fb
ไทยให้คำมั่นลดภาษีนำเข้าเป็นศูนย์กับสหรัฐฯ แต่ยังคงจำกัดการนำเข้าสินค้าบางรายการ

ไทยให้คำมั่นลดภาษีนำเข้าเป็นศูนย์กับสหรัฐฯ แต่ยังคงจำกัดการนำเข้าสินค้าบางรายการ

โดย
Suwaparb
ลงเมื่อ 06 สิงหาคม 2568 11:15
สคต. ณ นครนิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกา) (TTC, New York (USA))
114

 ประเทศไทยให้คำมั่นสัญญากับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการเปิดตลาดสินค้าเกือบทั้งหมดให้กับสหรัฐฯ แต่ยังคงมีข้อจำกัดที่สำคัญเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมบางส่วนภายในประเทศ

     หลังจากการเจรจาหลายครั้งและข้อเสนอจากไทยในการยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ กว่า 90% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตรา 19% ลดลงจากที่เคยขู่ไว้ก่อนหน้านี้ 36%  นายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg News เมื่อวันจันทร์ที่ 4 ส.ค. 2025 ว่า “ในบรรดาสินค้าสหรัฐฯ กว่า 10,000 รายการที่จะได้รับการยกเว้นภาษี บางรายการไทยจะทยอยลดภาษี กำหนดโควตานำเข้า หรือกำหนดเงื่อนไขอื่นๆ ซึ่งไทยได้ข้อตกลงที่ดีมาก เพราะเราไม่ได้ทำอะไรอย่างหุนหันพลันแล่น เราอธิบายเหตุผลอย่างชัดเจน ไม่ได้ดึงดันที่จะปิดตลาดทั้งหมด”

     นายพงศ์ศรัณย์ ผู้ซึ่งมีส่วนร่วมในการเจรจาภาษีเปิดเผยว่าข้อจำกัดดังกล่าวโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเนื้อหมูและข้าวโพดจะมีการเจรจาเพิ่มเติมในรายละเอียดขั้นสุดท้ายกับสหรัฐฯ  โดยคาดว่าข้อตกลงทางการค้านี้จะส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีหน้าลดลงถึง 1.5 จุดเปอร์เซ็นต์ (percentage point) ข้อตกลงนี้จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีทรัมป์ในการลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ กับไทย ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 45,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทยไว้

             

image.png

     ประธานาธิบดีทรัมป์มักกล่าวว่าการขู่เรียกเก็บภาษีจะผลักดันให้ประเทศต่างๆ ซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ มากขึ้น เช่นเดียวกับกรณีของอินโดนีเซียที่ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างว่าได้เปิดตลาดให้สินค้าอเมริกาอย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างพยายามต่อรองเพื่อปกป้องภาคเกษตรกรรมของตน เนื่องจากเกษตรกรเป็นฐานเสียงสำคัญ เช่น อินโดนีเซียต้องการปกป้องอุตสาหกรรมสัตว์ปีกและข้าวโพด ขณะที่เวียดนามพยายามหาทางช่วยเหลืออุตสาหกรรมอาหารทะเล

     สำหรับเนื้อหมูจากสหรัฐฯ ไทยจะทยอยลดภาษีนำเข้า และจำกัดปริมาณไม่ให้เกิน 1% ของการบริโภคภายในประเทศ โดยเนื้อหมูต้องไม่มีสารแรคโตพามีน ซึ่งเป็นสารเร่งกล้ามเนื้อที่ถูกห้ามใช้ในประเทศไทย ข้อจำกัดเบื้องต้นนี้มีขึ้นเพื่อให้สหรัฐฯ ทดลองตลาดในไทย ขณะเดียวกันก็ให้เวลาผู้ผลิตหมูไทย เช่น บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารและบริษัทเบทาโกร รวมถึงเกษตรกรรายย่อยปรับตัวให้ทัน ทั้งนี้ การเปิดตลาดเนื้อหมูถือเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมานาน และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่สหรัฐฯ เคยตัดสิทธิพิเศษทางการค้าบางส่วนของไทยในปี 2020

     ส่วนในประเด็นของข้าวโพด ไทยจะกำหนดให้โรงงานผลิตอาหารสัตว์ในประเทศต้องซื้อข้าวโพดภายในประเทศก่อนในราคาที่กำหนด ก่อนที่จะได้รับโควตานำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ นายพงศ์ศรัณย์กล่าวเพิ่มเติมว่ารัฐบาลจะอนุญาตให้นำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ ได้เฉพาะในช่วงที่ไม่มีฤดูเก็บเกี่ยวในไทย เพื่อลดผลกระทบต่อผลผลิตภายในประเทศ โดยช่วงฤดูส่งออกของสหรัฐฯ โดยมักอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน – มีนาคม และแม้ว่ารายละเอียดจะยังไม่ชัดเจน  สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยได้ให้คำปรึกษาในประเด็นนี้ว่าประเทศไทยสามารถนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ ได้สูงถึงปีละ 28,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงสามารถนำเข้ากากถั่วเหลืองและกากธัญพืชหมักแห้งจากสหรัฐฯ ได้

     อีกประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยกังวลคือการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเก็บภาษีเพิ่มเติม 40% กับสินค้าที่สินค้าที่ส่งผ่าน (Transshipping Goods) ซึ่งเป็นแนวทางการแก้ไขของสหรัฐฯ ที่จะป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตจีนหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าด้วยการส่งสินค้าผ่านประเทศอื่น

     นายพงศ์ศรัณย์กล่าวว่าประมาณ 1 ใน 3 ของการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังสหรัฐฯ ในปัจจุบันเข้าข่ายนี้ ซึ่งครอบคลุมสินค้าตั้งแต่ยางรถยนต์ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าและของเล่นที่ผลิตโดยโรงงานจีนในไทย ตามกฎระเบียบของไทยสินค้าที่มีสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศอย่างน้อย 40% จะถือว่าผลิตในประเทศไทยแต่เจ้าหน้าที่ไทยคาดว่าสหรัฐฯ อาจกำหนดเกณฑ์ที่สูงกว่านั้น ซึ่งอาจมากถึง 80% โดยรายละเอียดนี้ยังต้องรอการยืนยันจากสหรัฐฯ

ตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 ไทยได้แก้ไขกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนของสหรัฐฯ และรัฐบาลไทยได้เพิ่มการตรวจสอบโรงงานสินค้ากว่า 65 รายการ มูลค่ารวมประมาณ 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นสินค้าที่สหรัฐฯ เคยตั้งข้อสงสัยว่าอาจระบุแหล่งกำเนิดไม่ถูกต้อง และจากนี้ไปแทนที่จะเป็นสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือหอการค้าไทย การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าจะดำเนินการโดยกรมการค้าต่างประเทศเพียงหน่วยงานเดียวเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลควบคุมถิ่นกำเนิดสินค้าได้มากขึ้น นายพงศ์ศรัณย์กล่าวเพิ่มเติมว่า “สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราควรทำอยู่แล้ว ข้อตกลงกับสหรัฐฯ เป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้เราเร่งปฏิรูประบบนี้ให้เร็วขึ้น”

 

ส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก

ข้อมูลอ้างอิง Bloomberg

Share :
Instagram