
สหภาพยุโรปเดินหน้ามาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ “มาตรการปรับระดับคาร์บอนตามพรมแดน” เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมยุโรปตามนโยบาย European Green Deal โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้า 6 ประเภท ได้แก่ 1) เหล็กและเหล็กกล้า 2) อะลูมิเนียม 3) ปุ๋ย 4) ซีเมนต์ 5) พลังงาน และ 6) ไฮโดรเจน รวมถึงสินค้าปลายน้ำอย่างน็อตและสกรูที่ทำจากเหล็ก และสายเคเบิลที่ทำจากอะลูมิเนียม ต้องซื้อใบรับรองคาร์บอน (CBAM certificates) จากหน่วยงานที่กำกับดูแลในประเทศนั้นๆ
สำหรับประเทศออสเตรียหน่วยงานที่ทำหน้าที่ออกใบรับรองคาร์บอนคือกระทรวงการคลังออสเตรีย (Bundesministerium für Finanzen: BMF) ซึ่งจะเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงเรื่องการตรวจสอบ การอนุมัติการลงทะเบียน การกำกับดูแลและจัดเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนผ่านระบบศุลกากร โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2566 ที่ผ่านมา ทั้งนี้สหภาพยุโรปได้กำหนดการเข้าสู่ระบบ CBAM ไว้ 3 ช่วงเวลา ดังนี้
ช่วงที่ 1) ช่วงการเปลี่ยนผ่าน (Transitional Period) ระหว่าง 1 ตุลาคม 2566 ถึง 31 ธันวาคม 2568 ผู้นำเข้าต้องเปิดเผยปริมาณคาร์บอนที่ฝังอยู่ในสินค้า แต่ยังไม่จำเป็นต้องมีการซื้อใบรับรองคาร์บอน
ช่วงที่ 2) ช่วงการบังคับใช้จริงบางส่วน (Definitive Period)ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2576 ในช่วงเวลานี้เฉพาะผู้ที่ยื่นแบบแสดงรายการ CBAM ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นจึงจะสามารถนำเข้าสินค้าเข้าสู่สหภาพยุโรปได้ อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลานี้สหภาพยุโรปยังแจกสิทธิการปล่อยคาร์บอนฟรี (Free Allocation) ให้แก่โรงงานหรือกิจการบางประเภทโดยไม่ต้องซื้อสิทธิเองเพื่อลดผลกระทบต้นทุนและป้องกันการย้ายฐานการผลิตออกนอกสหภาพยุโรป แต่สิทธินี้จะถูกยกเลิกทั้งหมดเมื่อเข้าสู่ช่วงการใช้ CBAM เต็มรูปแบบ (Fully Effective Period)
ช่วงที่ 3) ช่วงการบังคับใช้ CBAM อย่างเต็มรูปแบบ (Fully Effective Period) ซึ่งจะเริ่ม ตั้งแต่ 1 มกราคม 2577 เป็นต้นไป โดยผู้ผลิตภายในสหภาพยุโรปและผู้นำเข้าสินค้าดังกล่าวข้างต้นจะต้องจ่ายค่าคาร์บอนตามปริมาณการปล่อยจริงทั้งหมด
ทั้งนี้ ข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมออสเตรียคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ของออสเตรียมีความเสี่ยงที่จะลดลงหรือมีอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลงได้
ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นสำนักงานฯ
สำหรับผู้ประกอบการไทย มาตรการ CBAM จะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการส่งออก เนื่องจากสินค้าดังกล่าวต้องรับภาระค่าใบรับรองคาร์บอนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันโครงสร้างการแข่งขันในตลาดยุโรปจะมีการปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งห่วงโซ่อุปทานจะเผชิญความเข้มงวดมากขึ้นจากการกำหนดให้ต้องปรับกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปเพิ่มเติมด้วย ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีสะอาดที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำจะได้เปรียบในการรักษาความสามารถในการแข่งขันทางราคา
ผู้ประกอบการไทยที่ทำการค้าระหว่างประเทศจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ CBAM อาจถูกมองว่าเป็นอุปสรรคทางการค้า หากในขณะเดียวกันก็ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยใช้ยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับเทรนด์ความต้องการของตลาดโลกได้ หากดำเนินการเชิงรุกและวางแผนระยะยาวได้ทันเวลา จะช่วยให้ไทยยังคงรักษาตลาดส่งออกที่มีศักยภาพนี้ได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (Thailand Greenhouse Gas Management Organization: TGO) เป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และเป็นหน่วยงานหลักด้านการออกใบรับรองปริมาณคาร์บอนของสินค้าและองค์กรตามมาตรฐานสากล อีกทั้งยังสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำผ่านการอบรมและให้คำปรึกษาเพื่อพัฒนากรอบการลดคาร์บอนที่เหมาะสมสำหรับอุตสาหกรรมส่งออกต่างๆ ผู้ส่งออกควรพิจารณาติดตามความเคลื่อนไหวและโอกาสในการปรับตัวจาก TGO เพื่อการปรับตัวให้เท่าทันและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา
สิงหาคม 2568
แหล่งที่มา:
https://insightplus.bakermckenzie.com/
เครดิตภาพ: https://carbonwise.co/