
เนื้อข่าว
ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกผลไม้และผักของเวียดนามมีมูลค่ากว่า 7,090 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม (Ministry of Agriculture and Environment) การเติบโตอย่างต่อเนื่องนี้สร้างพื้นฐานมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมผลไม้และผักในการบรรลุมูลค่าการส่งออกสูงสุด 8,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2568 และมุ่งสู่เป้าหมาย 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากประเทศมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพ (quality enhancement) การขยายตลาด (market expansion) และการปรับตัวต่อกฎระเบียบการนำเข้าใหม่ (new import regulations) โดยเฉพาะจากจีน

จีนยังคงเป็นตลาดนำเข้าหลักคิดเป็นร้อยละ 62.9 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด รองลงมาคือสหรัฐอเมริกา ร้อยละ 6.6 และเกาหลีใต้ ร้อยละ 3.9 ขณะที่การส่งออกไปมาเลเซียมีอัตราการเพิ่มขึ้นสูงสุดถึงร้อยละ 70.2 ในขณะที่ไทย ลดลงร้อยละ 55.6 การเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนจากผลไม้เศรษฐกิจหลัก (strategic fruits) เช่น ทุเรียน กล้วย มะม่วง ขนุน มะพร้าว และส้มโอ
นาย Đặng Phúc Nguyên เลขาธิการสมาคมผลไม้และผักเวียดนาม (Vietnam Fruit and Vegetable Association: Vinafruit) ระบุว่า การฟื้นตัวอย่างเข้มแข็งของทุเรียนมีส่วนสำคัญทำให้ยอดส่งออกผลไม้และผักทั้งหมดปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าการส่งออกทุเรียนเพียงอย่างเดียวอาจเกิน 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2568 นอกจากนี้ ผลไม้เวียดนามเริ่มเข้าสู่ตลาดระดับพรีเมียม (high-end markets) อย่างต่อเนื่อง โดยทุเรียนมีอัตราการเติบโตสองหลัก (double-digit growth) ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และญี่ปุ่น ขณะที่ส้มโอได้รับอนุมัติให้นำเข้าออสเตรเลียซึ่งสะท้อนถึงความสามารถของเวียดนามในการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร (food safety standards) การเข้าสู่ตลาดออสเตรเลียถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจเปิดประตูสู่ตลาดที่มีความต้องการสูงอื่น ๆ และผู้ส่งออกยังคาดหวังว่าจะสามารถส่งออกส้มโอไปจีนได้ในเร็ว ๆ นี้
นาย Đặng Phúc Nguyên กล่าวเพิ่มเติมว่า มูลค่าการส่งออกผลไม้และผักของเวียดนามมีแนวโน้มสูงกว่า 900 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 แสดงถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดนำเข้าหลัก และหากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไปจนสิ้นปี 2568 มูลค่าการส่งออกผลไม้และผักอาจแตะ 8,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งไม่เพียงเป็นการทำลายสถิติด้านมูลค่าการส่งออกเท่านั้น แต่ยังยืนยันถึงตำแหน่งของเวียดนามบนแผนที่ผลไม้และผักโลก (global fruit and vegetable map) มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างแบรนด์การเกษตรแห่งชาติที่เข้มแข็งขึ้น
อย่างไรก็ดี การรักษาอัตราการเติบโตดังกล่าวจำเป็นต้องควบคุมคุณภาพและมาตรฐานการผลิตอย่างเข้มงวด โดยนาย Nguyễn Phong Phú ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของ Vina T&T Group เตือนว่า บางพื้นที่เพาะปลูกยังใช้วิธีการเกษตรล้าสมัย (outdated methods) และสารกำจัดศัตรูพืชที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน (non-compliant pesticides) ซึ่งเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเนื่องจากประเทศผู้นำเข้าตรวจสอบสารตกค้างในพืชอย่างเข้มงวด แม้การเกินปริมาณเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้การจัดส่งถูกปฏิเสธและส่งผลเสียต่อชื่อเสียงอุตสาหกรรม
นาย Nguyễn Phong Phú เน้นย้ำว่าการพัฒนาพื้นที่วัตถุดิบมาตรฐาน (standardised raw material zones) และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โครงการนำร่องระดับชาติสำหรับโซนการผลิตที่ได้รับการรับรอง (national pilot scheme for certified production zones) ในช่วงปี 2565–2568 เป็นโครงการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อให้เกษตรกรปฏิบัติตามมาตรฐาน VietGAP และ GlobalGAP โดยการวางแผนพื้นที่เพาะปลูก การเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม และการจัดการโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นระบบ ถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเข้าสู่ตลาดออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม การผลิตขนาดเล็กและโครงสร้างพื้นฐานที่จำกัดยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากแต่ละประเทศผู้นำเข้ามีข้อกำหนดเฉพาะ หากขาดการฝึกอบรมที่เหมาะสม ความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยอาจทำให้การส่งออกทั้งหมดถูกปฏิเสธ
นอกจากนี้ กฤษฎีกาใหม่ของจีนหมายเลข 280 (Decree No. 280 of China) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 แทนที่กฤษฎีกาหมายเลข 248 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบครั้งสำคัญ โดยนำแนวทางการบริหารจัดการตามความเสี่ยง (risk-based management approach) มาใช้ แบ่งประเภทสินค้าและผู้ส่งออกตามระดับความเสี่ยง และปรับข้อกำหนดให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล (international practices) นาย Ngô Xuân Nam รองผู้อำนวยการสำนักงานแจ้งเตือนสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชแห่งเวียดนาม (Vietnam Sanitary and Phytosanitary Notification Authority and Enquiry Point: SPS Vietnam) แนะนำให้บริษัทเวียดนามทบทวนการลงทะเบียนในระบบลงทะเบียนผู้ประกอบการอาหารนำเข้าของจีน (China Import Food Enterprise Registration: CIFER) เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายหรือการดำเนินงานอาจทำให้รหัสการลงทะเบียนถูกยกเลิกทันที ดังนั้น ก่อนที่กฎใหม่จะมีผลบังคับใช้ ภาคธุรกิจควรยกระดับมาตรฐานการผลิต เพิ่มความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ และปรับปรุงการบริหารจัดการความเสี่ยง พร้อมทั้งปฏิบัติตามรหัสโรงงานเพาะปลูกและบรรจุภัณฑ์อย่างเคร่งครัด
(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568)
วิเคราะห์ผลกระทบ
ภาคการเกษตรของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลไม้และผักซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าส่งออกเชิงยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสูงสุด ตามข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม (Ministry of Agriculture and Rural Development: MARD) ระบุว่า ในเดือนตุลาคม 2568 มูลค่าการส่งออกผักและผลไม้ของเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 961 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่มูลค่าการส่งออกเฉลี่ยในช่วง 10 เดือนแรกของปี (มกราคม–ตุลาคม) อยู่ที่ 7,090 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงการขยายตัวที่แข็งแกร่งและเกินความคาดหมายของหลายฝ่าย
ตลาดส่งออกหลักยังคงเป็นจีน ซึ่งครองสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 62.9 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด รองลงมาคือสหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 6.6) และเกาหลีใต้ (ร้อยละ 3.9) ทั้งนี้ มาเลเซียเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่นที่สุด โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 70.2 ในทางตรงกันข้าม มูลค่าการส่งออกไปยังไทยลดลงถึงร้อยละ 55.6 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของเวียดนามในการกระจายตลาด (market diversification) และความสามารถในการปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินนโยบายส่งเสริมการค้าเชิงรุกของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการขยายตลาดนอกภูมิภาคและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร
ในกลุ่มผลไม้เศรษฐกิจหลัก ทุเรียนยังคงเป็นสินค้าที่มีความโดดเด่น โดยในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 มีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 1,940 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.3 จากปีก่อน แม้มูลค่าเฉลี่ยในช่วง 9 เดือนแรก(มกราคม–กันยายน) จะลดลงเล็กน้อยร้อยละ 1.7 แต่ทุเรียนยังคงมีบทบาทสำคัญในโครงสร้างการส่งออกของประเทศ ขณะเดียวกัน ผลไม้ชนิดอื่น เช่น แก้วมังกร มะม่วง กล้วย ขนุน และมะพร้าว ต่างมีอัตราการเติบโตอย่างมั่นคง โดยเฉพาะลิ้นจี่ซึ่งกลายเป็นจุดเด่นของปีนี้ ด้วยมูลค่าการส่งออกในสามไตรมาสแรกกว่า 73 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 312.1 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
นอกจากผลไม้สดแล้ว กลุ่มสินค้าผักและผลไม้แปรรูปก็เติบโตอย่างโดดเด่น โดยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 มูลค่าการส่งออกอยู่ที่กว่า 507 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 47.4 และมีสัดส่วนถึงร้อยละ 16.6 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด การขยายตัวของกลุ่มสินค้าแปรรูปมูลค่าสูง (high value-added products) สะท้อนถึงการปรับโครงสร้างเชิงยุทธศาสตร์ของเวียดนามในการเพิ่มมูลค่า (value chain upgrading) ให้กับสินค้าเกษตร และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดผลไม้สด ซึ่งอ่อนไหวต่อปัจจัยด้านฤดูกาลและมาตรการกีดกันทางการค้า
ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมผลไม้และผักเวียดนาม คือ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการยกระดับเทคโนโลยีการผลิต การตรวจสอบย้อนกลับ (traceability system) การใช้รหัสพื้นที่เพาะปลูก (plantation area code) และมาตรฐานโรงคัดบรรจุ (packing house standard) อย่างเคร่งครัด การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้เวียดนามรักษาความได้เปรียบในการส่งออกไปยังตลาดจีนเท่านั้น แต่ยังเปิดประตูสู่ตลาดที่มีข้อกำหนดเข้มงวด เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น แคนาดา และออสเตรเลีย โดยมีอัตราการปฏิเสธสินค้าลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การที่ส้มโอเวียดนามได้รับอนุญาตให้นำเข้าอย่างเป็นทางการในตลาดออสเตรเลีย ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ยืนยันถึงความสามารถของเวียดนามในการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารระดับสากล และเป็นแรงส่งต่อผลไม้เวียดนามชนิดอื่นในการเข้าถึงตลาดพรีเมียมในอนาคต
ในด้านนโยบาย กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมเวียดนามได้จัดทำแผนพัฒนาผลไม้เศรษฐกิจหลักซึ่งตั้งเป้าหมายให้ภายในปี 2568 เวียดนามมีพื้นที่เพาะปลูกผลไม้จำนวน 1.2 ล้านเฮกตาร์ ผลผลิตรวม 14 ล้านตัน และมูลค่าการส่งออกไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนจะขยายสู่เป้าหมาย 6,500 ล้านเหรียญภายในปี 2573 อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ในปัจจุบันสะท้อนว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวได้ก้าวข้ามเป้าหมายไปไกล โดยมีแนวโน้มแตะระดับ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายใน 1–2 ปีข้างหน้า หากสามารถรักษาอัตราการเติบโตและความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมผลไม้และผักของเวียดนามกำลังพัฒนาอย่างมั่นคงและมีศักยภาพในการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกชั้นนำของโลก การบูรณาการเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ การยกระดับมาตรฐานการผลิต และการดำเนินนโยบายการค้าต่างประเทศเชิงรุก ล้วนเป็นกลไกสำคัญในการสร้างแบรนด์เกษตรเวียดนาม ให้แข็งแกร่งบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าดังกล่าวอาจส่งผลให้ไทย ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญในตลาดผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียนและมะม่วง จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การผลิต การพัฒนามาตรฐานสินค้า และการเจาะตลาดใหม่ให้สอดคล้องกับทิศทางการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้นในอนาคต
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมผลไม้และผักเวียดนามส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะในด้านการแข่งขันการส่งออกไปยังตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักร่วมกันของทั้งสองประเทศ เวียดนามได้รับประโยชน์จากการมีพรมแดนติดจีนและความตกลงทวิภาคีด้านการตรวจสอบคุณภาพสินค้าทางการเกษตรที่เอื้อต่อการขนส่งรวดเร็วและมีต้นทุนต่ำกว่าของไทย อีกทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์และระบบการตรวจสอบย้อนกลับที่ได้มาตรฐาน ทำให้เวียดนามสามารถรักษาความน่าเชื่อถือและขยายตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะในกลุ่มทุเรียน มะม่วง และลำไย เผชิญแรงกดดันด้านราคาและส่วนแบ่งตลาดมากขึ้นในระยะกลางถึงยาว
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวยังเปิดโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการปรับทิศทางธุรกิจสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น การพัฒนาและส่งออกสินค้าผลไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเกษตร (Agri-food Innovation) ซึ่งเป็นกลุ่มที่เวียดนามกำลังเร่งพัฒนาแต่ยังมีช่องว่างด้านเทคโนโลยีและการตลาด ไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านระบบมาตรฐานอาหารปลอดภัย การวิจัยสายพันธุ์ และศักยภาพของอุตสาหกรรมแปรรูปที่พัฒนาแล้ว เพื่อยกระดับความหลากหลายและมูลค่าของผลิตภัณฑ์ให้โดดเด่นกว่าสินค้าผักและผลไม้สดทั่วไป นอกจากนี้ การขยายความร่วมมือทางธุรกิจกับคู่ค้าในภูมิภาค รวมถึงการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการค้าภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรี สามารถช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและขยายช่องทางตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในระยะยาว ผู้ประกอบการไทยควรมุ่งปรับโครงสร้างการผลิตสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) และขยายการรับรองมาตรฐานสากล เช่น GlobalGAP และ HACCP เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมส่งเสริมแบรนด์ผลไม้ไทยพรีเมียมในตลาดโลก ควบคู่กับการลงทุนในเทคโนโลยีการแปรรูป การบรรจุภัณฑ์ และการตลาดดิจิทัล ทั้งนี้ หากไทยสามารถใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ของเวียดนามในด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทานและการเข้าถึงตลาดพรีเมียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยยกระดับความร่วมมือทางการค้าสินค้าเกษตรในภูมิภาค และรักษาความเป็นผู้นำของไทยในฐานะผู้ส่งออกผลไม้รายสำคัญของอาเซียนได้อย่างยั่งยืน