

เนื้อข่าว
ข้อเสนอของสหรัฐอเมริกาในการจัดเก็บอัตราภาษีนำเข้าเพิ่มเติมสูงสุดร้อยละ 12.5 ต่อสินค้านำเข้าจากหลายประเทศ รวมถึงเวียดนาม กำลังสร้างความกังวลต่อภาคการส่งออกของเวียดนามอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (United States Trade Representative: USTR) ประกาศผลการไต่สวนตามมาตรา 301 (Section 301) แห่งกฎหมายการค้าสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 1974 (Trade Act of 1974) ในประเด็นการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) โดยหอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม (Vietnam Chamber of Commerce and Industry: VCCI) ประเมินว่า มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกเวียดนามในตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่มีความสำคัญสูงสุดของประเทศ และอาจสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมส่งออกหลักของเวียดนามในระยะต่อไป

ตามข้อมูลจากสำนักงานองค์การการค้าโลกและการบูรณาการระหว่างประเทศ (World Trade Organization and Integration Office) สังกัดคณะกรรมการกฎหมายของ VCCI ระบุว่า เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 USTR ได้เผยแพร่ผลการไต่สวนอย่างเป็นทางการ โดยจัดให้เวียดนามอยู่ในกลุ่ม 54 เขตเศรษฐกิจที่ยังมิได้กำหนดข้อห้ามทางกฎหมายและยังมิได้บังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ (Not Enacted and Not Effectively Enforced) สำหรับการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ ซึ่งสหรัฐอเมริกาประเมินว่ามีข้อบกพร่องในทางปฏิบัติสูงกว่ากลุ่มประเทศหรือเขตเศรษฐกิจอีก 6 แห่ง ได้แก่ แคนาดา เอกวาดอร์ สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย เม็กซิโก และปากีสถาน ซึ่งแม้จะถูกวิจารณ์ในเรื่องประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย แต่ได้มีการกำหนดข้อห้ามหรือมีพันธกรณีภายใต้ความตกลงการค้ากับสหรัฐอเมริกาแล้ว
แม้ว่าผลการไต่สวนดังกล่าวจะได้รับทราบคำชี้แจงของเวียดนามที่ยื่นต่อ USTR เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 เกี่ยวกับความพยายามในการป้องกันและขจัดการใช้แรงงานบังคับ แต่ VCCI ระบุว่า ฝ่ายสหรัฐอเมริกายังคงเห็นว่า เวียดนามยังมิได้บัญญัติข้อห้ามโดยตรงเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับไว้ในกฎหมายภายในประเทศ โดยภายใต้ระบบกฎหมายของเวียดนาม แม้จะมีกฎหมายแรงงาน (Labor Code) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการค้ามนุษย์และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แต่ยังไม่มีบทบัญญัติเฉพาะ ที่กำหนดห้ามการนำเข้าสินค้าประเภทดังกล่าวโดยตรง ด้วยเหตุนี้ สหรัฐอเมริกาจึงเห็นว่านโยบายของเวียดนามยังไม่เพียงพอในการป้องกันการค้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ และอาจก่อให้เกิดภาระแก่การค้าของสหรัฐฯ อันเป็นเหตุให้สามารถใช้มาตรการลงโทษภายใต้มาตรา 301 (Section 301(b)) ได้
ในส่วนของมาตรการเยียวยา (Remedial Measures) USTR ได้เสนอให้มีการกำหนดอัตราภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในลักษณะสองระดับ (Two-Tier Structure) โดยอัตราร้อยละ 10 จะใช้กับประเทศหรือเขตเศรษฐกิจที่ได้กำหนดข้อห้ามดังกล่าวไว้ในกฎหมายภายในประเทศ หรือมีพันธกรณีตามความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Reciprocal Trade Agreements) หรือมีมาตรการควบคุมในบางส่วนแล้ว ขณะที่อัตราร้อยละ 12.5 จะใช้กับประเทศหรือเขตเศรษฐกิจที่เหลือทั้งหมด รวมถึงเวียดนาม อย่างไรก็ดี สหรัฐอเมริกามีแนวโน้มที่จะกำหนดกลไกพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม โดยจะให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีตามมาตรา 301 แก่สินค้าในปริมาณที่กำหนด หากมีการใช้ฝ้ายดิบ (Raw Cotton) และวัตถุดิบสิ่งทอที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาในสัดส่วนที่กำหนด
VCCI ประเมินว่า มาตรการดังกล่าวจะสร้างผลกระทบในระดับมหภาคต่อเศรษฐกิจเวียดนามอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในอัตราร้อยละ 12.5 จะลดขีดความสามารถในการแข่งขัน และกระทบต่ออัตรากำไรของอุตสาหกรรมส่งออกหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า ผลิตภัณฑ์ไม้ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารทะเล นอกจากนี้ รายงานของ USTR ยังได้ระบุถึงห่วงโซ่อุปทานที่มีความอ่อนไหวสูงจำนวน 2 สาขา ได้แก่ ฝ้ายดิบ และโพลีซิลิคอน (Polysilicon) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cells) โดยมองว่าห่วงโซ่อุปทานดังกล่าวอาจเป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงมาตรการลงโทษทางการค้า ส่งผลให้ความเสี่ยงเชิงระบบของภาคการผลิตและการส่งออกของเวียดนามมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม VCCI เห็นว่า มาตรการทั้งหมดข้างต้นยังอยู่ในขั้นตอนของร่างข้อเสนอภายใต้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะของคณะกรรมการมาตรา 301 (Section 301 Committee) และยังมิใช่ข้อกำหนดขั้นสุดท้ายที่มีผลบังคับใช้ โดยตามกรอบเวลาของ USTR กำหนดให้วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เป็นวันสิ้นสุดการยื่นคำแถลง (Statement) และวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เป็นวันสิ้นสุดการยื่นข้อคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษร (Written Comments) ก่อนที่จะมีการจัดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ VCCI เห็นว่า การที่หน่วยงานภาครัฐของเวียดนามได้เข้าร่วมการหารือและกระบวนการรับฟังความคิดเห็นมาโดยตลอด สะท้อนให้เห็นว่าเวียดนามยังคงมีพื้นที่สำหรับการเจรจาเชิงยุทธศาสตร์เพื่อชี้แจงจุดยืนและผลักดันให้มีการทบทวนหรือปรับปรุงมาตรการดังกล่าว
จากโครงสร้างการกำหนดอัตราภาษีแบบแบ่งระดับของสหรัฐอเมริกา VCCI เสนอว่า ในระยะยาวเวียดนามควรเร่งศึกษาการปรับปรุงกรอบกฎหมายภายในประเทศให้มีบทบัญญัติห้ามการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับอย่างชัดเจน หรือผลักดันให้มีการบรรจุประเด็นดังกล่าวไว้ในการเจรจาความตกลงการค้าทวิภาคี เพื่อสร้างฐานทางกฎหมายที่เข้มแข็งสำหรับการเจรจาขอปรับสถานะของเวียดนามจากกลุ่มที่ถูกจัดเก็บภาษีร้อยละ 12.5 ไปอยู่ในกลุ่มที่ถูกจัดเก็บภาษีร้อยละ 10 อันจะช่วยลดผลกระทบต่อภาคการส่งออกของประเทศในระยะยาว
พร้อมกันนี้ VCCI เน้นย้ำว่า ช่วงเวลาตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ถือเป็นระยะเวลาสำคัญอย่างยิ่ง โดยหน่วยงานบริหารจัดการภาครัฐ สมาคมอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการส่งออก ควรเร่งจัดเตรียมข้อมูล ยื่นข้อคิดเห็น และลงทะเบียนเข้าร่วมการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ เพื่อผลักดันให้สหรัฐอเมริกาขยายบัญชีรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี (Appendix A) ให้ครอบคลุมสินค้าส่งออกสำคัญของเวียดนาม ตลอดจนชี้แจงให้เห็นถึงความพยายามอย่างเป็นรูปธรรมของเวียดนามในการป้องกันและปราบปรามการใช้แรงงานบังคับ
ในมิติของการบริหารจัดการภายในประเทศ VCCI ยังเสนอแนะให้ภาคธุรกิจเร่งทบทวนห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด และพัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ เพื่อขจัดปัจจัยเสี่ยงที่อาจเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาของสหรัฐอเมริกา โดยในฐานะองค์กรผู้แทนและคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของภาคธุรกิจ VCCI ยืนยันว่าจะดำเนินการรวบรวม สังเคราะห์ และวิเคราะห์ข้อมูลผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงจากผู้ประกอบการสมาชิก เพื่อใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical Data) ในการจัดทำข้อเสนอแนะอย่างเป็นทางการต่อ USTR ก่อนครบกำหนดในวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบหรือมีข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ให้ติดต่อประสานงานกับ VCCI โดยเร็ว เพื่อให้สามารถดำเนินการผลักดันเชิงนโยบายและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าสัญชาติเวียดนามในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(แหล่งที่มา https://vneconomy.vn/ ฉบับวันที่ 4 มิถุนายน 2569)
วิเคราะห์ผลกระทบ
การที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (United States Trade Representative: USTR) ประกาศผลการสอบสวนเบื้องต้นภายใต้มาตรา 301 (Section 301) ของกฎหมายการค้าสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 1974 (Trade Act of 1974) เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 และเสนอให้จัดเก็บอัตราภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในอัตราร้อยละ 10–12.5 ต่อสินค้าจาก 60 ประเทศและเขตเศรษฐกิจที่ถูกมองว่ายังมีมาตรการป้องกันและควบคุมการค้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ (Forced Labor) ไม่เพียงพอ กำลังสร้างแรงกดดันรอบใหม่ต่อภาคการส่งออกของเวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเวียดนามถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่อาจเผชิญอัตราภาษีสูงสุดร้อยละ 12.5 ร่วมกับประเทศคู่ค้าสำคัญหลายแห่ง เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และไทย สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นมาตรฐานแรงงานและความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานกำลังกลายเป็นปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทต่อการกำหนดนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกามากขึ้น
ภายใต้ข้อเสนอของ USTR ประเทศหรือเขตเศรษฐกิจที่ได้กำหนดข้อห้ามทางกฎหมายเกี่ยวกับ การนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ หรือมีพันธกรณีภายใต้ความตกลงการค้ากับสหรัฐอเมริกา จะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 10 ขณะที่เวียดนามยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่อาจถูกจัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 12.5 เนื่องจากยังไม่มีบทบัญญัติเฉพาะที่ห้ามการนำเข้าสินค้าดังกล่าวโดยตรงภายใต้ระบบกฎหมายภายในประเทศ แม้ว่าจะมีกฎหมายแรงงานและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการค้ามนุษย์อยู่แล้วก็ตาม ความแตกต่างของอัตราภาษีดังกล่าวอาจส่งผลต่อการตัดสินใจจัดสรรคำสั่งซื้อของผู้นำเข้าสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งสำคัญของเวียดนามในหลายอุตสาหกรรม อาทิ บังกลาเทศ กัมพูชา มาเลเซีย และสหภาพยุโรป มีแนวโน้มได้รับภาระภาษีในระดับต่ำกว่า ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทิศทางการลงทุน การจัดหาสินค้า และการกระจายห่วงโซ่อุปทานในตลาดโลกในระยะต่อไป
อุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุดคืออุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งพึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกาในสัดส่วนประมาณร้อยละ 40 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และปัจจุบันเวียดนามได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกเครื่องนุ่งห่มรายใหญ่ที่สุดไปยังตลาดสหรัฐฯ โดยมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่าร้อยละ 20 อย่างไรก็ตาม หากประเทศคู่แข่งอย่างบังกลาเทศได้รับอัตราภาษีที่ต่ำกว่า ความได้เปรียบด้านราคาของเวียดนามอาจลดลง ส่งผลให้ผู้ซื้อระหว่างประเทศปรับเปลี่ยนแหล่งจัดหาสินค้าได้ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมรองเท้าและเครื่องหนัง ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญคิดเป็นกว่าร้อยละ 41 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ก็เผชิญความเสี่ยงในลักษณะเดียวกัน โดยการที่ทั้งสมาคมอุตสาหกรรมรองเท้าเวียดนาม (LEFASO) และสมาคมผู้ค้าปลีกและผู้จัดจำหน่ายรองเท้าของสหรัฐอเมริกา (Footwear Distributors and Retailers of America: FDRA) ออกมาแสดงความกังวล สะท้อนว่าผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ส่งออกเวียดนาม แต่ยังอาจเพิ่มต้นทุนและส่งผลต่อประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานในตลาดสหรัฐฯ ด้วย
ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ไม้ ซึ่งเวียดนามครองสถานะผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ และมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังเผชิญความเสี่ยงจากภาระทางการค้าที่ซ้อนทับกันหลายด้าน เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวอยู่ระหว่างการเผชิญมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping Measures) และมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Measures) จากสหรัฐอเมริกาอยู่แล้ว การเพิ่มภาษีภายใต้มาตรา 301 จึงอาจกลายเป็นต้นทุนเพิ่มเติมที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการเวียดนามในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมประมงและอาหารทะเลอาจอยู่ในระดับจำกัดมากกว่า เนื่องจากผู้ประกอบการจำนวนมากได้ทยอยกระจายตลาดส่งออกไปยังจีน และประเทศสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกแบบครอบคลุมและก้าวหน้า (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership: CPTPP) เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
แม้มาตรการดังกล่าวจะสร้างแรงกดดันต่อภาคการส่งออกของเวียดนาม แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวม ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคอาจไม่รุนแรงเท่าที่กังวลในระยะแรก เนื่องจากสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าสูงที่สุดของเวียดนามไปยังสหรัฐอเมริกา ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงหลายรายการ ได้รับการยกเว้นจากข้อเสนอการจัดเก็บภาษีในครั้งนี้ โดยสินค้ากลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของเวียดนามไปยังสหรัฐฯ จึงช่วยลดผลกระทบโดยตรงต่อรายได้จากการส่งออก ดุลการค้า และกระแสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม รายงานของ USTR ยังได้ระบุถึงห่วงโซ่อุปทานที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น ฝ้ายดิบ (Raw Cotton) และโพลีซิลิคอน (Polysilicon) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cells) สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าและความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานจะมีความเข้มงวดมากขึ้นในอนาคต
ในเชิงนโยบาย เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความท้าทายของเวียดนามไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นภาษีนำเข้าเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานการค้าและการกำกับดูแลสมัยใหม่ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งให้ความสำคัญกับประเด็นแรงงาน สิทธิมนุษยชน ความยั่งยืน และความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น ประกอบกับในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 USTR ได้เปิดการสอบสวนประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับเวียดนามเพิ่มเติม ทั้งด้านกำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) กลไกการบริหารจัดการการนำเข้า และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา จึงมีแนวโน้มว่าความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างเวียดนามกับสหรัฐอเมริกาจะเข้าสู่ระยะที่เน้นคุณภาพของระบบเศรษฐกิจมากกว่าการแข่งขันด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ ในระยะสั้น เวียดนามยังมีโอกาสใช้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะและการเจรจาทางการค้าก่อนการพิจารณาขั้นสุดท้ายของ USTR เพื่อผลักดันการขยายรายการสินค้าที่ยกเว้นภาษีหรือขอปรับลดอัตราภาษีสำหรับสินค้าส่งออกสำคัญ ขณะที่ในระยะยาว เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นแรงผลักดันให้เวียดนามเร่งปรับปรุงกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับของห่วงโซ่อุปทาน และยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลมากขึ้น อันจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของภาคการส่งออกเวียดนามในระยะยาว
นำเสนอแนะต่อผู้ส่งออกไทย
มาตรการภาษีนำเข้าเพิ่มเติมที่สหรัฐอเมริกาเสนอจัดเก็บภายใต้มาตรา 301 แม้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเวียดนาม แต่ก็มีนัยสำคัญต่อผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศไทยและในเวียดนาม เนื่องจากไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่อาจเผชิญอัตราภาษีสูงสุดในลักษณะเดียวกัน ขณะที่ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากมีฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับเวียดนาม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า ผลิตภัณฑ์ไม้ อาหารทะเล และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการค้าและความเข้มงวดด้านการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าอาจส่งผลให้คำสั่งซื้อจากตลาดสหรัฐอเมริกาชะลอตัว เกิดแรงกดดันต่ออัตรากำไร และเพิ่มต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ตลอดจนความเสี่ยงด้านการตรวจสอบย้อนกลับของห่วงโซ่อุปทานที่เข้มงวดมากขึ้น
ผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวโน้มการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานแรงงาน ความยั่งยืน และความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะกิจการที่ใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตหรือจัดหาวัตถุดิบ ควรดำเนินการทบทวนห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบและผู้ผลิตต้นทาง รวมถึงเตรียมเอกสารและหลักฐานที่สามารถยืนยันการปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานสากลได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ควรติดตามพัฒนาการของมาตรการทางการค้าสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด และประเมินความเสี่ยงด้านภาษี มาตรการที่มิใช่ภาษี และกฎระเบียบด้านสิทธิมนุษยชนที่มีแนวโน้มขยายตัวในอนาคต เพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนและการส่งออกให้เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวยังเปิดโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในสาขาที่เกี่ยวข้องกับระบบตรวจสอบย้อนกลับ เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการบริหารห่วงโซ่อุปทาน การรับรองมาตรฐานแรงงานและความยั่งยืน ตลอดจนการให้คำปรึกษาด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน หากเวียดนามเร่งปรับปรุงกรอบกฎหมายและยกระดับมาตรฐานการผลิตตามข้อเสนอของ VCCI ก็อาจก่อให้เกิดความต้องการลงทุนในเทคโนโลยี วัตถุดิบ และบริการสนับสนุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการไทยที่มีเครือข่ายธุรกิจในเวียดนามสามารถใช้เป็นโอกาสในการขยายความร่วมมือทางการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค เพื่อรองรับแนวโน้มการค้าที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว