
ตลาดสินค้าที่ได้รับการรับรอง Fairtrade ในลักเซมเบิร์กยังคงขยายตัวในเชิงมูลค่า โดยข้อมูลที่ Fairtrade Lëtzebuerg เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ระบุว่า ในปี 2568 สินค้า Fairtrade ที่จำหน่ายผ่านเครือข่ายพันธมิตรขององค์กรสร้างยอดขายรวมประมาณ 61.4 ล้านยูโร เพิ่มขึ้นจาก 57.2 ล้านยูโรในปี 2567 หรือร้อยละ 7.3 และสูงกว่าปี 2566 ซึ่งมีมูลค่า 52.3 ล้านยูโรประมาณร้อยละ 17 ภายในระยะเวลา 2 ปี สะท้อนให้เห็นว่าสินค้าที่ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมต่อผู้ผลิตและแรงงาน ตลอดจนการผลิตที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มีบทบาทในตลาดลักเซมเบิร์กมากขึ้น
การใช้จ่ายซื้อสินค้า Fairtrade เฉลี่ยอยู่ที่ 90 ยูโรต่อคนต่อปี ทำให้ลักเซมเบิร์กเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้จ่ายสินค้า Fairtrade ต่อประชากรสูงเมื่อเปรียบเทียบในระดับนานาชาติ และสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างชัดเจน ได้แก่ เยอรมนี 37 ยูโร เบลเยียม 29 ยูโร และฝรั่งเศส 22 ยูโรต่อคน แม้ยังต่ำกว่าสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 127 ยูโรต่อคนก็ตาม เมื่อพิจารณาว่าลักเซมเบิร์กมีประชากร 681,973 คน ตลาดจึงมีขนาดไม่ใหญ่ในเชิงจำนวนประชากร แต่มีมูลค่าการบริโภคต่อประชากรสูงและเปิดรับสินค้าที่มีมาตรฐานด้านความยั่งยืน
ในปี 2568 มีรายการสินค้าที่ได้รับการรับรอง Fairtrade อยู่ในตลาดลักเซมเบิร์กจำนวน 6,572 รายการ ครอบคลุมสินค้าที่จำหน่ายผ่านซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าเฉพาะทาง Boutiques du monde ช่องทางออนไลน์ สินค้าตามฤดูกาล และสินค้าสำหรับภาคธุรกิจ (B2B)
ในกลุ่มสินค้าอาหาร โกโก้และกล้วยเป็นสินค้าที่สะท้อนการขยายตัวของตลาดได้ชัดกว่าสินค้าเฉพาะกลุ่ม เนื่องจากมีปริมาณจำหน่ายค่อนข้างสูงและเชื่อมโยงกับการบริโภคในชีวิตประจำวัน โดยปี 2568 มีการจำหน่ายโกโก้ Fairtrade จำนวน 704 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากปีก่อน โกโก้ดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะช็อกโกแลตแท่ง แต่ถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์หลายประเภท เช่น พราลีน นมช็อกโกแลต ครัวซองต์ ไอศกรีม และสินค้าตามเทศกาล การเพิ่มขึ้นจึงสะท้อนทั้งการจำหน่ายสินค้าแก่ผู้บริโภคและความต้องการวัตถุดิบจากผู้ผลิตอาหารในประเทศ
สำหรับกล้วย Fairtrade มีปริมาณจำหน่าย 2,353.46 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 และคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของกล้วยทั้งหมดที่บริโภคในลักเซมเบิร์ก เทียบกับประมาณหนึ่งในห้าในเบลเยียม นอกจากนี้ ร้อยละ 87 ของกล้วย Fairtrade ที่จำหน่ายในลักเซมเบิร์กได้รับการรับรองเกษตรอินทรีย์ควบคู่กันด้วย แสดงให้เห็นว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มักพิจารณามาตรฐานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมร่วมกัน ไม่ได้มองฉลาก Fairtrade แยกออกจากคุณสมบัติด้านเกษตรอินทรีย์ นอกจากนี้ การเติบโตของกล้วย Fairtrade ยังได้รับแรงสนับสนุนจากโครงการ ONLY ซึ่งประกอบด้วยพันธมิตรแปดรายจากธุรกิจค้าปลีกและบริการอาหารที่เลือกเสนอเฉพาะกล้วยซึ่งได้รับการรับรองทั้ง Fairtrade และเกษตรอินทรีย์ แสดงให้เห็นว่าการกำหนดนโยบายจัดซื้อขององค์กรมีส่วนช่วยสร้างอุปสงค์ที่ต่อเนื่อง นอกเหนือจากการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคแต่ละราย
ขณะเดียวกัน มาตรฐาน Fairtrade ยังขยายไปสู่สินค้านอกกลุ่มอาหารมากขึ้น เช่น ฝ้าย มีปริมาณจำหน่ายประมาณ 126 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 102 จากปี 2567 การขยายตัวส่วนหนึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากกิจกรรมจำหน่ายสิ่งทอสำหรับใช้ในบ้านของ Cactus รวมถึงโครงการ Rethink Your Clothes ซึ่งมุ่งส่งเสริมการบริโภคสิ่งทออย่างรับผิดชอบ ส่วนยอดจำหน่ายทองคำ Fairtrade เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า ภายหลัง Spuerkeess เปลี่ยนมาจำหน่ายทองคำแท่งขนาด 5 และ 10 กรัมที่ได้รับการรับรอง Fairtrade เท่านั้น
แม้มูลค่าการจำหน่ายรวมเพิ่มขึ้น แต่สินค้า Fairtrade ไม่ได้เติบโตทุกรายการสินค้า น้ำตาล Fairtrade ฟื้นตัวหลังจากลดลงในปีก่อน โดยมีปริมาณจำหน่าย 213.8 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ส่วนมะเขือเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 และเม็ดมะม่วงหิมพานต์เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เป็น 3,026 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม เม็ดมะม่วงหิมพานต์เพิ่งเข้าสู่ตลาดเมื่อปลายปี 2566 และยังมีปริมาณไม่สูง จึงถือเป็นสินค้าที่อยู่ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนาตลาดมากกว่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
กาแฟ Fairtrade มีปริมาณจำหน่าย 448.4 ตันในปี 2568 ลดลงเล็กน้อยร้อยละ 2 จากปีก่อน โดย Fairtrade Lëtzebuerg ระบุว่า สาเหตุหลักมาจากปริมาณจำหน่ายของพันธมิตรต่างประเทศบางรายที่ลดลง ทั้งนี้ ร้อยละ 72 ของกาแฟ Fairtrade ที่จำหน่ายยังได้รับการรับรองเกษตรอินทรีย์ควบคู่กัน
ข้าว Fairtrade มีปริมาณจำหน่าย 39.1 ตัน ลดลงร้อยละ 7 ขณะที่ชา Fairtrade มีปริมาณจำหน่าย 2.2 ตัน ลดลงร้อยละ 13 แม้ยอดจำหน่ายข้าวจะลดลง แต่ข้าว Fairtrade ที่จำหน่ายถึงร้อยละ 85 ได้รับการรับรองเกษตรอินทรีย์ด้วย สะท้อนว่า ผู้ซื้อส่วนใหญ่นิยมข้าวที่ได้รับการรับรองทั้ง Fairtrade และเกษตรอินทรีย์ควบคู่กัน
การขยายตัวของตลาด Fairtrade ในลักเซมเบิร์กได้รับแรงสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ทั้งผู้บริโภค ผู้ค้าปลีก ผู้ผลิต สถาบันการเงิน หน่วยงานภาครัฐ เทศบาล และสถานศึกษา เมื่อสิ้นปี 2568 มีบริษัทในลักเซมเบิร์ก 32 แห่งได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมาย Fairtrade กับสินค้าภายใต้แบรนด์ของตน ครอบคลุมสินค้า เช่น กาแฟ กล้วย ผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลต นมช็อกโกแลต ไอศกรีม ถั่ว ข้าว น้ำตาล เครื่องเทศ สิ่งทอ ดอกไม้ และทองคำ นอกจากนี้ ยังมีเทศบาล 38 แห่งเข้าร่วมโครงการ Fairtrade Gemeng และสถานศึกษา 27 แห่งเข้าร่วมโครงการ Fairtrade School สะท้อนว่า Fairtrade ได้ขยายจากตลาดค้าปลีกไปสู่การจัดซื้อและกิจกรรมขององค์กรในวงกว้างขึ้น
Fairtrade Lëtzebuerg ระบุว่า ประชากรร้อยละ 96 เคยได้ยินหรือรู้จัก Fairtrade แล้ว อย่างไรก็ตาม การรับรู้ในระดับสูงไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้า Fairtrade เป็นประจำ ความท้าทายในระยะต่อไปจึงอยู่ที่การทำให้ผู้บริโภคนำความตระหนักเรื่องความเป็นธรรมและความยั่งยืนมาใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อในชีวิตประจำวันมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรทำให้กลไกของ Fairtrade มีความสำคัญมากขึ้น ระบบดังกล่าวกำหนดราคาขั้นต่ำ หรือ Fairtrade Minimum Price เพื่อช่วยคุ้มครองผู้ผลิตเมื่อราคาตลาดลดต่ำกว่าระดับที่กำหนด แต่หากราคาตลาดสูงกว่า ผู้ผลิตจะได้รับราคาตลาดหรือราคาที่ตกลงกัน นอกจากนี้ ผู้ซื้อยังต้องจ่าย Fairtrade Premium เพิ่มเติม เพื่อนำไปให้องค์กรผู้ผลิตบริหารจัดการร่วมกันตามความต้องการของสมาชิกและชุมชน เช่น การพัฒนาการผลิต การศึกษา สาธารณสุข และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
บทวิเคราะห์และความเห็น สคต.
การขยายตัวของตลาด Fairtrade ในลักเซมเบิร์กสะท้อนว่าผู้บริโภคและภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับสินค้าที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มา ความเป็นธรรมต่อเกษตรกรและแรงงาน และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงเป็นโอกาสสำหรับสินค้าไทยที่มีระบบการผลิตและการตรวจสอบย้อนกลับที่สอดคล้องกับมาตรฐาน Fairtrade โดยเฉพาะสินค้าที่ได้รับการรับรองเกษตรอินทรีย์ควบคู่กัน เนื่องจากสินค้า Fairtrade บางประเภทในลักเซมเบิร์ก เช่น กล้วย กาแฟ และข้าว มีสัดส่วนการรับรองเกษตรอินทรีย์อยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม ลักเซมเบิร์กเป็นตลาดขนาดเล็กและมีสินค้า Fairtrade ให้เลือกมากกว่า 6,500 รายการ ขณะที่สินค้าแต่ละประเภทมีแนวโน้มแตกต่างกัน เช่น ข้าว Fairtrade มีปริมาณจำหน่ายเพียง 39.1 ตันและลดลงร้อยละ 7 ในปี 2568 ผู้ประกอบการไทยจึงควรศึกษาความต้องการของสินค้าแต่ละกลุ่มและเลือกตลาดเป้าหมายอย่างชัดเจน การมีฉลาก Fairtrade เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องแข่งขันด้านคุณภาพ ราคา ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ ความน่าเชื่อถือของข้อมูล การส่งมอบ และบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับตลาดยุโรปด้วย
โอกาสของสินค้าไทยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปภายใต้แบรนด์ไทยในตลาดค้าปลีก แต่ยังรวมถึงการเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบที่ได้รับการรับรองให้แก่ผู้ผลิตอาหาร เจ้าของแบรนด์ ผู้พัฒนาสินค้า Private Label และธุรกิจบริการอาหารในลักเซมเบิร์ก โดยควรมีข้อมูลแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และประโยชน์ที่เกษตรกรหรือชุมชนได้รับอย่างชัดเจนและตรวจสอบได้
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก
กันยายน 2569