
s ภาพรวมเศรษฐกิจ s
เศรษฐกิจของประเทศชิลีประจำเดือนมกราคม 2569 ในภาพรวม GDP ปรับลดลง -0.5% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า การบริโภคภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยที่ -0.9% ด้านอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศปรับลดลงมากที่สุดในรอบ 6 ปี โดยอยู่ที่ระดับ 2.8% ในขณะที่อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 8.3% การนำเข้าโดยรวมของชิลีลดลง -3.1% ในขณะที่การส่งออกเพิ่มขึ้นที่ 8.7% โดยสินค้ากลุ่มสินแร่และทองแดงซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักขยายตัวจากปีก่อนหน้า 12.4% รวมมูลค่า 5.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยได้ปัจจัยสนับสนุนจากราคาทองแดงในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 ทั้งนี้ในเดือน มกราคม 2569 ชิลีมีมูลค่าการค้ารวมกับไทยกว่า 124.8 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีการนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 14.6% รวมมูลค่า 55.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ในส่วนของรายละเอียดในแต่ละด้านประจำเดือนมกราคม 2569 สคต. ณ กรุงซันติอาโก ขอสรุปรายละเอียด ดังนี้
1. การบริโภคภาคเอกชน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี )
การบริโภคภาคเอกชนของชิลีประจำเดือนมกราคม 2569 ในภาพรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ -0.9% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
การบริโภคภาคเอกชนของชาวชิลีในภาพรวมชะลอตัวลงเล็กน้อยหลังจากช่วงเทศกาลปีใหม่ ทั้งนี้หมวดสินค้าที่มีการขยายตัวสูงที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ หมวดเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย หมวดยารักษาโรค-ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย และหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเพิ่มขึ้น 5.6%, 5.0% และ 5.0% ตามลำดับ
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนมกราคม 2568
ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าจากระดับ 43.3 มาอยู่ที่ 49.4 เพิ่มขึ้น 14.1%
2.การลงทุน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://www.bcentral.cl/)
บรรยากาศการลงทุนในภาครัฐและเอกชนของชิลีประจำเดือนมกราคม 2569 ในภาพรวมปรับตัวลดลง -17.1% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนจากตัวเลขการขออนุญาตก่อสร้าง (คิดเป็นตารางเมตร) ลดลงจาก 8.2 ล้านตารางเมตร มาอยู่ที่ 6.8 แสนตารางเมตร โดยปัจจัยหลักมาจากการก่อสร้างของภาครัฐ ที่ลดลง -27.9% สอดคล้องกับตัวเลขการนำเข้าเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง ที่ลดลง -9.0% เช่นกัน
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจโดยรวมประจำเดือนมกราคม 2568 ปรับระดับจาก 46.5 มาอยู่ที่ 52.1 เพิ่มขึ้น 12.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยภาคธุรกิจที่มีดัชนีความเชื่อมั่นสูงที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ (1) ภาคธุรกิจเหมืองแร่ (2) ภาคการค้า และ (3) ภาคการผลิต โดยอยู่ที่ 63.9, 57.6 และ 47.5 ตามลำดับ
3. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://si3.bcentral.cl และสำนักงานสถิติแห่งชาติของชิลี https://www.ine.gob.cl)
อัตราการว่างงานของประเทศชิลีในเดือนมกราคม 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 8.3% ของจำนวนผู้ใช้แรงงานทั้งหมดในประเทศ หากพิจารณาแยกตามเขตการปกครอง แคว้นที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดคือ แคว้นบิโอบิโอที่ 9.7% และแคว้นที่มีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดคือ แคว้นไอเซน ที่ 4.1%

อัตราเงินเฟ้อของประเทศชิลีในเดือนมกราคม 2569 ปรับลดลงมากที่สุดในรอบ 6 ปี โดยอยู่ที่ 2.8% ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินเฟ้อของชิลีชะลอตัวคือ ค่าเงินเปโซที่แข็งค่าขึ้นทำให้ต้นทุนการนำเข้าลดลง ประกอบกับราคาน้ำมันและพลังงานในเดือนมกราคม 2569 ที่ลดลง -3.3% และ -1.4% ตามลำดับ ทั้งนี้ นโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางชิลี ในการควบคุมเงินเฟ้อ ได้ผลลัพธ์เกินกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ที่ 3%

4. การส่งออก-นำเข้า (ข้อมูลจากกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศของชิลี SUBREI – www.subrei.gob.cl)
การส่งออกสินค้าของชิลีในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่ารวมที่ 10,680 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.7% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่
สินค้า | ม.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ) | ขยายตัว (68/69) | |
ปี 2568 | ปี 2569 | ||
สินแร่ | 4,945 | 5,558 | 12.4% |
ผลไม้ | 1,919 | 1,771 | -7.7% |
เคมีภัณฑ์ | 856 | 862 | 0.7% |
ปลาแซลมอน | 623 | 703 | 12.8% |
เยื่อกระดาษ | 396 | 332 | -16.2% |
เครื่องจักรและส่วนประกอบ | 190 | 236 | 24.2% |
ไม้และเฟอร์นิเจอร์ไม้ | 181 | 157 | -13.3% |
การนำเข้าของชิลีในเดือน มกราคม 2569 มีมูลค่ารวมที่ 6,869 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -3.1% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่
สินค้า | ม.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ) | ขยายตัว (68/69) | |
ปี 2568 | ปี 2569 | ||
สินค้าหมวดพลังงาน | 1,213 | 872 | -28.1% |
สินค้าอุปโภคบริโภค | 2,129 | 2,052 | -3.6% |
สินค้าทุน | 1,527 | 1,702 | 11.5% |
-รถยนต์เชิงพาณิชย์ | 208 | 204 | -1.9% |
-เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมก่อสร้าง | 188 | 171 | -9.0% |
จากตัวเลขการส่งออกของชิลีที่สูงกว่าตัวเลขการนำเข้า ทำให้ชิลีได้ดุลการค้าจำนวน 3,811 ล้านเหรียญสหรัฐ
5. การค้าของชิลีกับไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน (ข้อมูลสถิติทางการค้าจาก Global Trade Atlas)
ชิลีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 55.75 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 14.58% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) ซึ่งสินค้าที่นำเข้าจากไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
รถยนต์และส่วนประกอบ (23.84 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 39.81%)
เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (11.03 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.22%)
ปลากระป๋อง (3.60 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.68%)
เครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า (3.60 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.47%)
ผักและผลไม้กระป๋อง (2.10 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.67%)
สำหรับตัวเลขการนำเข้าของชิลีจากกลุ่มประเทศอาเซียน ใน 5 อันดับแรก ได้แก่
ชิลีนำเข้าจากเวียดนาม 99.57 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -21.69%)
ชิลีนำเข้าจากไทย 55.75 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 14.58%)
ชิลีนำเข้าจากอินโดนีเซีย 38.38 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -0.89%)
ชิลีนำเข้าจากมาเลเซีย 17.32 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -8.15%)
ชิลีนำเข้าจากสิงคโปร์ 7.23 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -22.64%)
ชิลีส่งออกสินค้าไปยังประเทศไทยในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 69.09 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 5.66% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) ซึ่งสินค้าที่ส่งออกไปยังไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
ทองแดง (27.78 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.49%)
สินแร่อื่น ๆ (18.07 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 227.36%)
แซลมอนและอาหารทะเล (10.35 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -22.36%)
ผลไม้และผลิตภัณฑ์ธัญพืช (5.91 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -24.90%)
เยื่อกระดาษ (3.06 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -68.97%)
สำหรับตัวเลขการส่งออกของชิลีไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน ใน 5 อันดับแรก ได้แก่
ชิลีส่งออกไปยังไทย 69.09 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 5.66%)
ชิลีส่งออกไปยังเวียดนาม 38.02 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -2.30%)
ชิลีส่งออกไปยังอินโดนีเซีย 10.27 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 44.29%)
ชิลีส่งออกไปยังสิงคโปร์ 8.42 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 13.57%)
ชิลีส่งออกไปยังกัมพูชา 7.42 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 6.21%)
มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทย-ชิลี ในเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 124.84 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 9.47%) โดยชิลีส่งออกสินค้ามายังไทย มากกว่านำเข้าจากไทยทำให้ชิลีเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าที่ 13.34 ล้านเหรียญสหรัฐ