดยนาย Le Minh Hung นายกรัฐมนตรีเวียดนามได้ประกาศกำหนดภารกิจสำคัญจำนวน 6 ประการ เพื่อมอบหมายให้กระทรวง หน่วยงานของรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งขับเคลื่อนการปฏิรูปกฎหมายและขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐ ควบคู่กับการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความโปร่งใส มีเสถียรภาพ และสามารถคาดการณ์ได้ เพื่อสนับสนุนการลงทุน การผลิต และการเติบโตของภาคเอกชน นอกจากนี้ ยังมีข้อสั่งการให้ข้อร้องเรียนและข้อเสนอแนะที่ชอบด้วยกฎหมาย (Legitimate Petitions) ของภาคธุรกิจทุกประเด็นได้รับการเร่งรัดแก้ไข พร้อมเผยแพร่คำชี้แจงอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะเพื่อยกระดับความโปร่งใสในการบริหารราชการ

ในการประชุมครั้งแรกระหว่างคณะผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลชุดใหม่ (Government Standing Committee) กับผู้แทนภาคธุรกิจ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า ภาคธุรกิจเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อการบรรลุเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับเลขสองหลัก (Double-Digit Economic Growth) พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะติดตามและแก้ไขอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มาตรการและคำมั่นเชิงนโยบายสามารถนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อบรรยากาศการลงทุนของเวียดนามในระยะยาว
ภารกิจสำคัญทั้ง 6 ประการ ประกอบด้วย (1) การเร่งปฏิรูปสถาบันและกฎหมายควบคู่กับการปรับลดและอำนวยความสะดวกด้านกระบวนการดำเนินงานของภาครัฐ (2) การเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุน สิทธิในที่ดิน และทรัพยากรด้านการลงทุน (3) การลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจและการขยายตลาด (4) การส่งเสริมนวัตกรรม การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์คุณภาพสูง (5) การเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และวิสาหกิจที่มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign-Invested Enterprises: FIEs) และ (6) การยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้นโยบาย และเสริมสร้างวินัยในการบริหารราชการเพื่อให้การดำเนินนโยบายของรัฐเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและมีเอกภาพมากยิ่งขึ้น
ในด้านการปฏิรูปกฎหมาย รัฐบาลจะเดินหน้าทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ที่ดิน การวางผัง การก่อสร้าง ภาษี ศุลกากร และการตรวจสอบเฉพาะด้าน เพื่อขจัดบทบัญญัติที่ซ้ำซ้อน (Overlapping Regulations) ลดความไม่สอดคล้องในการบังคับใช้กฎหมาย และเพิ่มความชัดเจนของระบบกฎหมาย นอกจากนี้ กระทรวงต่าง ๆ จะต้องจัดทำกฤษฎีกา (Decree) และหนังสือเวียน (Circular) ซึ่งเป็นกฎหมายลำดับรองควบคู่กับการเสนอร่างกฎหมายต่อสภาแห่งชาติ (National Assembly) เพื่อป้องกันการเกิดช่องว่างทางกฎหมายภายหลังการประกาศใช้กฎหมาย พร้อมกันนี้ หัวหน้ากระทรวง หน่วยงานของรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนบุคคล หากเกิดความล่าช้าในกระบวนการดำเนินงานของภาครัฐ หรือมีการกำหนดเงื่อนไขที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้
ในด้านการสนับสนุนภาคธุรกิจ รัฐบาลให้คำมั่นว่าจะพัฒนาตลาดทุน และตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของระบบธนาคาร โดยเฉพาะสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงเร่งรัดการแก้ไขโครงการลงทุนที่ล่าช้า การเวนคืนและส่งมอบพื้นที่ การคืนภาษี และการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนภาครัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้เงินทุนของภาคธุรกิจต้องหยุดชะงักจากความล่าช้าของกระบวนการดำเนินงานของภาครัฐ ขณะเดียวกัน ยังมีข้อสั่งการให้ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ลดความซ้ำซ้อนของการตรวจสอบเฉพาะด้าน และลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ
สำหรับการส่งเสริมการค้า รัฐบาลกำหนดให้การประเมินผลการดำเนินงานต้องอ้างอิงผลสัมฤทธิ์เชิงเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม อาทิ จำนวนสัญญาทางการค้า คำสั่งซื้อเพื่อการส่งออก และส่วนแบ่งตลาด แทนการประเมินจากจำนวนกิจกรรมที่จัดขึ้นเพียงอย่างเดียว พร้อมมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทำงานเชิงรุกและประสานความร่วมมือกับภาคธุรกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อขยายตลาดส่งออกภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTAs) ของเวียดนาม นอกจากนี้ รัฐบาลยังยกให้นวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา ปัญญาประดิษฐ์ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน (Green Technologies) เป็นเสาหลักของการเติบโตในอนาคต พร้อมผลักดันความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษา สถาบันวิจัย และภาคธุรกิจ เพื่อยกระดับศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศ รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาวิสาหกิจภายในประเทศขนาดใหญ่ให้สามารถแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลก
ในด้านโครงสร้างภาคธุรกิจ รัฐบาลมีนโยบายให้รัฐวิสาหกิจเป็นกลไกหลักในการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ขณะที่ภาคเอกชนจะได้รับการส่งเสริมให้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจผ่านการสร้างนวัตกรรมและการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานมากยิ่งขึ้น ส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะปรับเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นด้านปริมาณไปสู่การยกระดับคุณภาพ โดยให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ (Localisation) และการพัฒนาศักยภาพแรงงาน
แนวนโยบายดังกล่าวมีขึ้นภายหลังรัฐบาลได้พิจารณาข้อกังวลและข้อเสนอแนะจากภาคธุรกิจจำนวน 53 ประเด็น ซึ่งหลายประเด็นยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขประเด็นที่อยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยทันที ส่วนประเด็น ที่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายหรือได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานระดับสูง ให้จัดทำข้อเสนอเพื่อดำเนินการตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งกำชับให้เผยแพร่คำชี้แจงต่อข้อร้องเรียนของภาคธุรกิจผ่านพอร์ทัลรัฐบาลเวียดนาม (Government Portal) เว็บไซต์ของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และเว็บไซต์ของหอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม (Vietnam Chamber of Commerce and Industry: VCCI) เพื่อให้ภาคธุรกิจและสาธารณชนสามารถติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานของภาครัฐได้อย่างโปร่งใส
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลจะปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารจากการหารือไปสู่การลงมือปฏิบัติอย่างเด็ดขาด และจากการให้คำมั่นไปสู่ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม โดยใช้การลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมาย ระยะเวลาการดำเนินงานตามกระบวนการของภาครัฐที่สั้นลง และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจต่อบรรยากาศการลงทุนของเวียดนามเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 เวียดนามมีวิสาหกิจที่ดำเนินกิจการอยู่มากกว่า 1 ล้านราย มีทุนจดทะเบียนรวมมากกว่า 30 ล้านล้านล้านเวียดนามด่ง (quadrillion) ภาคธุรกิจสร้างมูลค่ามากกว่าร้อยละ 60 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สร้างรายได้ให้รัฐคิดเป็นร้อยละ 55 ของรายได้งบประมาณ และจ้างงานแรงงานกว่า 17.6 ล้านคน อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้ยอมรับว่ารัฐวิสาหกิจยังไม่สามารถใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ภาคเอกชนส่วนใหญ่ยังมีข้อจำกัดด้านเงินทุนและเทคโนโลยี ขณะที่วิสาหกิจต่างชาติยังมีความเชื่อมโยงกับผู้ผลิตภายในประเทศในระดับจำกัด อีกทั้งความไม่สอดคล้องของกฎระเบียบและการบังคับใช้นโยบายยังคงเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของภาคธุรกิจ
เพื่อแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว รัฐบาลจะเดินหน้าปรับปรุงกรอบสถาบันอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความโปร่งใส มีเสถียรภาพ และสามารถคาดการณ์ได้ พร้อมส่งเสริมการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Growth) นวัตกรรม การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการเข้าถึงทรัพยากรของภาคธุรกิจอย่างเป็นธรรม โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า สถาบันไม่ใช่คอขวด (Bottleneck) ของระบบเศรษฐกิจอีกต่อไป หากแต่ความท้าทายในระยะต่อไปคือการยกระดับสถาบันให้เป็นรากฐานที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นสำหรับการพัฒนาประเทศ พร้อมทั้งระบุว่า สภาแห่งชาติจะให้ความสำคัญกับการปฏิรูปสถาบันในการประชุมสมัยวิสามัญและสมัยสามัญภายในปี 2569 และเชิญชวนภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นต่อหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยแสดงความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลกับภาคธุรกิจจะช่วยปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับเลขสองหลักอย่างยั่งยืน
(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 18 กรกฎาคม 2569)
วิเคราะห์ผลกระทบ
การที่รัฐบาลเวียดนามประกาศมาตรการเร่งด่วน 6 ประการเพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ถือเป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญที่มุ่งยกระดับระบบเศรษฐกิจจากการขยายตัวเชิงปริมาณ ไปสู่การเติบโตที่มีคุณภาพ และยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกฎหมายและสถาบัน การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของภาครัฐ การลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และการยกระดับธรรมาภิบาล เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความโปร่งใส มีเสถียรภาพ และสามารถคาดการณ์ได้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนสนับสนุนเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับเลขสองหลักของเวียดนาม นอกจากนี้ การกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐเร่งแก้ไขข้อร้องเรียนของภาคธุรกิจ พร้อมเปิดเผยผลการดำเนินงานต่อสาธารณะ ยังสะท้อนการยกระดับความโปร่งใสและความรับผิดชอบของภาครัฐ อันจะช่วยลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และเพิ่มประสิทธิภาพของการกำกับดูแลภาครัฐในระยะยาว
ความจำเป็นของการปฏิรูปดังกล่าวสะท้อนจากโครงสร้างภาคธุรกิจของเวียดนามในปัจจุบัน แม้ว่าข้อมูลของกระทรวงการคลังเวียดนามระบุว่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ประเทศมีวิสาหกิจที่ดำเนินกิจการมากกว่า 1 ล้านแห่ง มีทุนจดทะเบียนรวมกว่า 30 ล้านล้านล้านเวียดนามด่ง โดยภาคเอกชนคิดเป็นประมาณร้อยละ 96 ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมด และถือครองทุนจดทะเบียนประมาณร้อยละ 78 ขณะที่มีรัฐวิสาหกิจ 695 แห่ง และวิสาหกิจที่มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) กว่า 41,800 แห่ง คิดเป็นมูลค่าการลงทุนสะสมเกือบ 563,000 ล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมโยงระหว่างรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และภาค FDI ยังคงอยู่ในระดับจำกัด ส่งผลให้การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาห่วงโซ่คุณค่า และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ยังไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ ขณะเดียวกัน การประเมินของกระทรวงการคลังและข้อเสนอจากภาคธุรกิจยังชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ความซ้ำซ้อนของกฎหมายและการบังคับใช้ที่ไม่เป็นเอกภาพ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและที่ดินที่ยังมีข้อจำกัด ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ พลังงาน และแรงงานที่อยู่ในระดับสูง แรงกดดันจากมาตรการทางการค้าและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก การขาดแรงจูงใจด้านนวัตกรรมและบุคลากรคุณภาพสูง รวมถึงความเชื่อมโยงที่ยังอ่อนแอระหว่างภาคธุรกิจทั้งสามกลุ่ม ซึ่งสะท้อนว่าความท้าทายสำคัญของเวียดนามในระยะต่อไปคือการยกระดับคุณภาพของระบบนิเวศทางธุรกิจมากกว่าการเพิ่มปริมาณการลงทุนเพียงอย่างเดียว
เพื่อตอบสนองความท้าทายดังกล่าว รัฐบาลเวียดนามจึงให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกฎหมายและการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของภาครัฐเป็นลำดับแรก โดยเร่งทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ที่ดิน การวางผัง การก่อสร้าง ภาษี ศุลกากร และการตรวจสอบเฉพาะด้าน เพื่อขจัดบทบัญญัติที่ซ้ำซ้อน ลดความแตกต่างในการบังคับใช้กฎหมาย และเร่งจัดทำกฎหมายลำดับรอง ได้แก่ กฤษฎีกา (Decree) และหนังสือเวียน (Circular) ควบคู่กับการตรากฎหมายของสภาแห่งชาติ เพื่อป้องกันการเกิดช่องว่างทางกฎหมายภายหลังการประกาศใช้กฎหมายใหม่ พร้อมทั้งกำหนดให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐรับผิดชอบโดยตรงต่อความล่าช้าในการดำเนินงานและการกำหนดเงื่อนไขที่เกินกว่ากฎหมายบัญญัติไว้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมุ่งยกระดับการเข้าถึงทรัพยากรการผลิตผ่านการพัฒนาตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน ระบบสินเชื่อ และการปรับปรุงกระบวนการคืนภาษี การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ การเร่งรัดโครงการลงทุนที่ล่าช้า รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โลจิสติกส์ พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจ ลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ในมิติการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว รัฐบาลได้กำหนดทิศทางการปรับโครงสร้างภาคธุรกิจอย่างชัดเจน โดยมอบหมายให้รัฐวิสาหกิจเป็นกลไกหลักในการลงทุนด้านอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ขณะที่ภาคเอกชน โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จะได้รับการสนับสนุนให้เข้าถึงเงินทุน ที่ดิน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และโอกาสในการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก ส่วนการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศจะเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณไปสู่การคัดเลือกโครงการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยมุ่งส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง การวิจัยและพัฒนา ปัญญาประดิษฐ์ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมสนับสนุน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พร้อมกำหนดให้โครงการลงทุนมีองค์ประกอบด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการใช้ผู้ผลิตภายในประเทศมากขึ้น เพื่อยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมภายในประเทศและเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้แก่ระบบเศรษฐกิจในระยะยาว
ในภาพรวม มาตรการทั้ง 6 ประการของรัฐบาลเวียดนามมิใช่เพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น หากแต่เป็นกรอบการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ครอบคลุมทั้งด้านกฎหมาย การบริหารราชการ การพัฒนาตลาดทุน การส่งเสริมนวัตกรรม การยกระดับศักยภาพภาคธุรกิจ และการปรับโครงสร้างการลงทุนให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลก การดำเนินนโยบายดังกล่าวมีแนวโน้มช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของเวียดนาม ดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ เพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจในประเทศกับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจะส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจมีความเข้มแข็ง ยืดหยุ่น และสามารถรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ยังสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการต่างชาติ รวมถึงผู้ประกอบการไทย สามารถขยายการลงทุน ความร่วมมือทางอุตสาหกรรม และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับเวียดนามได้มากขึ้น โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูง โลจิสติกส์ พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมสนับสนุน และบริการที่เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนามในระยะยาว
นำเสนอแนะต่อผู้ส่งออกไทย
มาตรการปฏิรูปสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของเวียดนามจะส่งผลเชิงบวกต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎหมาย การลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ การเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารราชการ และการเร่งรัดการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ที่ดิน และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการประกอบธุรกิจ เพิ่มความสามารถในการคาดการณ์ด้านนโยบาย และยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทั้งนี้ การเปลี่ยนแนวนโยบายการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จากการเน้นปริมาณไปสู่การให้ความสำคัญกับคุณภาพ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ จะทำให้การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนมีความเข้มข้นมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานการผลิตสามารถเข้าสู่ระบบนิเวศทางธุรกิจของเวียดนามได้มากขึ้น
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนาม นโยบายดังกล่าวจะเอื้อต่อการขยายการลงทุน การจัดตั้งฐานการผลิต และการพัฒนาความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมสนับสนุน โลจิสติกส์ ดิจิทัล เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน พลังงานสะอาด และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการควรเร่งยกระดับมาตรฐานการผลิต การกำกับดูแลกิจการ การปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงเพิ่มการใช้วัตถุดิบและผู้ผลิตในประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการคัดเลือกโครงการ FDI ของเวียดนามและเพิ่มโอกาสในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่าระดับภูมิภาคและระดับโลก
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจจากประเทศไทย นโยบายดังกล่าวเป็นสัญญาณว่าตลาดเวียดนามจะมีความน่าสนใจมากขึ้นทั้งในฐานะตลาดส่งออกและฐานการลงทุน โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี ของเวียดนามเพื่อขยายตลาดไปยังประเทศคู่ค้า อย่างไรก็ตาม การให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ การพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และการเชื่อมโยงผู้ผลิตภายในประเทศ จะทำให้การแข่งขันในตลาดเวียดนามเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การแข่งขันด้านนวัตกรรม คุณภาพ เทคโนโลยี และความยั่งยืน ผู้ประกอบการไทยจึงควรวางกลยุทธ์เชิงรุกผ่านการลงทุนร่วม (Joint Venture) การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานร่วมกับผู้ประกอบการเวียดนาม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและใช้ประโยชน์จากการปฏิรูปเศรษฐกิจของเวียดนามในระยะยาว