
จากข้อมูลจัดทำโดยธนาคารแห่งประเทศฝรั่งเศส-Banque de France ร่วมกับหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ได้แก่ Fict, FranceAgriMer และ Inaporc พบว่า ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป โดยเฉพาะแฮมและไส้กรอก ยังคงเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในตลาดฝรั่งเศส โดยในปี 2025 อุตสาหกรรมดังกล่าวมียอดขายรวมมูลค่า 9.8 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.2 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของตลาด แม้ว่าผู้ประกอบการยังคงเผชิญความท้าทายด้านต้นทุนการผลิต ความสามารถในการทำกำไร และการลงทุนในระยะยาว
เมื่อพิจารณาตามขนาดของกิจการ พบว่า บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (PME) ซึ่งมีพนักงานระหว่าง 10–250 คน เป็นกลุ่มที่มียอดขายเติบโตสูงที่สุด โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 รองลงมาคือบริษัทขนาดเล็กมาก (TPE) ซึ่งมีพนักงานน้อยกว่า 10 คน มียอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่กลับมามียอดขายขยายตัวร้อยละ 1.6 หลังจากหดตัวต่อเนื่องตลอดสามปีที่ผ่านมา ซึ่งการกลับมาขยายตัวของบริษัทขนาดใหญ่ช่วยส่งผลเชิงบวกต่อตลาดแรงงาน โดยการจ้างงานในกลุ่มบริษัทดังกล่าวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์แปรรูปยังคงมีลักษณะเฉพาะด้านกระบวนการผลิต เนื่องจากต้องอาศัยแรงงานที่มีทักษะและความชำนาญเฉพาะทาง โดยเฉพาะการผลิตผลิตภัณฑ์แบบดั้งเดิมที่ไม่สามารถใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงานฝีมือได้ทั้งหมด ส่งผลให้ค่าจ้างแรงงานเป็นต้นทุนสำคัญของอุตสาหกรรม โดยคิดเป็นร้อยละ 69 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด สูงกว่าอุตสาหกรรมอาหารโดยทั่วไป 8 จุด ภาระต้นทุนดังกล่าวจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและการรักษาอัตรากำไรของผู้ประกอบการ
แม้ว่ายอดขายจะขยายตัว แต่ความสามารถในการทำกำไรของอุตสาหกรรมยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวล ข้อมูลระบุว่า ในปี 2025 บริษัทประมาณร้อยละ 76 สามารถดำเนินงานโดยมีกำไรเพิ่มขึ้น จากเพียงร้อยละ 69 ในปี 2023 ในขณะที่บริษัทอีกประมาณหนึ่งในสี่ยังคงประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องเป็นปีที่สอง สะท้อนให้เห็นว่าการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยังไม่กระจายตัวอย่างทั่วถึงในทุกกิจการ
สำหรับอัตรากำไรสุทธิของอุตสาหกรรมโดยรวม ข้อมูลระบุว่าอยู่ที่ร้อยละ 5.5 เพิ่มขึ้น 0.5 จุดจากปีก่อนหน้า แม้จะยังต่ำกว่าระดับร้อยละ 6.2 ในปี 2021 แต่ยังสูงกว่าอุตสาหกรรมผลิตเนื้อสัตว์ ซึ่งมีอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 4.3 และต่ำกว่าอุตสาหกรรมอาหารโดยรวม ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 6.1
ทั้งนี้ ผลประกอบการแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามขนาดของกิจการ โดยบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ดีกว่าบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่เผชิญแรงกดดันต่ออัตรากำไรอย่างมาก โดยมีอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยเหลือเพียงร้อยละ 0.2
นาย Fabien Castanier ผู้แทนสมาพันธ์ Fict อธิบายว่า ผลิตภัณฑ์จากบริษัทขนาดเล็กมักมีลักษณะเป็นสินค้าแบบดั้งเดิมและมีเอกลักษณ์เฉพาะ จึงไม่ได้แข่งขันกับสินค้านำเข้าโดยตรงในลักษณะเดียวกับผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการรายใหญ่ นอกจากนี้ บริษัทขนาดเล็กยังสามารถจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางเฉพาะทางได้มากกว่า ทำให้มีความยืดหยุ่นในการเข้าถึงตลาดและรักษาความแตกต่างของผลิตภัณฑ์
ในทางตรงกันข้าม บริษัทขนาดใหญ่ต้องพึ่งพาช่องทางจำหน่ายผ่านห้างค้าปลีกและผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่ ซึ่งมีอำนาจต่อรองทางการค้า ผลิตภัณฑ์บางรายการถูกถอดออกจากรายการสินค้าวางขายในห้างค้าปลีก ส่งผลกระทบต่อยอดขายและอัตรากำไรของบริษัทโดยตรง
นาง Christiane Lambert ประธานสมาพันธ์ Fict ชี้ให้เห็นว่า บริษัทขนาดใหญ่เผชิญกับการเจรจาทางการค้าที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยผู้ประกอบการพยายามพร้อมเรียกร้องให้มีการปรับขึ้นราคาสินค้า เพื่อช่วยชดเชยแรงกดดันด้านต้นทุนและรักษาความสามารถในการทำกำไร
ในด้านการเงิน อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์แปรรูปลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 52 ในปี 2025 หลังจากทรงตัวต่อเนื่องเป็นเวลาสามปี เป็นผลตอบลัพธ์จากการปรับโครงสร้างทางการเงินอย่างต่อเนื่องของบริษัทเหล่านั้น ด้วยการปรับเพิ่มขึ้นของสัดส่วนผู้ถือหุ้นและการลดภาระหนี้สินอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ระดับหนี้สินของอุตสาหกรรมนี้ยังคงสูงกว่าอุตสาหกรรมผลิตเนื้อสัตว์โดยรวม (ร้อยละ 48) และอุตสาหกรรมอาหารทั้งหมด (ร้อยละ 45) แต่หากพิจารณาด้านการลงทุนเพิ่มเติมแล้วนั้นกลับพบว่า
อัตราการลงทุนของอุตสาหกรรมลดลงจากร้อยละ 27 เหลือเพียงร้อยละ 15 สะท้อนถึงความระมัดระวังในการใช้จ่ายเพื่อพัฒนากำลังการผลิต ปรับปรุงกระบวนการผลิต หรือยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของกิจการ
ความเห็นสคต.
ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป (Delicatessen หรือ Charcuterie ในภาษาฝรั่งเศส) อาทิ แฮม ไส้กรอก และเบคอน ถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารดั้งเดิมของฝรั่งเศส ซึ่งมีผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ครอบคลุมทั้งเนื้อสัตว์ดิบที่ผ่านการหมักหรือบ่ม และเนื้อสัตว์ที่ผ่านการปรุงสุก โดยส่วนใหญ่ผลิตจากเนื้อหมูและเครื่องในสัตว์ รวมถึงเนื้อสัตว์ปีก เนื้อกระต่าย และเนื้อสัตว์ป่าตามฤดูกาล นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ทางเลือกจากพืชที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับผู้บริโภคมังสวิรัติยังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น จะเห็นได้ว่าสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปในรูปแบบต่างๆ จึงนับเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพในการพัฒนาและขยายตลาดในฝรั่งเศส
ในปีที่ผ่านมา หมวดหมู่สินค้าอาหารที่ฝรั่งเศสนำเข้าจากไทยเป็นสำคัญ ได้แก่
ไก่ปรุงสุก พิกัดศุลกากร 1602 มูลค่า 23.11 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.79 จากปีก่อนหน้า
ซอสปรุงรส พิกัดศุลกากร 2103 มูลค่า 28.08 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.32 จากปีก่อนหน้า
ข้าวที่สีบ้างแล้วหรือสีทั้งหมดจะขัดหรือทำให้เป็นเงาหรือไม่ก็ตาม พิกัดศุลกากร 100630
มูลค่า 68.39 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 9.77 จากปีก่อนหน้า
สินค้าอาหารยังคงเป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูงในตลาดฝรั่งเศส ทั้งนี้ งานแสดงสินค้าอาหารนานาชาติ SIAL PARIS 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–21 ตุลาคม ณ Parc des Expositions เมือง Villepinte ทางตอนเหนือของกรุงปารีส ถือเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบปะคู่ค้าจากทั่วโลก โดยในครั้งนี้มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศรวมทั้งสิ้น 86 ราย นับเป็นโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์สินค้าอาหารไทย สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และส่งเสริมการขยายตลาดสินค้าไทยสู่ฝรั่งเศสและตลาดโลก
ที่มาของข่าว
Camille Wong
ข้อมูลจาก Les Echos
https://www.lesechos.fr/industrie-services/conso-distribution/jambon-saucisson-lindustrie-de-la-charcuterie-tutoie-les-10-milliards-de-revenus-2256170