
ตลาดส่งออกรถยนต์ของจีนในไตรมาสแรกของปี 2026 มีมูลค่าการส่งออกถึง 1.81 ล้านคัน เติบโตกว่าร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และแซงหน้าญี่ปุ่นกลายเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยรถยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 40 ของยอดการส่งออกทั้งหมด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้ ส่งผลให้จีนขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์โลก
ภาพรวมการส่งออกอุตสาหกรรมรถยนต์ของจีนแต่ละไตรมาสในปี 2024-2026

ที่มา:https://baijiahao.baidu.com/s?id=1862605330230039059&wfr=spider&for=pc
ตามข้อมูลจากสมาคมการค้ารถยนต์ผู้โดยสารจีน China Passenger Car Association หรือ CPCA (中国乘联会) ในช่วงสองเดือนแรกของปี 2026 การส่งออกรถยนต์จีนมีการเติบโตอย่างโดดเด่น โดยมียอดส่งออกทั้งหมด 1.55 ล้านคัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 61 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และยานยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) มียอดส่งออก 670,000 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 88 คิดเป็นร้อยละ 43 ของยอดส่งออกทั้งหมด ในเดือนมีนาคมการส่งออกยังคงเติบโตแข็งแกร่งโดย Chery Group (奇瑞集团) ส่งออก 148,800 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 72 และทำลายสถิติยอดส่งออกเดือนเดียวสูงสุดของแบรนด์จีน โดยในไตรมาสแรก Chery Group ส่งออก 393,300 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 53.9 และทำให้ยอดส่งออกเกิน 100,000 คัน ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11 ในขณะที่ รัสเซีย บราซิล และตะวันออกกลาง ยังคงเป็นตลาดหลักที่มีการเติบโตสูง ส่วนตลาดยุโรปเติบโตขึ้นร้อยละ 250 การส่งออกของจีนในปี 2026 ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) การขยายตลาดไปยังรัสเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบราซิล โดยเฉพาะบราซิลที่มีการเติบโตสูงถึง 3.8 เท่า 2) การเพิ่มสัดส่วนรถยนต์ พรีเมียมที่มียอดส่งออกเกินร้อยละ 35 และมีราคาขายที่เทียบเท่ากับแบรนด์ระดับโลก อาทิ Toyota, Volkswagen และ 3) การพัฒนาอุตสาหกรรมรถแบบครบวงจร โดย CHERY, BYD และ SAIC ได้ตั้งฐานการผลิตในต่างประเทศและขยายการผลิตชิ้นส่วนในท้องถิ่น เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าและเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการดำเนินงานในตลาดโลก
ตารางแสดงมูลค่าและสัดส่วนตลาดส่งออกที่สำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ของจีน
(HS Code: 87) ในช่วงเดือน มกราคม – มีนาคม ปี 2024 – 2026

จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่า มูลค่าการส่งออกรถยนต์ (HS Code: 87) ของจีนโดยรวมในช่วงเดือนมกราคม–มีนาคมเติบโตอย่างชัดเจน โดยมูลค่าการส่งออกในไตรมาสแรกของปี 2026 ขยายตัวถึงร้อยละ 35 เพิ่มจาก 507.08 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1,773,780ล้านบาท) ในปี 2025 เป็น 684.57 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2,398,995 ล้านบาท) โดยตลาดหลัก 5 อันดับแรกในปี ได้แก่ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย บราซิล อังกฤษ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะยังคงเป็นตลาดหลักอันดับ 1 แต่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องทั้งมูลค่าและสัดส่วนตลาด ขณะที่รัสเซีย บราซิล และอังกฤษมีการเติบโตโดดเด่น โดยเฉพาะบราซิลที่มีอัตราการขยายตัวสูงที่สุดถึงร้อยละ 116.03 ด้วยมูลค่าการส่งออก 14.20 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 49,700 ล้านบาท) ในปี 2025 เพิ่มขึ้นเป็น 30.69 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 107,415 ล้านบาท) ในปี 2026 คิดเป็นร้อยละ 116.03 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งมีสาเหตุหลักจากความต้องการรถยนต์ในตลาดเกิดใหม่ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาที่แข่งขันได้ของรถยนต์จีน โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการขยายการลงทุนและการทำตลาดของแบรนด์จีนในบราซิลมากขึ้น ในทางกลับกัน เม็กซิโกเป็นตลาดที่ซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากเป็นฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของอเมริกาเหนือ อีกทั้งข้อตกลงการค้าในภูมิภาค อย่างข้อตกลงสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา (United States Mexico Canada Agreement: USMCA) ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ภายในภูมิภาคมากกว่าการนำเข้า นอกจากนี้ ประเทศอื่นๆ อาทิ เยอรมนี เบลเยียม และออสเตรเลีย มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยภาพรวมสะท้อนว่าการส่งออกรถยนต์จีนกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการกระจายตลาดไปยังหลายประเทศ
บริษัทผู้ส่งออกรถยนต์ 10 อันดับแรกของจีนเดือนมกราคม – มีนาคม ปี2026

ในไตรมาสแรกปี 2026 บริษัทผู้ส่งออกรถยนต์ 10 อันดับแรกเติบโตอย่างน่าจับตามอง โดย CHERY, BYD และ SAIC ครองอันดับต้นๆ ด้วยยอดส่งออก 391,300, 321,000, และ 299,000 คัน ตามลำดับ การขยายธุรกิจของผู้ผลิตรถยนต์จีนไม่เพียงแต่ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป แต่ยังรวมถึงการผลิต (Completely Knocked Down: CKD) ซึ่งเป็นกระบวนการประกอบรถยนต์จากชิ้นส่วนที่นำเข้ามาจากต่างประเทศและประกอบในท้องถิ่น ช่วยลดภาษีและค่าใช้จ่ายในการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป นอกจากนี้ยังมีการขยายบริการในท้องถิ่นและความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานกับผู้ผลิตชิ้นส่วน บริษัทโลจิสติกส์ และตัวแทนจำหน่าย ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ โดยการขยายธุรกิจไปต่างประเทศช่วยยกระดับแบรนด์จีนและเพิ่มการยอมรับในตลาดโลก

ที่มา:https://image.baidu.com/
ในส่วนของตลาดรถยนต์ภายในประเทศนั้น พบว่านโยบายกระตุ้นการซื้อรถยนต์ภายในประเทศของรัฐบาลเป็นปัจจัยสำคัญต่อการซื้อรถยนต์ โดยข้อมูลจากสมาคมการค้ารถยนต์ผู้โดยสารจีนแสดงให้เห็นว่าไตรมาสแรกของปี 2026 ยอดขายรถยนต์ในจีนมีจำนวน 4.226 ล้านคัน ลดลงร้อยละ 17.4 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในจำนวนนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 1.908 ล้านคัน ซึ่งมีอัตราหดตัวใกล้เคียงกันคือร้อยละ 21.1 โดยสาเหตุหลักที่กำลังซื้อหดตัวลงอาจมาจากนโยบายลดภาษีและส่วนลดเงินสดของรัฐบาลจีนในปี 2025 ที่ทำให้ผู้บริโภคในจีนเร่งซื้อรถยนต์และส่งมอบรถในปีก่อนแล้ว อย่างไรก็ดี ในปี 2026 รัฐบาลจีนยังคงมีนโยบายกระตุ้นการซื้อรถยนต์ภายในประเทศ โดยมีนโยบายเก่าแลกใหม่และนโยบายลดภาษี ซึ่งมีสัดส่วนของส่วนลดลดลงกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย ประกอบกับตัวเลขการขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนมีนาคมกลับมาขยายตัวเล็กน้อย จึงต้องจับตามองตลาดรถยนต์ภายในประเทศต่อไป
ความเห็นสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน:
การส่งออกรถยนต์ของจีนในไตรมาสแรกปี 2026 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) ที่มีบทบาทสำคัญในการขยายตลาดต่างประเทศ การกระจายตลาดไปยังรัสเซีย บราซิล และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงการปรับกลยุทธ์ผลิตและสร้างเครือข่ายการจัดหาชิ้นส่วนในท้องถิ่น ช่วยให้จีนสามารถลดต้นทุนและเพิ่มการยอมรับในตลาดโลก ทั้งนี้ การขยายตัวของตลาดใหม่อย่างรัสเซีย บราซิลและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แสดงให้เห็นว่าจีนกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะหลังจากช่วงสงครามทางการค้าและการขึ้นภาษี โดยหันไปขยายตลาดในกลุ่มตลาดใหม่ที่มีประชากรมากและตลาดยังมีพื้นที่ให้ขยายตัว และรถยนต์ไฟฟ้าของจีนเองก็มีข้อได้เปรียบในเรื่องราคาและเทคโนโลยีที่คุ้มค่า นอกจากนี้ ยังเป็นการปูทางเพื่อนำไปสู่การตั้งโรงงานและการร่วมทุนในประเทศปลายทาง ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศเหล่านี้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้าของจีนในอนาคต
มณฑลฝูเจี้ยนและเจียงซีมีบทบาทในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) ของจีนเช่นกัน โดยเฉพาะในด้านการผลิตและการส่งออก มณฑลฝูเจี้ยนเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ โดยมีสัดส่วนการส่งออกคิดเป็นกว่าร้อยละ 20 ของการขายรถยนต์ทั้งหมดในมณฑล โดยไตรมาสแรกในปี 2026 มีมูลค่าการส่งออก 1,297 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 6,096 ล้านบาท) เติบโตร้อยละ 16.07 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 1.90 ของการส่งออกทั้งหมดของจีน และคาดว่าจะเติบโตได้อีกตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดต่างประเทศ ส่วนมณฑลเจียงซี ในไตรมาสแรกปี 2026 มีมูลค่าการส่งออก 1,179 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 5,543 ล้านบาท) เติบโตร้อยละ 68.05 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 1.72 ของการส่งออกทั้งหมดของจีน ซึ่งการส่งออกจากทั้งสองมณฑลสะท้อนถึงการเข้ามามีส่วนร่วมที่สำคัญในห่วงโซ่อุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่ของจีน โดยได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดต่างประเทศและมีแนวโน้มขยายตัวต่อไป
ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้แนวทางการเติบโตของอุตสาหกรรม NEVs ของจีนเป็นกรณีศึกษา เพื่อปรับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ให้เข้าสู่ระบบพลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยี การผลิต การพัฒนาชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่ ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ และซอฟต์แวร์ยานยนต์ พร้อมทั้งการสร้างความร่วมมือกับผู้ผลิตและแพลตฟอร์ม EV เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า และสร้างความแข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน
https://baijiahao.baidu.com/
https://baijiahao.baidu.com/s?id=1862539774791447043&wfr=spider&for=pc
https://baijiahao.baidu.com/s?id=1862605330230039059&wfr=spider&for=pc
https://www.sgpjbg.com.cn/baogao/1192024.html?bd_vid=7843552907631442476
https://www.chinairn.com/hyzx/20260410/174415334.shtml
เรียบเรียงโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน
22 เมษายน 2569