fb
สงครามอิหร่านซ้ำเติมภาวะขาดแคลนอะลูมิเนียมสหรัฐฯ และโลก

สงครามอิหร่านซ้ำเติมภาวะขาดแคลนอะลูมิเนียมสหรัฐฯ และโลก

โดย
Katekanok
ลงเมื่อ 09 มิถุนายน 2569 11:00
สคต. ณ นครนิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกา) (TTC, New York (USA))
2

ตลาดอะลูมิเนียมทั่วโลกกำลังเผชิญกับสภาวะอุปทานขาดแคลน (Supply Deficit) ที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จากภาวะขาดแคลนที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผลกระทบจากสงครามอิหร่านที่ส่งผลต่อเส้นทางขนส่งสินค้าในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตอะลูมิเนียมสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และสร้างความกังวลต่ออุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่พึ่งพาโลหะชนิดนี้เป็นวัตถุดิบหลัก ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องบิน บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนภาคพลังงานสะอาด

ก่อนหน้าการเกิดสงคราม บริษัทวิจัย Wood Mackenzie ได้คาดการณ์ว่าตลาดอะลูมิเนียมโลกจะ
ขาดแคลนอุปทานประมาณ 200,000 ตันในปีนี้ และอาจขยายตัวเป็น 800,000 ตันภายในปี 2028 ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์เมื่อปลายปี 2025 ที่ประเมินว่าตลาดจะขาดแคลนเพียงประมาณ 50,000 ตัน โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะแผงเซลล์แสงอาทิตย์ 
และศูนย์ข้อมูลด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Data Centers) ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก

สถานการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อสงครามส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลกต้องปิดตัวลงชั่วคราว ช่องทางดังกล่าวเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งอะลูมิเนียมจากตะวันออกกลางไปยังยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยภูมิภาคตะวันออกกลางมีสัดส่วนการผลิตอะลูมิเนียมประมาณร้อยละ 9 ของผลผลิตโลก

image.png

ขณะเดียวกัน บริษัท Aluminium Bahrain (Alba) ผู้ดำเนินกิจการโรงถลุงอะลูมิเนียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประกาศลดกำลังการผลิตลงร้อยละ 19 เนื่องจากปัญหาการขนส่งทางทะเล ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าอุปทานจะยิ่ง
ตึงตัวมากขึ้น

บริษัท Wood Mackenzie ระบุว่า การปิดท่าเรือและการหยุดดำเนินงานของโรงงานผลิตในภูมิภาคมีแนวโน้มสร้างความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดอะลูมิเนียมโลก โดยการหยุดชะงักของการส่งออกจากประเทศอาหรับจะทำให้สมดุลอุปทานและอุปสงค์ตึงตัวอย่างมากในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า และแทบไม่มีแหล่งผลิตอื่นที่สามารถทดแทนอุปทานที่หายไปได้ในระยะสั้น

ผู้ผลิตรถยนต์หลายราย โดยเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งใช้ปริมาณอะลูมิเนียมมากกว่ารถยนต์ทั่วไปประมาณร้อยละ 25 ได้เริ่มประกาศลดกำลังการผลิตชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์ด้านห่วงโซ่อุปทานจะมีความชัดเจนมากขึ้น

นอกจากราคากลางของอะลูมิเนียมที่ปรับตัวสูงขึ้นแล้ว สงครามยังส่งผลให้เกิดความแตกต่างด้านราคาในแต่ละภูมิภาคเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ “Physical Premium” หรือค่าพรีเมียมที่สะท้อนต้นทุนขนส่ง ภาษีนำเข้า และภาวะอุปสงค์-อุปทานในแต่ละพื้นที่

ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ค่าพรีเมียมในภูมิภาคสหรัฐฯ หรือ Midwest Premium อยู่ที่ประมาณ 2,529 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่ยุโรปอยู่ที่ 612 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ญี่ปุ่นอยู่ที่ 302 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และตลาดเอเชียอยู่ที่ 507 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

image.png

ผลจากค่าพรีเมียมที่สูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ราคาอะลูมิเนียมในสหรัฐฯ สูงกว่า 6,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน สร้างแรงกดดันอย่างมากต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศ ซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าอะลูมิเนียมเป็นส่วนใหญ่ โดยประมาณร้อยละ 12 ของการนำเข้ามาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง

นาย Ian Caton ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์โลหะของ CME Group สหรัฐฯ ระบุว่า ความขัดแย้งในอิหร่านเป็นปัจจัยเร่งให้ค่าพรีเมียมในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยแนวโน้มดังกล่าวเริ่มต้นมาตั้งแต่การใช้มาตรการภาษี Section 232 ในปี 2018 และยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากการขยายมาตรการภาษีในช่วงปีที่ผ่านมา

เมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐฯ ตลาดยุโรปและญี่ปุ่นได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากไม่มีโครงสร้างภาษีนำเข้าในลักษณะเดียวกัน แม้ค่าพรีเมียมในทั้งสองภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นเช่นกันหลังเกิดสงคราม โดยยุโรปเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 70 จากระดับก่อนสงคราม ส่วนญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกัน

image.png

อย่างไรก็ตาม ยุโรปยังเผชิญปัจจัยกดดันเพิ่มเติมจากการหยุดดำเนินงานของโรงงานผลิตอะลูมิเนียมสำคัญในไอซ์แลนด์ การจัดเก็บภาษีคาร์บอนกับสินค้านำเข้าจากประเทศนอกสหภาพยุโรป และกำลังการผลิตที่ลดลงในโมซัมบิก ทำให้ภาวะอุปทานในภูมิภาคยิ่งตึงตัว

ด้านญี่ปุ่นเคยเผชิญภาวะอุปทานส่วนเกินในช่วงก่อนหน้า เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์ลดกำลังการผลิต ประกอบกับมีสต็อกสะสมจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาลดลงแตะระดับต่ำสุดที่ 58 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ก่อนจะกลับมาปรับตัวสูงขึ้นเมื่ออุปสงค์เริ่มฟื้นตัวและการขนส่งระหว่างประเทศได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านอุปทาน ผู้ซื้อในสหรัฐฯ ได้เร่งลงทุนในธุรกิจรีไซเคิลอะลูมิเนียมเพื่อเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบ นาย Subodh Das ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทที่ปรึกษาอุตสาหกรรม Phinix เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้ลงทุนในอุตสาหกรรมรีไซเคิลอะลูมิเนียมแล้วกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีศักยภาพเพิ่มกำลังการผลิตอะลูมิเนียมรีไซเคิลจาก 3 ล้านตันในปี 2025 เป็น 4 ล้านตันในปีนี้

อย่างไรก็ตาม เขามองว่าสหรัฐฯ ยังสามารถเพิ่มปริมาณวัตถุดิบได้อีกมาก หากลดการนำเศษโลหะไปฝังกลบ โดยปัจจุบันมีเศษอะลูมิเนียมประมาณ 1.5 ล้านตันถูกฝังกลบทุกปี และอีก 1.5 ล้านตันถูกส่งออกไปต่างประเทศ

นอกจากนี้ การเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่กำลังได้รับการสนับสนุน ล่าสุด บริษัท Emirates Global Aluminium และ Century Aluminum ได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อสร้างโรงงานผลิตอะลูมิเนียมในรัฐโอคลาโฮมา คาดว่าจะมีกำลังการผลิต 750,000 ตันต่อปี ซึ่งเกือบเท่าตัวของกำลังการผลิตภายในประเทศในปัจจุบัน

นาย Das ยังระบุว่า แม้สงครามจะสร้างความไม่แน่นอน แต่สหรัฐฯ ยังมีอะลูมิเนียมสำรองจากการฝังกลบสูงถึง 120 ล้านตัน ส่วนใหญ่เป็นกระป๋องเครื่องดื่มใช้แล้ว ซึ่งสามารถนำกลับมารีไซเคิลและใช้ประโยชน์ได้ หากวิกฤตด้านอุปทานยืดเยื้อ

ศาสตราจารย์ Alan Taub จากศูนย์วิจัยยานยนต์ไฟฟ้า มหาวิทยาลัยมิชิแกน เห็นว่า การเพิ่มการรีไซเคิลอะลูมิเนียมมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่ราคารถยนต์ในสหรัฐฯ สูงเกิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคันโดยเฉลี่ย

แม้อุตสาหกรรมจะสามารถปรับตัวผ่านการเพิ่มกำลังการผลิตหรือปรับรูปแบบการใช้วัสดุได้ในระยะยาว แต่ต้นทุนชิ้นส่วนที่ใช้อะลูมิเนียมยังคงเพิ่มขึ้นอย่างมาก การเพิ่มสัดส่วนการใช้เศษอะลูมิเนียมรีไซเคิลจะช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดต้นทุนการผลิตโดยรวม

อย่างไรก็ตาม การรีไซเคิลยังมีข้อจำกัดด้านคุณภาพวัสดุ เนื่องจากเศษอะลูมิเนียมจากรถยนต์มักปนเปื้อนเหล็กจากสลักเกลียวหรือชิ้นส่วนโครงสร้าง ซึ่งอาจส่งผลต่อความแข็งแรงของผลิตภัณฑ์ที่ได้ ทำให้อุตสาหกรรมกำลังเร่งพัฒนาโลหะผสมชนิดใหม่ที่สามารถรองรับการปนเปื้อนของเหล็กได้ดีขึ้น โดยใช้ส่วนผสมของแมงกานีสและแมกนีเซียมเพื่อรักษาคุณสมบัติของวัสดุ

โดยสรุป วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนอะลูมิเนียมที่เกิดขึ้นอยู่แล้วจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ส่งผลให้ราคาและต้นทุนการผลิตทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่การรีไซเคิลและการเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศกำลังกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญในการรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาดอะลูมิเนียมโลกในระยะต่อไป

ข้อเสนอแนะต่อผู้ประกอบการไทย

ในปี 2024 ไทยส่งออกสินค้าอะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมไปยังสหรัฐฯ มูลค่า 517.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าหลัก ได้แก่ อะลูมิเนียมฟอยล์ แผ่นอะลูมิเนียม และเครื่องใช้ในครัวเรือนจากอะลูมิเนียม จึงเป็นกลุ่มสินค้าที่ควรติดตามผลกระทบจากภาวะขาดแคลนอุปทานและความผันผวนของราคาอะลูมิเนียมในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด

ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า และอากาศยาน ควรติดตามสถานการณ์ราคาวัตถุดิบและต้นทุนโลจิสติกส์อย่างใกล้ชิด พร้อมพิจารณากระจายแหล่งจัดซื้อเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาซัพพลายเออร์รายใดรายหนึ่ง นอกจากนี้ ควรเพิ่มการใช้วัสดุอะลูมิเนียมรีไซเคิลและพัฒนาแนวทางบริหารจัดการเศษวัสดุภายในองค์กร เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาดโลก

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก 

ข้อมูลอ้างอิง   Wall Street Journal

 

Share :
Instagram