
ชาขึ้นว่าเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมตลอดกาลในสังคมจีนมาตลอดสหัสวรรษ แม้กระทั่งในปัจจุบัน ชาก็ยังคงได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคทุกช่วงวัย จนเกิดเป็นแบรนด์ชาหรืออุตสาหกรรมเครื่องดื่มประเภทชาที่กระจายตัวอยู่ทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศทั่วโลก จากรายงานวิจัยตลาดเครื่องดื่มชาไตรมาส 3 ประจำปี พ.ศ.2568 จัดทำโดย JACK2TEA (骏茶家) ระบุว่า ในไตรมาสที่ 3 ตลาดแบรนด์ชามีสินค้าออกใหม่ 115 รายการ ซึ่งแม้ว่าจะลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า 24 รายการ แต่ประเภทสินค้ายังคงความหลากหลายเช่นเดิม โดยเฉพาะ “ชานมสด (牛乳茶)” ที่ได้กลายเป็นตัวเอกของตลาดด้วยสัดส่วนสูงถึง 46% ครองพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของตลาด ขณะที่ “ชาผลไม้ (果茶)” ครองสัดส่วนเป็นอันดับสองอยู่ที่ 38% ทำให้แบรนด์ชาชื่อดังระดับไฮเอนด์ต่างเร่งพัฒนาสินค้าชานมสดออกมาหลายรายการ โดยพยายามใช้กลิ่นหอมของนมสูตรเข้มข้นผสานเข้ากับกลิ่นรสของชาที่หอมละมุน เพื่อดึงดูดลูกค้าในช่วงเปลี่ยนผ่านจากฤดูร้อนสู่ฤดูหนาว

ในส่วนของการเลือกใช้ชนิดชาเป็นรสชาติตั้งต้นนั้น ชามะลิยังคงติดอันดับชายอดนิยมของบรรดาแบรนด์ชาชั้นนำด้วยอัตราส่วนกินขาดกว่า 49% กลิ่นหอมของดอกมะลิกับรสชาติที่กลมกล่อมได้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการเครื่องดื่มชาที่มีความสดชื่นควบคู่ไปกับความอร่อย ในขณะที่ “ชาอู่หลง”และ “ชาเขียวมัทฉะ” มีอัตราส่วนความนิยมอยู่ที่ 9% และ 7% ตามลำดับ แต่ด้วยกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของ“ชาอู่หลง” ที่เข้ากันได้ดีกับผลไม้และดอกไม้ จึงทำให้ใช้ชนิดชาอู่หลงเป็นรสชาติตั้งต้นกว่า 4 รายการ ได้แก่ ชาอู่หลง (乌龙茶) ชาอู่หลงลูกพีช (蜜桃乌龙) ชาอู่หลงดอกไป๋หลาน (白兰乌龙) ชาอู่หลงดอกกุ้ยฮวา(桂花乌龙)


ในปัจจุบัน แบรนด์ต่าง ๆ นิยมนำวัตถุดิบอื่น ๆ มาผสมผสานเป็นเมนูใหม่ ๆ อยู่เสมอ โดยจากผลสำรวจพบว่า แบรนด์ต่าง ๆ มักเลือกใช้ผลไม้ตามฤดูกาลผสมในเมนูชาต่าง ๆ คิดเป็นอัตราส่วนถึง 65.14% ตัวอย่างผลไม้สดดังกล่าว ได้แก่ มะไฟจีน(黄皮) ส้มโอ ทับทิม ลำไย ฝรั่ง องุ่นเขียว และเบอร์รี่ อย่างไรก็ตาม ความนิยมส่วนผสมในรูปแบบชาผสมของหวานอย่างแครมบรูว์เลก็ได้รับความนิยมเช่นกันด้วยสัดส่วน 10.09% กลายเป็นส่วนผสมยอดนิยมรองจากผลไม้ตามฤดูกาลในไตรมาส 3 นี้ แซงหน้าส่วนผสมชาจากผัก และข้าวหมาก ที่คงอัตราส่วนอยู่ที่ 6.42% ทั้งคู่ สูตรชาผสมของหวานดังกล่าวไม่เพียงแต่จะเพิ่มความเข้มข้นให้กับรสชาติเครื่องดื่มชาเท่านั้นยังเป็นจุดเด่นทางการตลาดของชานมสไตล์ของหวาน (甜品式奶茶) ที่กำลังได้รับความนิยมอีกด้วย

ในด้านกิจกรรมทางการตลาด จากข้อมูลพบว่าแบรนด์ชา Heytea(喜茶) และ Nayuki(奈雪) แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนในไตรมาสที่ 3 โดยแบรนด์ Heytea แทบไม่มีการร่วมมือกับแบรนด์อื่นหรือเครือข่ายธุรกิจอื่น ๆ เลย มุ่งเน้นเพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการโฆษณาเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค โดยอาศัยการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูงและการผสมผสานรสชาติที่แปลกใหม่เป็นแนวทางหลัก ในทางกลับกัน แบรนด์ชา Nayuki มักมีการร่วมงานกันกับธุรกิจอื่นอีกหลายสาขา (Collaboration – Collab) ครอบคลุมพิพิธภัณฑ์ การ์ตูน อนิเมะ เกม นอกจากนี้ แบรนด์ชายังให้ความสำคัญกับการตลาดตามฤดูกาล โดยในไตรมาสที่ 3 มักมุ่งเน้นแคมเปญชาเย็นสดชื่นกับชาอุ่นต้อนรับใบไม้ร่วงเป็นหลัก เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในช่วงฤดูร้อน และอาศัยส่วนผสมอย่างชานมสไตล์ของหวาน ข้าวหมาก และดอกกุ้ยฮวา เป็นตัวชูโรงเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับตลาดฤดูใบไม้ร่วง(ช่วงเดือน ก.ย. - พ.ย.) ไปจนถึงพ้นฤดูหนาว (ช่วงเดือน ธ.ค. - ก.พ.)

ในด้านการกระจายระดับราคาสินค้า ราคาเฉลี่ยต่อแก้วของสินค้าใหม่ในไตรมาส 3 ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ที่ราว 14 - 20 หยวน/แก้ว (ราว 64 - 93 บาท) สินค้าชาในช่วงราคานี้สอดคล้องกับความต้องการและความรู้สึกคุ้มค่าของผู้บริโภคจำนวนมาก ขณะที่แบรนด์ชาระดับไฮเอนด์หรือสินค้าพิเศษบางรายการอาจมีราคาสูงถึง 20-35 หยวน/แก้ว (ราว 93 - 161 บาท) ด้วยการใช้วัตถุดิบเสริมอย่างผลไม้ ดอกไม้ และธัญพืชเต็มเมล็ด ตลอดจนเครื่องดื่มชาที่ผสมผลไม้นำเข้า ใบชาคัดพิเศษ หรือกระบวนการผลิตที่ทันสมัยมาเพิ่มมูลค่า อย่างไรก็ดี ราคาเฉลี่ยของตลาดมีแนวโน้มลดลง ขณะที่กลุ่มสินค้าราคาย่อมเยาเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้น เป็นเหตุให้แบรนด์ชาระดับไฮเอนด์เริ่มออกสินค้าราคาระดับกลาง เพื่อเจาะกลุ่มตลาดราคาย่อมเยาและแย่งชิงพื้นที่ส่วนแบ่ง ขณะที่แบรนด์ชาราคาประหยัดยังคงรักษาความได้เปรียบด้านราคา อาศัยการขยายสเกลเพื่อรักษาตำแหน่งทางการตลาด

ข้อมูลคาดการณ์ว่าตลาดเครื่องดื่มชาในไตรมาสที่ 4 เทรนด์สุขภาพจะเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (ช่วงเดือน ก.ย. - พ.ย.) และฤดูหนาว (ช่วงเดือน ธ.ค. - ก.พ.) ขนาดของตลาดเครื่องดื่มชาเพื่อสุขภาพในประเทศจีนจะมีมูลค่าสูงถึง 64.27 พันล้านหยวน (ราว 289,600 ล้านบาท) ในปีพ.ศ.2568 หรือเพิ่มขึ้น 25.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยแบรนด์ชาระดับไฮเอนด์จะมุ่งเน้นการใช้วัตถุดิบธัญพืชเข้ามาผสมผสาน เปิดตัวเครื่องดื่มชาเพื่อสุขภาพที่มีส่วนผสมของข้าวโพด งาดำ ข้าวไม่ขัดสี เพื่อสร้างแนวคิดการดูแลสุขภาพควบคู่ไปกับการบริโภคชา

ความเห็นสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน: ธุรกิจแบรนด์ชาในประเทศจีนยังคงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแต่ละแบรนด์ต่างให้ความสำคัญกับการพัฒนารสชาติ กลิ่น คุณภาพวัตถุดิบ กระบวนการผสมผสาน รวมถึงกระแสไลฟ์สไตล์ในแต่ละฤดูกาล เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างรอบด้าน รูปแบบการแข่งขันดังกล่าวถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตของตลาดชา
ในแง่กลยุทธ์การตลาด แบรนด์ชาชั้นนำของจีนอย่าง Heytea และ Nayuki ได้สะท้อนทิศทางสำคัญสองรูปแบบ ได้แก่ 1) คุณภาพสินค้า (Product Oriented) โดยเน้นพัฒนาตัวชาและวัตถุดิบให้โดดเด่นเป็นหลัก และ 2) ไวรัลผ่านกิจกรรมคอลแลบ (Collab Oriented) กับแบรนด์หรือสื่อหลากหลายประเภท ทั้งสองแนวทางเหมาะสมกับลักษณะธุรกิจที่แตกต่างกัน แต่ล้วนต้องผสานกับการตั้งราคาที่สอดคล้องกับคุณภาพเพื่อสร้างความรู้สึกคุ้มค่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในตลาดชา
สำหรับมณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตใบชาอู่หลงคุณภาพสูงของจีน เช่น ชาทิกวนอิม (铁观音) และชาต้าหงเผา (大红袍) ใบชากลุ่มนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในเมนูชายุคใหม่เนื่องจากเข้ากันได้ดีกับวัตถุดิบอื่น ๆ ที่ใช้ผสมในชา โดยเฉพาะผลไม้และดอกไม้ และถือเป็นรสชาติตั้งต้นชาที่แบรนด์ชาในประเทศจีนต่างนิยมใช้มากที่สุด ผู้ประกอบการไทยจึงสามารถใช้ประโยชน์จากรูปแบบการบริโภคนี้ ด้วยการผสมผสานชาจีนเข้ากับวัตถุดิบท้องถิ่นของไทย เช่น ผลไม้พื้นถิ่นจากหลากหลายภูมิภาค หรือดอกไม้ไทยที่มีกลิ่นหอมโดดเด่น เป็นต้น เพื่อสร้างเอกลักษณ์ในรสชาติและกลิ่นที่แตกต่างจากชาในตลาดจีน ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างจุดขายใหม่ให้กับสินค้าเครื่องดื่มจากประเทศไทย แนวโน้มดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกต่อภาพรวมตลาดชาโลก และอาจเป็นโอกาสทางการค้าสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพด้านชา ทั้งนี้ ควรพิจารณาเงื่อนไขด้านคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความต้องการของผู้บริโภคในจีน เพื่อหาโอกาสในการร่วมลงทุนธุรกิจในอนาคตต่อไป
นอกจากนี้ ชาไทยก็ถือเป็นชาใส่นมสดประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มชาที่ได้รับความนิยม โดยเมนูชาไทยมีจำหน่ายอย่างแพร่หลายพอสมควรทั้งในร้านอาหารไทยและตามร้านขายเครื่องดื่มบางร้าน โดยมีทั้งเป็นชาไทยแบบดั้งเดิม รวมถึงชาไทยที่ผสมวัตถุดิบแปลกใหม่ อาทิ ใส่ชีสเพื่อเพิ่มความหอมมัน ใส่คาราเมลและกล้วยตามกระแสเมนูชาใส่ขนมหวาน ซึ่งก็ได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภคอายุระหว่าง 20-45 ปี เป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) มีกำหนดจัดงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 ระหว่างวันที่ 26 - 30 พฤษภาคม 2026 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงผลิตภัณฑ์ชาไทย ให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ และเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่าย เจรจาธุรกิจ และนำเสนอนวัตกรรมสินค้าเพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดในต่างประเทศต่อไป ทั้งนี้ ผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มที่สนใจเข้าร่วมงานแสดงสินค้าดังกล่าว สามารถติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 1169
iiMedia Research
https://mp.weixin.qq.com/s/U4KCtsXVCAq-A5pmmNXZIQ
http://m.dianping.com/
เรียบเรียงโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน
11 ธันวาคม 2568