
อินเดียเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ภาคอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและการผลิตผลิตภัณฑ์นมอีกขั้น ด้วยการเปิดตัวโครงการ Amul Bengal Dairy มูลค่า 7,000 ล้านรูปี (ประมาณ 73.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ณ เมือง New Town นครกัลกัตตา โดยโครงการดังกล่าวจะเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตโยเกิร์ต (Dahi) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีกำลังการผลิตสูงถึง 1,000 เมตริกตันต่อวัน นอกจากนี้ ยังมีกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์นมในระดับอุตสาหกรรม สามารถแปรรูปน้ำนมดิบรวม 3 ล้านลิตรต่อวัน ได้แก่ นมสด นม UHT ไอศกรีม ปานีร์ (Paneer) เนยใส (Ghee) ขนมหวานจากนม และนมปรุงแต่งรส

โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบาย White Revolution 2.0 ของรัฐบาลอินเดีย ซึ่งมีเป้าหมายในการยกระดับและปรับปรุงภาคอุตสาหกรรมนม เพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าภายในประเทศ และขยายขีดความสามารถของอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารของอินเดีย นอกจากจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่อุตสาหกรรมนมภายในประเทศแล้ว โครงการดังกล่าวยังเปิดโอกาสสำหรับผู้ประกอบการและผู้จัดจำหน่ายจากต่างประเทศในด้านเทคโนโลยีการแปรรูปอาหาร วัตถุดิบและส่วนผสม บรรจุภัณฑ์ ระบบห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain) ตลอดจนองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการผลิตอาหารในระดับอุตสาหกรรม อนึ่ง พิธี Bhoomi Pujan หรือพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการ จัดขึ้นที่เมือง New Town นครกัลกัตตาโดยมี นาย Amit Shah รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและสหกรณ์ของอินเดีย เป็นประธาน ภายใต้แนวทางการดำเนินงานของนายกรัฐมนตรีอินเดีย การลงทุนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ของรัฐบาลภายใต้แนวคิด “ความมั่งคั่งผ่านความร่วมมือ” (Prosperity through Cooperation) ซึ่งมุ่งเสริมสร้างรูปแบบสหกรณ์ด้านอุตสาหกรรมนมที่นำโดย Amul ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองของอินเดียด้านการแปรรูปอาหาร
Gujarat Cooperative Milk Marketing Federation (GCMMF) เจ้าของแบรนด์ Amul มีฐานการดำเนินงานและเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตนมขนาดใหญ่ โดยมีเป้าหมายเพิ่มการรับซื้อน้ำนมในภาคตะวันตกจาก 900,000 ลิตรต่อวันเป็น 2 ล้านลิตรต่อวัน และมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่ได้รับประโยชน์มากกว่า 1.25 ล้านราย รวมถึงสหกรณ์มากกว่า 30,000 แห่ง ขณะที่ ยอดจำหน่ายรวมของแบรนด์ Amul ในปีงบประมาณ 2568 อยู่ที่ประมาณ 9,414 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (90,000 โครรูปี) และตั้งเป้าเพิ่มเป็นประมาณ 10,460 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใน 24 เดือน นอกจากนี้ มูลค่าการลงทุนของ GCMMF อยู่ที่ประมาณ 1,046 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (10,000 โครรูปี) ครอบคลุมโรงงานประมาณ 10–12 แห่งทั่วประเทศ
ปัจจุบัน อินเดียเป็นประเทศผู้ผลิตนมรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว สัดส่วนของน้ำนมที่นำไปผ่านกระบวนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่ายังคงอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ การลงทุนในโครงการ Amul Bengal Dairy จึงมีเป้าหมายสำคัญในการลดช่องว่างดังกล่าว โดยเพิ่มกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์นมแปรรูปที่มีมูลค่าทางการค้าสูง ซึ่งจะช่วยยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมนมและศักยภาพของภาคการแปรรูปอาหารของอินเดียในระยะต่อไป
ข้อมูลเพิ่มเติม
โครงการ Amul Bengal Dairy ได้รับการออกแบบให้เป็นศูนย์ผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์นมแบบครบวงจร โดยมีกำลังการบรรจุนม 10 แสนลิตรต่อวัน และผลิตนม UHT 2 แสนลิตรต่อวัน ไอศกรีม 1 แสนลิตรต่อวัน ปานีร์และเนยใส (Ghee) อย่างละ 20 และ 10 เมตริกตันต่อวัน รวมถึงขนมหวานจากนม 10 เมตริกตันต่อวัน นมปรุงแต่งรส 2.5 แสนบรรจุภัณฑ์ต่อวัน และผลิตโยเกิร์ตและผลิตภัณฑ์นมหมักสูงถึง 1,000 เมตริกตันต่อวัน สะท้อนถึงศักยภาพของโครงการในการรองรับการผลิตผลิตภัณฑ์นมแปรรูปในปริมาณมากและหลากหลายประเภท
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความท้าทาย
1. อุปกรณ์และเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์นม: ตลาดอุปกรณ์แปรรูปผลิตภัณฑ์นมของอินเดียมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราเฉลี่ย CAGR ร้อยละ 11–13 ต่อปี โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจำหน่ายจากน้ำนมดิบไปสู่ผลิตภัณฑ์นมบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โรงงานแปรรูปขนาดใหญ่ เช่น โครงการดังกล่าว จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ ระบบบรรจุภัณฑ์ปลอดเชื้อ (Aseptic Packaging) ระบบพาสเจอร์ไรซ์ และสายการผลิตอัตโนมัติ ซึ่งเป็นสาขาที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพและมีผู้ผลิตและผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานระดับสากล จึงเป็นโอกาสในการขยายตลาดและสร้างความร่วมมือทางธุรกิจกับผู้ประกอบการอินเดีย
2. โซลูชันห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain) และบรรจุภัณฑ์ควบคุมอุณหภูมิ: ตลาดห่วงโซ่ความเย็นของไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย CAGR ร้อยละ 5.1 และมีผู้ให้บริการที่มีประสบการณ์ด้านการจัดเก็บและขนส่งสินค้าอาหารแช่เย็น แช่แข็ง และผลิตภัณฑ์นม การขยายกำลังการผลิตของโรงงานขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกของอินเดีย ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานด้านห่วงโซ่ความเย็นยังมีการพัฒนาไม่ทั่วถึงเมื่อเทียบกับภาคตะวันตก จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ให้บริการโลจิสติกส์และผู้ผลิตอุปกรณ์ระบบทำความเย็นของไทยในการนำเสนอ เทคโนโลยี ระบบบริหารจัดการอุณหภูมิ และโซลูชันด้าน Cold Chain เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายผลิตภัณฑ์นมในอินเดีย
3. อินเดียมุ่งเน้นการผลิตภายในประเทศมากกว่าการนำเข้าผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป: โครงการดังกล่าวสะท้อนแนวทาง Aatmanirbhar Bharat ในภาคอุตสาหกรรมนม ซึ่งให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างขีดความสามารถในการผลิตและแปรรูปภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมสำเร็จรูป ดังนั้น โอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการไทยจึงมีแนวโน้มอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีและเครื่องจักรสำหรับการแปรรูป วัตถุดิบและส่วนผสม บรรจุภัณฑ์ ตลอดจนระบบและโซลูชันที่เกี่ยวข้อง มากกว่าการส่งออกผลิตภัณฑ์นมสำเร็จรูปจากไทยไปยังอินเดียโดยตรง นอกจากนั้น แม้โครงการจะมีศักยภาพในการเติบโตสูง แต่ยังอาจเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ได้แก่ ต้นทุนการจัดซื้อน้ำนมที่เพิ่มสูงขึ้น ความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น การขยายโครงสร้างพื้นฐานระบบห่วงโซ่ความเย็น การแข่งขันในตลาดที่สูงขึ้น และความเข้มงวดจากการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหาร
ข้อคิดเห็น
1. โครงการ Amul Bengal Dairy เป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนระดับประเทศของ GCMMF มูลค่าประมาณ 1,046 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือ 10,000 โครรูปี) สะท้อนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมนมอินเดียจากการจำหน่ายน้ำนมดิบไปสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าเพิ่มสูง โดยปัจจุบันน้ำนมที่เข้าสู่การแปรรูปในระบบอุตสาหกรรมยังมีเพียงประมาณ ร้อยละ 20–25 ของผลผลิตรวมกว่า 230 ล้านตันต่อปี และตลาดผลิตภัณฑ์นมแปรรูปมีแนวโน้มขยายตัวในอัตรา CAGR ประมาณ 11–13% ต่อปี ขณะที่ตลาด Cold Chain Logistics ของอินเดียมีมูลค่าประมาณ 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคตะวันออกซึ่งมีความต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บและขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ
2.ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่สนใจอาจพิจารณาศึกษาศักยภาพของตลาดต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมนมและอาหาร
แปรรูปของอินเดีย ซึ่งอาจจะเพิ่มความต้องการด้านเครื่องจักรแปรรูป ระบบบรรจุภัณฑ์ปลอดเชื้อ ระบบอัตโนมัติ และ Cold Chain รวมถึงวัตถุดิบและส่วนผสมอาหาร โดยอินเดียมีการนำเข้าวัตถุดิบกลุ่มอาหารมูลค่าประมาณ 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 และมีความต้องการวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์นม อาทิ whey, milk cream และชีส เพิ่มขึ้น ภาครัฐจึงควรส่งเสริมการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยด้านเทคโนโลยีการแปรรูปอาหาร เครื่องจักร บรรจุภัณฑ์ วัตถุดิบและส่วนผสม ตลอดจน Cold Chain Logistics กับผู้ประกอบการและโครงการลงทุนด้านอาหารและนมของอินเดียอย่างต่อเนื่อง