
เลขาธิการสมาคมผู้ประกอบการกลั่นน้ำตาลดิบ (Raw Sugar Refiners Association) ของอิหร่าน เปิดเผยว่า อิหร่านมีความจำเป็นต้องนำเข้าน้ำตาลเพิ่มอีกประมาณ 500,000 ตัน ภายในช่วงฤดูร้อนของอิหร่าน (22 มิถุนายน – 22 กันยายน 2569) เพื่อรองรับความต้องการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น
นางมาเรียม กอวาม มานาวี เลขาธิการสมาคมฯ กล่าวว่า ความต้องการใช้น้ำตาลจะเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลทางศาสนาและฤดูกาลบริโภคสูงสุด ส่งผลให้ระบบการกระจายสินค้าอาจเผชิญข้อจำกัดด้านอุปทาน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการดำเนินมาตรการเพื่อป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำตาลในตลาด
อิหร่านผลิตน้ำตาลทรายจากวัตถุดิบหลัก ได้แก่ หัวบีทน้ำตาลและอ้อย โดยมีการบริโภคน้ำตาลเฉลี่ย 200,000–250,000 ตันต่อเดือน อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว Tasnim News Agency รายงานว่า ในช่วงที่มีความต้องการบริโภคสูงสุด ปริมาณการใช้น้ำตาลอาจเพิ่มขึ้นเป็น 300,000–400,000 ตันต่อเดือน
ข้อมูลสถิติแสดงให้เห็นว่า การบริโภคน้ำตาลของอิหร่านมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงต้นทศวรรษ 1970 มีการบริโภคประมาณ 1 ล้านตันต่อปี ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 2–2.2 ล้านตันต่อปีในช่วงทศวรรษ 1980 และทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 2–2.3 ล้านตันต่อปีในช่วงทศวรรษ 1990–2000 ทั้งนี้ การบริโภคน้ำตาลต่อหัวของประชากรอิหร่านอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก โดยได้รับอิทธิพลจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เช่น ชา ขนมหวาน และเครื่องดื่มรสหวาน
ปัจจุบัน อิหร่านมีการบริโภคน้ำตาลรวมประมาณ 2.5 ล้านตันต่อปี ขณะที่กำลังการผลิตภายในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าประมาณ 1 ล้านตันต่อปี ดังนั้น ภายในระยะเวลา 3 เดือนข้างหน้า อิหร่านจึงมีความจำเป็นต้องนำเข้าน้ำตาลเพิ่มเติมประมาณ 400,000–500,000 ตัน เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านอุปทานและรองรับความต้องการบริโภคภายในประเทศ
ที่ผ่านมา อิหร่านนำเข้าน้ำตาลดิบเป็นหลักจากบราซิลและอินเดีย เพื่อนำมากลั่นเป็นน้ำตาลทรายสำหรับบริโภคภายในประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและรักษาระดับสต็อกสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ปัจจุบัน ราคาน้ำตาลทรายในตลาดอิหร่านยังคงทรงตัว โดยมีราคาจำหน่ายปลีกอยู่ที่ประมาณ 1,250,000 เรียลต่อกิโลกรัม
สำหรับแนวโน้มการนำเข้าน้ำตาลของอิหร่าน พบว่าปริมาณการนำเข้าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีที่ผลผลิตภายในประเทศลดลงจากปัจจัยด้านสภาพอากาศหรือปัญหาการผลิตทางการเกษตร โดยในปี 2551 2554 และ 2556 อิหร่านมีการนำเข้าน้ำตาลมากกว่า 2 ล้านตัน ขณะที่ในช่วงปี 2559–2560 ซึ่งผลผลิตภายในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น การนำเข้าลดลงเหลือต่ำกว่า 500,000 ตัน สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างผลผลิตภายในประเทศกับความจำเป็นในการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ
แม้ไทยจะเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำตาลรายสำคัญของโลกและเป็นแหล่งจัดหาน้ำตาลให้แก่หลายประเทศในตะวันออกกลาง แต่อิหร่านยังคงนำเข้าน้ำตาลดิบจากบราซิลและอินเดียเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีศักยภาพในการเป็นแหล่งนำเข้าน้ำตาลทางเลือกของอิหร่าน โดยเฉพาะในช่วงที่อิหร่านมีความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยผลผลิตภายในประเทศที่ไม่เพียงพอ ซึ่งความต้องการนำเข้าน้ำตาลเพิ่มเติมของอิหร่านจำนวน 400,000–500,000 ตันภายในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อาจเป็นโอกาสทางการค้าสำหรับผู้ส่งออกน้ำตาลไทย เนื่องจากไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ของโลกและมีศักยภาพในการจัดหาสินค้าให้กับตลาดตะวันออกกลาง