ตลาดสินค้ารองเท้าในเวียดนาม
เวียดนามมีชื่อเสียงในฐานะเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกรองเท้าคุณภาพดีป้อนตลาดโลกมากเป็น อันดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การผลิตรองเท้าคุณภาพดีในเวียดนามส่วนใหญ่เป็นการผลิตตามคำสั่งซื้อ (OEM) เพื่อการส่งออกและทำตลาดในประเทศเพียงส่วนน้อย รองเท้าที่จำหน่ายในตลาดเวียดนามส่วนใหญ่เป็นรองเท้าราคาถูกนำเข้าจากจีน และมีรองเท้าแบรนด์ดังที่นำเข้าเพื่อจำหน่ายในตลาดไฮเอนด์ สำหรับรองเท้าที่ผลิตในเวียดนามมีอยู่ในตลาดแต่ส่วนใหญ่เป็นสินค้าสำหรับผู้บริโภคระดับกลางและล่าง ในขณะที่รองเท้าคุณภาพดีรูปแบบทันสมัย สำหรับตลาดผู้มีรายได้ระดับกลาง-บน
พฤติกรรมผู้บริโภค
ปัจจุบันผู้บริโภคเวียดนามเริ่มมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น จึงให้ความสนใจกับรูปแบบรองเท้าและแฟชั่นมากขึ้น นอกจากรองเท้าสำหรับกลุ่มคนวัยรุ่นที่มีจำนวนมากแล้ว รองเท้าสำหรับเด็กถือว่ามีศักยภาพในเวียดนาม ปัจจุบันคนเวียดนามใส่ใจเรื่องสินค้าสำหรับเด็กมากขึ้น นอกจากนี้ นิยมการใช้สินค้าที่ปลอดภัยและสวยงาม ผู้บริโภคยินดีที่จะจ่าย ในราคาที่แพงขึ้น เพื่อแลกกับคุณภาพของสินค้า
ลักษณะตลาดรองเท้าในเวียดนาม
สำหรับผู้มีรายได้สูง | สำหรับผู้มีรายได้ปานกลาง | สำหรับผู้มีรายได้น้อย |
มีส่วนแบ่งตลาดที่น้อย เป็นสินค้า แบรนด์เนมชั้นนำจากต่างประเทศส่วนใหญ่นำเข้าจากยุโรป สหรัฐฯ เช่น แบรนด์ Furla, Jimmy Choo, Havalanas, GIO, Aldo, Ecco, Scorpion, Nine west จำหน่ายในราคาค่อนข้างสูงในห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้แก่ Vincom, Aeon, Lotte มีการจัดวางอย่างสวยงาม เน้นกลุ่มผู้บริโภคไฮเอนด์และนักท่องเที่ยว | ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ผลิตในเวียดนาม รูปแบบไม่ทันสมัยนัก สำหรับรองเท้านำเข้าจากประเทศไทยมีจำหน่ายในร้านรองเท้าตามย่านการค้าต่างๆ ของเมือง และ ปัจจุบัน เริ่มมีร้านรองเท้าทันสมัยในกลุ่มนี้วางขายตามห้างสรรพสินค้า | เป็นสินค้าราคาต่ำนำเข้าจากจีนเป็นส่วนใหญ่ จำหน่ายตามร้านค้าในตลาดทั่วไป ซึ่งเป็นที่ที่คนเวียดนามส่วนใหญ่และผู้มีรายได้น้อยนิยมไปจับจ่ายใช้สอย |
การผลิต
ปัจจุบันมีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมประมาณ 3,000 ราย มีการจ้างงานรวมเกือบ 1.5 ล้านคน กำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 1.3 – 1.4 พันล้านคู่ต่อปี ส่งผลให้เวียดนามอยู่ในอันดับ 3 ของโลกด้านการผลิตรองเท้า อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกำลังการผลิตสูง แต่สินค้าในประเทศกลับครองส่วนแบ่งตลาดภายในเพียงประมาณร้อยละ 40 เท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดในการแข่งขันในตลาดภายในประเทศ ทั้งด้านแบรนด์ การตลาด และช่องทางจัดจำหน่าย
การส่งออก
เวียดนามเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกรองเท้ารายใหญ่ของโลก โดยมีศักยภาพการแข่งขันในตลาดต่างประเทศสูง
การนำเข้า
แม้เวียดนามจะเป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ แต่ตลาดภายในประเทศยังคงพึ่งพาสินค้านำเข้าในระดับสูง
นอกจากนี้ ความต้องการสินค้ารองเท้าภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 155 ล้านคู่ต่อปี ในขณะที่การผลิตภายในประเทศยังไม่สามารถตอบสนองได้อย่างครบถ้วน ส่งผลให้ตลาดยังต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง
ประเภทสินค้า
อุตสาหกรรมรองเท้าในประเทศเวียดนามมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ รายได้ของประชาชน และพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยผู้บริโภคมีความต้องการรองเท้าหลากหลาย ทั้งด้านคุณภาพ ราคา และรูปแบบการใช้งาน โดยสินค้ารองเท้าในเวียดนาม สามารถแบ่งตามประเภทหลัก ได้แก่ รองเท้าหนัง รองเท้ากีฬา รองเท้าผลิตจากยางพารา และรองเท้าผลิตจากพลาสติก
1. รองเท้าหนัง เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อปานกลางถึงสูง โดยเฉพาะในเขตเมือง เช่น กรุงฮานอย และนครโฮจิมินห์ การใช้งานส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการทำงานในสำนักงาน การออกงานทางการและกิจกรรมที่ต้องการภาพลักษณ์ที่สุภาพ แนวโน้มการบริโภคมีการเติบโตตามการขยายตัวของชนชั้นกลาง และความต้องการสินค้าแฟชั่นที่มีคุณภาพ ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับแบรนด์ ความทนทานและดีไซน์ที่ทันสมัย และพร้อมจ่ายในราคาที่สูงขึ้นเพื่อแลกกับคุณภาพและความมั่นใจในการใช้งาน นอกจากนี้ ยังมีพฤติกรรมซื้อซ้ำ หากพึงพอใจกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง
2. รองเท้ากีฬา เป็นกลุ่มสินค้าที่มีอัตราการบริโภคเติบโตสูงในตลาดเวียดนาม สอดคล้องกับกระแสรักสุขภาพ การออกกำลังกาย และไลฟ์สไตล์แบบแอคทีฟของคนรุ่นใหม่ นอกจากการใช้งานด้านกีฬาแล้ว รองเท้ากีฬายังถูกใช้เป็นแฟชั่นในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้น การตัดสินใจซื้อได้รับอิทธิพลจากกระแสโซเชียลมีเดีย อินฟลูเอนเซอร์ และเทรนด์ต่างประเทศอย่างมาก ผู้บริโภคกลุ่มนี้นิยมติดตามสินค้าใหม่ และมีแนวโน้มซื้อบ่อยเพื่อเปลี่ยนสไตล์ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีของรองเท้า เช่น การรองรับแรงกระแทก ความสบาย และความเหมาะสมกับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
3. รองเท้าผลิตจากยางพารา: รองเท้ายางพาราเป็นสินค้าที่มีความสำคัญในกลุ่มผู้บริโภคระดับรายได้ปานกลางถึงต่ำ และในพื้นที่ชนบท เนื่องจากมีความทนทาน ราคาย่อมเยา และเหมาะกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย เช่น การเกษตร หรือกิจกรรมกลางแจ้งเวียดนามเป็นประเทศผู้ผลิตยางพาราที่สำคัญ จึงมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนในการผลิต ส่งผลให้รองเท้าประเภทนี้ยังคงมีสัดส่วนตลาดที่มั่นคงในภายในประเทศ
4. รองเท้าผลิตจากพลาสติก: รองเท้าพลาสติก เช่น รองเท้าแตะ และรองเท้าลำลอง เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีราคาถูก น้ำหนักเบา และสะดวกต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน กลุ่มผู้บริโภคหลักครอบคลุมทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนทั่วไป การใช้งานมักเกี่ยวข้องกับกิจกรรมในบ้าน การเดินทางระยะสั้น และการใช้งานในสภาพอากาศร้อนชื้นของเวียดนาม อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในระยะยาวอาจได้รับผลกระทบจากกระแสรักษ์สิ่งแวดล้อม และการลดการใช้พลาสติก
ความต้องการรองเท้าในเวียดนามมีความหลากหลายและแบ่งตามระดับรายได้ ไลฟ์สไตล์ และลักษณะการใช้งานของผู้บริโภค โดยรองเท้ากีฬาเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตสูงสุด ขณะที่รองเท้าหนังสะท้อนกำลังซื้อและภาพลักษณ์ทางสังคม ส่วนรองเท้ายางพาราและรองเท้าพลาสติกยังคงมีบทบาทสำคัญในกลุ่มตลาดเมืองรองและในชนบท แนวโน้มในอนาคตคาดว่าตลาดรองเท้าในเวียดนามจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคสู่ความทันสมัยมากขึ้น
มาตรฐานและกฎระเบียบการนำเข้า
นโยบายการนำเข้ารองเท้า: การนำเข้ารองเท้าต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้
หนังสือเวียน 38/2015/TT-BTC ลงวันที่ 25 มีนาคม 2015 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยหนังสือเวียน 39/2018/TT-BTC ลงวันที่ 20 เมษายน 2018
กฤษฎีกา 69/2018/ND-CP ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2018
กฤษฎีกา 187/2013/ND-CP
ตามกฎหมายดังกล่าว รองเท้าจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าที่ไม่ถูกห้ามนำเข้า และสามารถนำเข้าได้เช่นเดียวกับสินค้าทั่วไป อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการสามารถนำเข้าได้เฉพาะสินค้าใหม่ 100% เท่านั้น โดยไม่อนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ผ่านการใช้งานแล้ว
นอกจากนี้ สำหรับรองเท้าที่ผลิตจากหนังสัตว์ จำเป็นต้องตรวจสอบว่าวัสดุดังกล่าวอยู่ในบัญชีของ Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora (CITES) หรือไม่ เนื่องจากอาจต้องมีใบอนุญาตเฉพาะในการนำเข้า
เอกสารสำหรับการนำเข้ารองเท้า: เอกสารที่ใช้ในการนำเข้าประกอบด้วย
แบบฟอร์มใบขนสินค้าศุลกากร (Customs Declaration)
ใบแจ้งหนี้การค้า (Commercial Invoice)
รายการบรรจุภัณฑ์ (Packing List)
สัญญาซื้อขายสินค้า (Sales Contract)
ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading)
หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin – C/O)
เอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)
ภาษีนำเข้า
สำหรับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศในกลุ่มอาเซียนที่มีหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบ Form D ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน จะได้รับ อัตราภาษีนำเข้าพิเศษ 0%
งานแสดงสินค้า
นอกจากงานแสดงสินค้าไทย และงานแสดงสินค้าไทยในประเทศเวียดนาม เช่น Thailand Week ที่จัดเป็นประจำในทุกปี และผู้ประกอบการยังสามารถติดตามสมัครการเข้าร่วมกิจกรรม และ กิจกรรมเจรจาการค้าออนไลน์ Online Business Matching (OBM) ที่จัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ สคต. ณ กรุงฮานอย รวมถึงงานแสดงสินค้าในเวียดนาม เช่น Shoes & Leather – Vietnam 2026 ที่มีกำหนดการจัดขึ้นในวันที่ 8 - 10 ก.ค 2569 ณ โฮจิมินห์ด้วย เป็นต้น
ช่องทางการจำหน่าย
โครงสร้างตลาดและช่องทางการจัดจำหน่าย ตลาดรองเท้าในประเทศเวียดนามดำเนินผ่าน 3 ช่องทางหลัก
ช่องทางดั้งเดิมซึ่งประกอบด้วยตลาด ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก และร้านค้าทั่วไป ยังคงมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท เนื่องจากสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายและมีราคาที่เหมาะสม
ช่องทางผ่านผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้ารองเท้า (Importer & Distributor) ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการต่างชาติ โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น เนื่องจากช่วยลดความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจและสามารถเข้าถึงตลาดได้รวดเร็ว ช่องทางนี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในตลาดเวียดนาม เนื่องจากสินค้านำเข้ายังคงครองสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 60 ของการนำเข้าในประเทศ
ช่องทางการจำหน่ายออนไลน์กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาด โดยในปี 2568 มูลค่าการจำหน่ายรองเท้าผ่านช่องทางออนไลน์อยู่ที่ประมาณ 1,104 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยรองเท้ากีฬามีสัดส่วนสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 34 ของรายได้ทั้งหมด แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ Shopee ซึ่งเป็นผู้นำตลาด ตามด้วย Lazada และ TikTok การเติบโตของช่องทางนี้เป็นผลมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาโลจิสติกส์และกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เช่น การขายผ่านไลฟ์สดและการใช้ผู้มีอิทธิพลทางออนไลน์
อุตสาหกรรมรองเท้าเวียดนามมีความแข็งแกร่งในด้านการผลิตและการส่งออก แต่ยังมีช่องว่างในตลาดภายในประเทศซึ่งเปิดโอกาสให้ทั้งผู้ประกอบการในประเทศและต่างประเทศเข้ามาแข่งขัน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ามูลค่าสูงและช่องทางการจัดจำหน่ายสมัยใหม่และออนไลน์ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางการแข่งขันของตลาดในอนาคต