fb
เวียดนามยกระดับปราบละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา  หลังถูกสหรัฐฯ จัดกลุ่มประเทศเฝ้าระวังสูงสุด

เวียดนามยกระดับปราบละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หลังถูกสหรัฐฯ จัดกลุ่มประเทศเฝ้าระวังสูงสุด

โดย
Tran
ลงเมื่อ 21 พฤษภาคม 2569 16:15
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
5

เนื้อข่าว 

เวียดนามกำลังเผชิญแรงกดดันด้านการค้าและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มขึ้น ภายหลังจากสหรัฐอเมริกาจัดให้เวียดนามอยู่ในกลุ่มประเทศต่างชาติที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ (Priority Foreign Country: PFC) ตามรายงานพิเศษ 301 ประจำปี 2569 (Special 301 Report) ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (United States Trade Representative: USTR) ซึ่งเป็นรายงานประเมินสถานการณ์การคุ้มครองและการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยรายงานดังกล่าวระบุว่า เวียดนามยังมีมาตรการ นโยบาย และแนวปฏิบัติด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่อ่อนแอ และส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางการค้าของสหรัฐอเมริกาอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้รัฐบาลเวียดนามต้องเร่งยกระดับมาตรการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั่วประเทศ ท่ามกลางความกังวลของภาคธุรกิจเกี่ยวกับต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมาย ความเสี่ยงด้านการส่งออก และความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้าเพิ่มเติม ทั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่เวียดนามถูกจัดอยู่ในกลุ่ม PFC และเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปีที่สหรัฐฯ เพิ่มประเทศใหม่เข้าสู่หมวดดังกล่าว นับตั้งแต่กรณีของประเทศยูเครนเมื่อปี 2556 

image.png

ภายหลังการเผยแพร่รายงานเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 รัฐบาลเวียดนามได้แสดงท่าทีตอบสนองอย่างรวดเร็ว โดยกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เรียกร้องให้ USTR ประเมินความพยายามและผลสัมฤทธิ์ของเวียดนามด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นธรรม เป็นกลาง และสมดุล ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลเวียดนามได้ออกหนังสือด่วนเลขที่ 38 (Urgent Dispatch No. 38) เพื่อเปิดปฏิบัติการเชิงรุกทั่วประเทศในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างศาลประชาชนสูงสุด สำนักงานอัยการประชาชนสูงสุด กระทรวงที่เกี่ยวข้องจำนวน 7 กระทรวง รวมถึงคณะกรรมการประชาชนระดับท้องถิ่น นอกจากนี้ หอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม (Vietnam Chamber of Commerce and Industry: VCCI) และสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตอาหารทะเลเวียดนาม (Vietnam Association of Seafood Exporters and Producers: VASEP) ยังได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ภาคธุรกิจเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงทางการค้าและการตรวจสอบด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่อาจเข้มงวดมากขึ้น

ในด้านการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศ USTR ระบุว่า จะพิจารณาภายในระยะเวลา 30 วันว่าจะเปิดการสอบสวนเวียดนามภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าสหรัฐฯ (Section 301 of the US Trade Act) หรือไม่ โดยหากมีการเปิดการสอบสวน สหรัฐฯ จะร้องขอให้มีการหารือกับเวียดนามเพื่อแก้ไขประเด็นที่นำไปสู่การจัดสถานะกลุ่มประเทศต่างชาติที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญมองว่า มาตรการเร่งรัดของรัฐบาลเวียดนามในช่วงเวลานี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อใช้ประกอบการหารือกับฝ่ายสหรัฐฯ ในระยะต่อไป แม้ว่ามาตรการดังกล่าวอาจช่วยลดแรงกดดันจากสหรัฐฯ และเพิ่มโอกาสให้เวียดนามหลุดพ้นจากสถานะกลุ่มประเทศต่างชาติที่มีความสำคัญเป็นพิเศษได้ในอนาคต แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สร้างแรงกดดันโดยตรงต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้ต้องเร่งยกระดับการปฏิบัติตามกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง

นาง Ngo Phuong Tra อาจารย์ด้านกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัย Ton Duc Thang ในนครโฮจิมินห์ ให้ความเห็นว่า แม้เวียดนามจะมีความพยายามปรับปรุงกฎหมายและแสดงเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจนในการยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญา แต่สหรัฐอเมริกายังคงให้ความสำคัญกับประสิทธิผลในการบังคับใช้จริง (Practical Enforcement Effectiveness) มากกว่าการปรับปรุงเชิงนิติบัญญัติในทางรูปแบบ โดยรายงานของ USTR แม้จะยอมรับความพยายามของเวียดนามในการปรับปรุงกฎหมาย แต่ก็ยังเห็นว่ามาตรการบังคับใช้ในปัจจุบันยังไม่มีผลเชิงยับยั้ง (Deterrence Effect) เพียงพอ นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมีความกังวลต่อบทบัญญัติ มาตรา 7.5 ของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาฉบับแก้ไขปี 2568 ซึ่งกำหนดข้อยกเว้นด้านลิขสิทธิ์และสิทธิที่เกี่ยวข้อง (Copyright and Related Rights Exceptions) อันเปิดโอกาสให้นำผลงานที่ได้รับความคุ้มครองไปใช้ในการฝึกระบบปัญญาประดิษฐ์ได้ โดยเวียดนามมองว่ามาตรการดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล อย่างไรก็ตาม สำหรับสหรัฐฯ ซึ่งมีฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และทรัพย์สินทางปัญญาขนาดใหญ่ ข้อยกเว้นดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเจ้าของสิทธิ โดยเฉพาะในกรณีที่ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับกลไกการชดเชยค่าเสียหายหรือระบบควบคุมข้อมูล

ภายใต้การบังคับใช้มาตรการอย่างเข้มงวดทั่วประเทศ ภาคธุรกิจเวียดนาม โดยเฉพาะ SMEs กำลังเผชิญความเสี่ยงเชิงระบบหลายประการ นาย Nguyen Hong Hieu รองผู้อำนวยการบริษัท Monday VietNam ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาในนครโฮจิมินห์ ระบุว่า ความเสี่ยงประการแรก คือ การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้รับอนุญาต (Unlicensed Software) ซึ่งอาจนำไปสู่การดำเนินคดีทั้งทางปกครองและทางอาญา โดยตามหนังสือด่วนเลขที่ 38 กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวเวียดนามได้รับมอบหมายให้เพิ่มจำนวนคดีตรวจสอบและดำเนินการเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2568 ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่เคยใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ต้องเร่งจัดซื้อใบอนุญาตใช้งาน (Software Licences) ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งก่อให้เกิดภาระต้นทุนจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น และอาจกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินของกิจการ

ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ต่างเพิ่มมาตรการตรวจสอบสินค้าเลียนแบบและสินค้าปลอมผ่านระบบอัตโนมัติ ส่งผลให้ผู้จำหน่ายสินค้ามีความเสี่ยงที่บัญชีผู้ใช้งานจะถูกระงับหรือปิดถาวรรวมถึงอาจถูกระงับการจ่ายเงินผ่านระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ ความเข้มงวดด้านทรัพย์สินทางปัญญายังขยายไปถึงด่านศุลกากร โดยหน่วยงานศุลกากรเวียดนามจะเพิ่มการใช้มาตรการการดำเนินการโดยอำนาจหน้าที่ (Ex Officio Mechanism) ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ระงับการผ่านพิธีการศุลกากรของสินค้าที่สงสัยว่าเป็นสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการควบคุมการนำเข้าสินค้าปลอม 
แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า อาจเปิดช่องให้เกิดปัญหาการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยมิได้มีเจตนาใช้จริง (Trademark Squatting) ซึ่งบุคคลที่ถือครองใบสำคัญการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในเวียดนามสามารถร้องขอ ให้ระงับการนำเข้าสินค้าเป็นการชั่วคราวได้เป็นระยะเวลา 10–20 วัน และอาจยื่นฟ้องคดีแพ่งเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ผลิตตัวจริง ส่งผลให้สินค้าที่ถูกต้องตามกฎหมายถูกกักไว้ที่ท่าเรือ เกิดต้นทุนค่าจัดเก็บสินค้า กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและอาจทำให้ผู้ผลิตสูญเสียโอกาสทางการค้าในช่วงฤดูกาลจำหน่ายสำคัญ

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว นาย Phạm Van Kien ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท BigPro ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาในกรุงฮานอย เสนอว่า ภาคธุรกิจจำเป็นต้องดำเนินมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กัน โดยในระยะเร่งด่วน ผู้ประกอบการควรจัดซื้อใบอนุญาตสำหรับซอฟต์แวร์ระบบหลัก เปลี่ยนไปใช้โปรแกรม Open-source Software ที่มีคุณสมบัติเทียบเท่า ออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่ม และหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: C/O) อย่างถูกต้องครบถ้วนสำหรับทุกธุรกรรมทางการค้า รวมถึงเร่งจดทะเบียนสิทธิในทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม (Industrial Property Rights) เพื่อกำหนดวันแห่งสิทธิ (Priority Date) ให้เร็วที่สุด ขณะที่ในระยะยาว บริษัทควรกำหนดต้นทุนด้านใบอนุญาตซอฟต์แวร์ให้เป็นต้นทุนคงที่ ภายใต้โครงสร้างต้นทุนปกติของกิจการ พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับความรับผิดและการชดใช้ค่าเสียหายในสัญญากับผู้จัดหา ในกรณีที่สินค้าหรือวัตถุดิบของผู้จัดหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ บริษัทควรพัฒนาระบบบริหารจัดการพอร์ตทรัพย์สินทางปัญญา และจัดเก็บเอกสารพิสูจน์สิทธิอย่างเป็นระบบ เพื่อพร้อมนำเสนอต่อหน่วยงานภาครัฐหรือคู่ค้าทางธุรกิจเมื่อจำเป็น โดยเฉพาะบริษัทด้านเทคโนโลยีที่ควรจัดทำระบบตรวจสอบลิขสิทธิ์ข้อมูลที่ใช้ในการฝึก AI อย่างเข้มงวด เพื่อรองรับข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรา 7.5 ของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา

แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะยังไม่ยืนยันว่าจะเปิดการสอบสวนเวียดนามภายใต้มาตรา 301 หรือไม่แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าความเสี่ยงดังกล่าวอาจนำไปสู่การใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า (Retaliatory Tariffs) ต่อสินค้าส่งออกของเวียดนาม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนังและรองเท้า รวมถึงอาหารทะเล ซึ่งอาจถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมอีกร้อยละ 15–20 จากอัตราภาษีเดิม ส่งผลให้เวียดนามสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่น เม็กซิโกและอินโดนีเซีย ทั้งนี้ ความเสี่ยงดังกล่าวถือว่ามีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมูลค่าการส่งออกของเวียดนามไปยังสหรัฐอเมริกาในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่าสูงถึง 53,900 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ การถูกสอบสวนยังอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานหมุนเวียน เภสัชกรรม และเทคโนโลยีชีวภาพ เนื่องจากนักลงทุนอาจมองว่าเวียดนามยังมีระบบคุ้มครองสิทธิบัตรที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ซึ่งอาจส่งผลให้ต่างชาติลดระดับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ และจำกัดความร่วมมือไว้เพียงกิจกรรมการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ส่งผลให้เวียดนามยังคงพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศและยากต่อการยกระดับบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าโลก

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญมองว่า วิกฤตดังกล่าวอาจเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับมาตรฐานภาคธุรกิจเวียดนามในระยะยาว โดยผู้ประกอบการควรเร่งพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าที่เชื่อมโยงกับรหัสพิกัดศุลกากร (HS Codes) เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการยื่นขอยกเว้นภาษีต่อสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจควรปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการปฏิบัติตามกฎหมายเป็นภาระไปสู่การปฏิบัติตามกฎหมายเป็นรากฐานของการสร้างความน่าเชื่อถือและการวางตำแหน่งแบรนด์ในตลาดสากล โดยแรงกดดันจากต่างประเทศในครั้งนี้อาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้รัฐบาลเวียดนามเร่งปฏิรูประบบกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาให้มีความโปร่งใส เข้มงวด และสอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดจะเอื้อต่อผู้ประกอบการที่ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมายและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

(แหล่งที่มา https:// vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 18 พฤษภาคม 2569)

วิเคราะห์ผลกระทบ

ในบริบทของการบูรณาการทางเศรษฐกิจโลกที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้น ทรัพย์สินทางปัญญา ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเป็นตัวชี้วัดสำคัญของเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีขั้นสูง สำหรับเวียดนาม แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลจะเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายและกลไกคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางปฏิบัติยังคงพบปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า และทรัพย์สินทางอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ ซึ่งมีรูปแบบซับซ้อนและยากต่อการตรวจสอบมากขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้ถือครองทรัพย์สินทางปัญญาเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ กระทบต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสของระบบเศรษฐกิจเวียดนามในเวทีการค้าระหว่างประเทศ

แรงกดดันดังกล่าวทวีความชัดเจนขึ้น ภายหลังจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) เผยแพร่รายงานพิเศษ 301 (Special 301 Report) ประจำปี 2569 และจัดให้เวียดนามอยู่ในกลุ่ม ประเทศต่างชาติที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ (Priority Foreign Country: PFC) ซึ่งเป็นระดับเฝ้าระวังสูงสุดด้านทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ โดย USTR เห็นว่า แม้เวียดนามจะมีความคืบหน้าในการปรับปรุงกฎหมาย แต่ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในประเด็นการละเมิดลิขสิทธิ์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ การใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้รับอนุญาต และข้อกังวลเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลที่ใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ภายใต้มาตรา 7.5 ของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาฉบับแก้ไขปี 2568 ทั้งนี้ การถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศต่างชาติที่มีความสำคัญเป็นพิเศษไม่เพียงสร้างแรงกดดันด้านนโยบายต่อรัฐบาลเวียดนาม แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจเปิดการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าสหรัฐฯ (Section 301 of the US Trade Act) ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้ทางการค้าและการจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมต่อสินค้าส่งออกของเวียดนามในอนาคต

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลเวียดนามได้เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง โดยกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามได้ยืนยันจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เวียดนามจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทุกรูปแบบ พร้อมเดินหน้าเสริมสร้างกลไกการคุ้มครองสิทธิและการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ เวียดนามยังได้ปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่กฎหมายปี 2548 จนถึงฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปี 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและพันธกรณีภายใต้ความตกลงการค้าเสรีรุ่นใหม่ อาทิ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกแบบครอบคลุมและก้าวหน้า (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership: CPTPP) และความตกลงการค้าเสรีเวียดนาม–สหภาพยุโรป (Vietnam–European Union Free Trade Agreement: EVFTA) โดยเฉพาะการเพิ่มบทบาทและความรับผิดของแพลตฟอร์มดิจิทัลและผู้ให้บริการตัวกลางในการตรวจสอบ ลบ หรือปิดกั้นเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์อย่างรวดเร็ว รวมถึงการเพิ่มบทลงโทษต่อการกระทำผิดในระบบออนไลน์

ในเชิงปฏิบัติ รัฐบาลเวียดนามได้ออกคำสั่งหมายเลข 02/CT-TTg เมื่อเดือนมกราคม 2569 เพื่อเร่งยกระดับการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ควบคู่กับการผลักดันมาตรการปราบปรามสินค้าปลอมและคุ้มครองผู้บริโภคบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ต่อมาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลยังได้ออกคำสั่งหมายเลข 38/CD-TTg เพื่อเปิดปฏิบัติการปราบปรามทั่วประเทศภายใต้แนวคิดไม่มีพื้นที่ยกเว้น ไม่มีข้อยกเว้น โดยกำหนดเป้าหมายเพิ่มจำนวนคดีที่ได้รับการดำเนินคดีอย่างน้อยร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมระดมความร่วมมือจากทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น มาตรการดังกล่าวส่งผลให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ต้องเร่งปรับตัวด้านการปฏิบัติตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งการจัดซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ การจัดทำเอกสารแสดงแหล่งที่มาของสินค้า การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตร ตลอดจนการจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้า เพื่อรองรับการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลและคู่ค้าต่างประเทศ แม้มาตรการดังกล่าวจะเพิ่มต้นทุนการดำเนินธุรกิจในระยะสั้น แต่ถือเป็นกระบวนการสำคัญในการยกระดับมาตรฐานธุรกิจให้สอดคล้องกับระบบการค้าโลกและข้อกำหนดของห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ความเข้มงวดในการตรวจสอบบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและด่านศุลกากรได้เพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ประกอบการที่ไม่สามารถพิสูจน์สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างชัดเจน โดยผู้ประกอบการอาจเผชิญการระงับบัญชีผู้ใช้งาน การอายัดสินค้า หรือการชะลอการผ่านพิธีการศุลกากร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสด สภาพคล่องทางธุรกิจ และห่วงโซ่อุปทานในภาพรวม นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนถึงความเสี่ยงจากปัญหาการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยมิได้มีเจตนาใช้จริง (Trademark Squatting) ซึ่งอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการระงับการนำเข้าสินค้าหรือฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ผลิตที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง มาตรการที่เข้มงวดขึ้นก็มีแนวโน้มช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากสินค้าลอกเลียนแบบเพิ่มความโปร่งใสในตลาด และกระตุ้นให้ภาคธุรกิจเวียดนามหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบมากขึ้น อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนและคู่ค้าระหว่างประเทศในระยะยาว

แม้เวียดนามยังต้องเผชิญความท้าทายด้านการบังคับใช้กฎหมายและการปรับตัวของภาคธุรกิจ แต่ความพยายามในการปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญาเริ่มได้รับการยอมรับจากนานาชาติ โดยรายงานดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index: GII) ปี 2568 ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization: WIPO) จัดอันดับให้เวียดนามอยู่ในอันดับที่ 44 จาก 139 ประเทศ และเป็นหนึ่งในประเทศอาเซียนที่มีพัฒนาการด้านนวัตกรรมโดดเด่นที่สุด นอกจากนี้ เวียดนามยังเดินหน้าส่งเสริมวัฒนธรรมการเคารพทรัพย์สินทางปัญญา ผ่านการบรรจุเนื้อหาด้านทรัพย์สินทางปัญญาในหลักสูตรมหาวิทยาลัย การสนับสนุน SMEs ในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศผ่านระบบ Madrid และการให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่ผู้ประกอบการ ในภาพรวม แม้มาตรการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอาจสร้างแรงกดดันต่อภาคธุรกิจในระยะสั้น แต่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเวียดนามในการยกระดับเศรษฐกิจสู่ระบบที่โปร่งใสและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมมากขึ้น เนื่องจากในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงต้นทุนแรงงานหรือกำลังการผลิต แต่ขึ้นอยู่กับศักยภาพในการสร้างสรรค์ คุ้มครอง และบริหารทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการยกระดับบทบาทของเวียดนามในห่วงโซ่มูลค่าโลก และการรักษาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

มาตรการยกระดับการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของเวียดนามและความเป็นไปได้ที่สหรัฐอเมริกาอาจเปิดการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจหรือมีฐานการผลิตในเวียดนาม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ อาทิ สิ่งทอ เครื่องหนัง อิเล็กทรอนิกส์ อาหารทะเล และสินค้าเกษตรแปรรูป เนื่องจากภาคธุรกิจจะต้องเผชิญต้นทุนด้านการปฏิบัติตามกฎหมายที่เพิ่มขึ้น ทั้งการจัดซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตร การจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้า และการจัดเตรียมเอกสารแสดงถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างเข้มงวดมากขึ้น นอกจากนี้ ความเข้มงวดในการตรวจสอบบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและด่านศุลกากรของเวียดนามยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกระงับสินค้า การชะลอการผ่านพิธีการศุลกากร และข้อพิพาทด้านเครื่องหมายการค้า โดยเฉพาะกรณีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยมิได้มีเจตนาใช้จริง ซึ่งอาจกระทบต่อกระแสเงินสดและห่วงโซ่อุปทานของผู้ประกอบการไทยที่ยังไม่ได้ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิในเวียดนามอย่างครบถ้วน

ผู้ประกอบการไทยควรเร่งยกระดับระบบบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและกฎหมายเวียดนาม โดยเฉพาะการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร และลิขสิทธิ์ในเวียดนามตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการตรวจสอบความถูกต้องของซอฟต์แวร์ เอกสารสิทธิ และสัญญากับผู้จัดหา (Supplier Contracts) เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความรับผิดทางกฎหมาย นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าที่เชื่อมโยงกับรหัสพิกัดศุลกากร และระบบข้อมูลห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรองรับการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลและคู่ค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งควรติดตามพัฒนาการด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและมาตรการกำกับดูแลดิจิทัลของเวียดนามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยี ดิจิทัลคอนเทนต์ และปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการตีความข้อยกเว้นด้านลิขสิทธิ์ภายใต้กฎหมายใหม่ของเวียดนาม

             อย่างไรก็ดี สถานการณ์ดังกล่าวยังเปิดโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีมาตรฐานการดำเนินธุรกิจสูงและให้ความสำคัญกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากการยกระดับมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายของเวียดนามจะช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากสินค้าลอกเลียนแบบ และเพิ่มความโปร่งใสของตลาดในระยะยาว ขณะเดียวกัน หากเวียดนามเผชิญมาตรการตอบโต้ทางภาษีจากสหรัฐฯ ในบางอุตสาหกรรม อาจเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกไทยสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ และตลาดโลกในสินค้าที่มีโครงสร้างการแข่งขันใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ การที่เวียดนามเร่งปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญาให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและพันธกรณีภายใต้ความตกลงการค้าเสรีรุ่นใหม่ ยังเอื้อต่อผู้ประกอบการไทยที่ต้องการใช้เวียดนามเป็นฐานการลงทุนและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่ให้ความสำคัญกับแบรนด์ นวัตกรรม และมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสำคัญ

News 18 - 22 May 2026 - IP experts outline compliance measures for SMEs following Gov’t’s crackdown campaign-edit.pdf
Share :
Instagram