fb
เวียดนามเร่งปฏิรูปกฎหมาย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการลงทุนพลังงานลมนอกชายฝั่ง

เวียดนามเร่งปฏิรูปกฎหมาย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการลงทุนพลังงานลมนอกชายฝั่ง

โดย
Tran
ลงเมื่อ 24 กรกฎาคม 2569 18:24
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
19

เนื้อข่าว 

เวียดนามเดินหน้าเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่ง (Offshore Wind) โดยมุ่งปรับปรุงกรอบกฎหมาย แก้ไขข้อจำกัดเชิงสถาบัน และเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อปลดล็อกศักยภาพของอุตสาหกรรมและรองรับการลงทุนด้านพลังงานสะอาดในระยะยาว ทั้งนี้ พลังงานลมนอกชายฝั่งถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของเวียดนามในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กับการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเวียดนามมีศักยภาพด้านทรัพยากรลมจากแนวชายฝั่งทะเลยาวกว่า 3,260 กิโลเมตร ประกอบกับสภาพลมที่เอื้ออำนวยและความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

image.png

ทั้งนี้ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (Power Development Plan VIII: PDP VIII) ฉบับปรับปรุง เวียดนามตั้งเป้าหมายให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมนอกชายฝั่ง 6–17 กิกะวัตต์ ภายในปี 2573 และเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานประเภทดังกล่าวเป็นร้อยละ 14.7–16.6 ของโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของประเทศภายในปี 2593 เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับเลขสองหลัก (Double-digit Economic Growth) และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำในระยะยาว

เพื่อผลักดันเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลเวียดนามได้เร่งวางรากฐานด้านนโยบายและกฎหมายอย่างเป็นระบบ โดยในปี 2568 สภาแห่งชาติของเวียดนาม (National Assembly) ได้ประกาศใช้มติสภาแห่งชาติ เลขที่ 253/2025/QH15 (Resolution No. 253/2025/QH15) ว่าด้วยกลไกและนโยบายเพื่อการพัฒนาพลังงานแห่งชาติในช่วงปี 2569–2573 ซึ่งกำหนดมาตรการสนับสนุนการพัฒนาโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งโดยเฉพาะ ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามอยู่ระหว่างการจัดทำร่างกฎหมายไฟฟ้า (Electricity Law) ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มความโปร่งใสของกระบวนการกำกับดูแล อำนวยความสะดวกด้านการลงทุน และปรับปรุงกระบวนการตั้งแต่การอนุมัติโครงการ การควบคุมมาตรฐานการก่อสร้าง ไปจนถึงการกำกับดูแลการดำเนินงาน โดยมีกำหนดเสนอร่างกฎหมายต่อสภาแห่งชาติในเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งคาดว่าจะกำหนดบทบัญญัติเฉพาะสำหรับการพัฒนาพลังงานลมนอกชายฝั่ง พร้อมทั้งขยายมาตรการจูงใจเพื่อส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติม

ในด้านการดำเนินโครงการ นาย Tran Hoai Trang รองผู้อำนวยการสำนักงานกำกับดูแลกิจการไฟฟ้าแห่งเวียดนาม (Electricity Regulatory Authority of Vietnam: ERAV) เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ดำเนินการ จัดสรรพื้นที่ทางทะเล (Sea Area Allocation) ให้แก่ผู้ลงทุนเพื่อเตรียมการพัฒนาโครงการที่มีศักยภาพกำลังการผลิตรวมประมาณ 7 กิกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการดำเนินการตามเป้าหมายระดับชาติ ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐยังคงปรับปรุงกฎระเบียบควบคู่กับการผลักดันโครงการที่ได้รับการจัดสรรพื้นที่แล้ว โดยยึดหลักการดำเนินงานอย่างรอบคอบ เนื่องจากพลังงานลมนอกชายฝั่งเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องพิสูจน์ความสำเร็จเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ลงทุนและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

นอกจากการพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าแล้ว เวียดนามยังให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร โดยแผน PDP VIII ฉบับปรับปรุงได้กำหนดการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้า (Transmission Network) ศูนย์กลางพลังงาน ท่าเรือ และระบบโลจิสติกส์ ควบคู่กับโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง เพื่อให้การขยายกำลังการผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ภาครัฐอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้าง ระบบสายส่งไฟฟ้าตามแนวชายฝั่งทะเล (Coastal Transmission Lines) เพื่อเชื่อมโยงแหล่งผลิตไฟฟ้านอกชายฝั่งเข้ากับศูนย์กลางพลังงานและพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง โดยเฉพาะในภาคเหนือของประเทศ ซึ่งผู้แทนภาคอุตสาหกรรมเห็นพ้องกันว่า การพัฒนาโรงไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้าอย่างสอดประสานจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสำเร็จของอุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่งในระยะยาว

ในด้านการลงทุน เวียดนามมีนโยบายเปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของทั้งนักลงทุนภายในประเทศและต่างประเทศ โดยมุ่งดึงดูดผู้ประกอบการที่มีศักยภาพด้านเงินทุน เทคโนโลยี และประสบการณ์ระดับนานาชาติ ตลอดจนบริษัทที่สามารถให้บริการด้านวิศวกรรม การให้คำปรึกษา การจัดหาอุปกรณ์ และโซลูชันด้านเทคนิค (Technical Solutions) สำหรับโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่ง ทั้งนี้ ในการประชุม Asia-Pacific Wind Energy Conference ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงฮานอยเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่เห็นว่า เวียดนามมีวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาพลังงานที่ชัดเจน มีทรัพยากรธรรมชาติที่ได้เปรียบ และมีศักยภาพสูงในการก้าวขึ้นเป็นตลาดพลังงานลมชั้นนำของเอเชีย อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งสร้างความชัดเจนของนโยบายและกฎระเบียบ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในการตัดสินใจลงทุนระยะยาว พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public–Private Partnership: PPP) อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การกำหนดนโยบายและมาตรการส่งเสริมสอดคล้องกับสภาพการลงทุนจริง

ผู้แทนจากบริษัท Pacifico Energy เห็นว่า มติเลขที่ 253/2025/QH15 จะเป็นกลไกสำคัญในการเร่งการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน และจะช่วยดึงดูดเงินทุนจากทั้งในและต่างประเทศ สร้างการจ้างงาน และส่งเสริมการพัฒนาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมภายในประเทศ ทั้งด้านวิศวกรรม การผลิต และการก่อสร้าง ขณะที่บริษัท OWC ระบุว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โครงการพลังงานลมบนบก (Onshore Wind) และพลังงานลมใกล้ชายฝั่ง (Nearshore Wind) จะยังคงมีบทบาทสำคัญในการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้า เนื่องจากสามารถเชื่อมต่อกับระบบสายส่งได้รวดเร็วกว่าพลังงานลมนอกชายฝั่ง โดยบริษัท OWC ได้ดำเนินงานในเวียดนามมานานกว่า 10 ปี และมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาโครงการพลังงานลมบนบกและใกล้ชายฝั่งรวมกำลังการผลิตประมาณ 1.6 กิกะวัตต์ ทั้งนี้ ปัจจุบันเวียดนามมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมรวมประมาณ 6 กิกะวัตต์ และตั้งเป้าหมายเพิ่มเป็นประมาณ 28 กิกะวัตต์ ในช่วงหลายปีข้างหน้า

แม้เวียดนามจะได้รับการประเมินว่ากำลังอยู่ในช่วงเวลาทองของโอกาสในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมพลังงานลมของเอเชีย แต่ภาคเอกชนยังเห็นว่า การอนุญาตโครงการ (Project Licensing) และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศ ยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข นอกจากนี้ หากการจัดทำกรอบกฎหมาย กลไกการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า การจัดทำผังการใช้ประโยชน์พื้นที่ทางทะเล และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบสายส่งไฟฟ้ายังคงล่าช้า อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของเวียดนามในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ และลดโอกาสในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานลมของภูมิภาคในระยะยาว ทั้งนี้ การเร่งดำเนินการปฏิรูปกฎหมาย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความชัดเจนเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติของเวียดนามให้เป็นความได้เปรียบทางเศรษฐกิจและพลังงานอย่างยั่งยืน

(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 18 กรกฎาคม 2569)

วิเคราะห์ผลกระทบ

เวียดนามมีศักยภาพสูงที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่ง (Offshore Wind) ของเอเชีย จากข้อได้เปรียบด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ แนวชายฝั่งทะเลยาวกว่า 3,260 กิโลเมตร และทรัพยากรลมที่อุดมสมบูรณ์ ประกอบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจดิจิทัล ส่งผลให้พลังงานลมนอกชายฝั่งได้รับการกำหนดให้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (Power Development Plan VIII: PDP VIII) ฉบับปรับปรุง เวียดนามตั้งเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมนอกชายฝั่งเป็น 6–17 กิกะวัตต์ ภายในปี 2573 และเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานประเภทดังกล่าวเป็นร้อยละ 14.7–16.6 ภายในปี 2593 เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยพลังงานลมนอกชายฝั่งยังมีบทบาทเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง อาทิ การผลิตอุปกรณ์ วิศวกรรม การต่อเรือ โลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Economy) และอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงในระยะยาว

ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามได้เร่งวางรากฐานเชิงนโยบายและกฎหมายเพื่อผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยได้ประกาศใช้แผน PDP VIII ฉบับปรับปรุง ออกมติสภาแห่งชาติเลขที่ 253/2025/QH15 (Resolution No. 253/2025/QH15) เพื่อกำหนดกลไกและนโยบายด้านพลังงานในช่วงปี 2569–2573 รวมถึงประกาศใช้กฤษฎีกาเลขที่ 58/2025/NĐ-CP (Decree No. 58/2025/NĐ-CP) ว่าด้วยกลไกการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและพลังงานรูปแบบใหม่ ตลอดจนกำหนดกรอบราคาค่าไฟฟ้าสำหรับโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่ง และอยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎหมายไฟฟ้า (Electricity Law) เพื่อยกระดับความโปร่งใสของกระบวนการกำกับดูแลและอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้เริ่มดำเนินการจัดสรรพื้นที่ทางทะเล (Sea Area Allocation) สำหรับการพัฒนาโครงการ และวางแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ระบบสายส่งไฟฟ้า ศูนย์กลางพลังงาน ท่าเรือ และระบบโลจิสติกส์ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่งในระยะยาว และช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้ทิศทางนโยบายของภาครัฐจะมีความชัดเจนมากขึ้น แต่การเปลี่ยนศักยภาพเชิงทรัพยากรให้เป็นการลงทุนและโครงการเชิงพาณิชย์ยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายประการ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของกรอบกฎหมายและกระบวนการอนุญาตโครงการ ซึ่งครอบคลุมการสำรวจพื้นที่ การจัดสรรพื้นที่ทางทะเล การอนุมัติโครงการ และการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้นักลงทุนไม่สามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างต่อเนื่องและเพิ่มความเสี่ยงด้านต้นทุนของโครงการ ขณะเดียวกัน ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบสายส่งไฟฟ้ายังไม่เพียงพอรองรับกำลังการผลิตจากโครงการขนาดใหญ่จึงจำเป็นต้องเร่งลงทุนพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าตามแนวชายฝั่งทะเล (Coastal Transmission Lines) ควบคู่กับการจัดทำผังการใช้ประโยชน์พื้นที่ทางทะเล (Marine Spatial Planning) เพื่อกำหนดพื้นที่พัฒนาโครงการที่เหมาะสม ลดความขัดแย้งกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจทางทะเล เช่น การเดินเรือ การประมง และการสำรวจปิโตรเลียม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการลงทุนและเพิ่มความชัดเจนให้แก่ภาคเอกชนในระยะยาว

นอกจากนี้ การระดมเงินทุนและการพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสำเร็จของอุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่งของเวียดนาม แม้ว่ารัฐบาลจะกำหนดกรอบสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) ภายใต้กฤษฎีกาเลขที่ 58/2025/NĐ-CP แล้วก็ตาม แต่เงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้าและการจัดสรรความเสี่ยงยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล จึงยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สถาบันการเงินและนักลงทุนต่างชาติได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้การระดมเงินทุนสำหรับโครงการขนาดใหญ่ยังมีข้อจำกัด ขณะเดียวกัน เวียดนามยังต้องเร่งยกระดับอุตสาหกรรมสนับสนุน ทั้งการพัฒนาท่าเรือ อู่ต่อเรือ เรือสำหรับติดตั้งอุปกรณ์นอกชายฝั่ง และการผลิตบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางด้านวิศวกรรม การติดตั้ง และการบำรุงรักษา เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม ลดการพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ รวมทั้งเพิ่มการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ในภาพรวม เวียดนามกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่งของภูมิภาค แต่ยังต้องเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศควบคู่กันไป โดยเฉพาะความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก การปรับตัวของราคาวัตถุดิบสำคัญ เช่น เหล็ก ทองแดง อะลูมิเนียม สายเคเบิลแรงดันสูงใต้ทะเล และแร่หายาก ตลอดจนความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินโครงการและต้นทุนการลงทุน ดังนั้น หากรัฐบาลสามารถเร่งปฏิรูปกฎหมาย พัฒนากลไกกำกับดูแลให้มีความโปร่งใส ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงกลไกการเงินและสัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนและการบริหารจัดการความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดึงดูดเงินลงทุนระยะยาว และสร้างฐานการผลิตพลังงานสะอาดที่มีความมั่นคง อันจะสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การค้า และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของเวียดนามอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับบทบาทของประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดแห่งใหม่ของภูมิภาคเอเชียในอนาคต

นำเสนอแนะต่อผู้ส่งออกไทย

การเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่งของเวียดนามจะส่งผลให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ตลอดห่วงโซ่มูลค่า ตั้งแต่การพัฒนาโครงการ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสายส่งไฟฟ้า ท่าเรือ โลจิสติกส์ วิศวกรรม การผลิตอุปกรณ์ และบริการด้านเทคนิค ซึ่งจะเพิ่มความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องจากต่างประเทศ ผู้ประกอบการไทยจึงมีโอกาสขยายการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้าง เหล็ก โครงสร้างโลหะ สายไฟและสายเคเบิล อุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบควบคุมและระบบอัตโนมัติ ตลอดจนบริการด้านวิศวกรรม การออกแบบการบริหารโครงการ และโลจิสติกส์สำหรับโครงการพลังงานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับผู้รับเหมาหลักและนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาดำเนินโครงการในเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยควรติดตามพัฒนาการของกรอบกฎหมายด้านพลังงาน กฎหมายไฟฟ้า กลไกการจัดสรรพื้นที่ทางทะเล หลักเกณฑ์การเชื่อมต่อระบบสายส่งไฟฟ้า และเงื่อนไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ของเวียดนามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบและมาตรการส่งเสริมการลงทุนจะมีผลโดยตรงต่อความคุ้มค่าของโครงการ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน นอกจากนี้ ควรประเมินความเสี่ยงจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก ต้นทุนวัตถุดิบ และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อกำหนดกลยุทธ์ด้านการค้า การลงทุน และการบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดของเวียดนาม

           การผลักดันพลังงานลมนอกชายฝั่งของเวียดนามจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมสนับสนุนเข้าไปมีบทบาทในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ ผ่านการร่วมลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การจัดตั้งฐานการผลิต การพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุน และการให้บริการด้านวิศวกรรมและบำรุงรักษาในเวียดนาม ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยในตลาดพลังงานหมุนเวียนที่มีการเติบโตสูง พร้อมทั้งเสริมสร้างการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงของอาเซียนในอนาคต

News 20 - 24 July 2026 - VN Offshore wind hurdles-edit.pdf
Share :
Instagram