fb
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคญี่ปุ่นแจงนิยาม "อาหารเสริม"  พร้อมเดินหน้าบังคับใช้เกณฑ์ GMP

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคญี่ปุ่นแจงนิยาม "อาหารเสริม" พร้อมเดินหน้าบังคับใช้เกณฑ์ GMP

โดย
Wattanachai
ลงเมื่อ 12 มิถุนายน 2569 15:30
สคต. ณ กรุงโตเกียว (ญี่ปุ่น) (TTC, Tokyo (Japan))
1

                 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (Consumer Affairs Agency: CAA) และกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น (Ministry of Health, Labor and Welfare: MHLW) ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในหลักการเกี่ยวกับนิยามของอาหารเสริมและเนื้อหาของข้อบังคับควบคุม โดยนิยามของอาหารเสริม (Supplement) กำหนดไว้ว่า คืออาหารที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมการได้รับสารอาหารจากการบริโภคอาหารตามปกติ หรือเพื่อช่วยปรับสมดุลการทำงานของระบบสรีระในร่างกาย โดยเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบบางส่วนหรือทั้งหมดถูกทำให้เข้มข้นขึ้นในกระบวนการผลิต อยู่ในรูปแบบที่รับประทานได้ง่ายแต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงต่อการบริโภคเกินขนาด ซึ่งรูปแบบที่เข้าข่ายกฎเกณฑ์นี้จะครอบคลุมตั้งแต่ยาเม็ด แคปซูล ของเหลว ผง ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ในรูปแบบกัมมี่ เจลลี่ และช็อกโกแลต
สำหรับมาตรการบังคับใช้เกณฑ์มาตรฐาน Good Manufacturing Practice (GMP) นั้น ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่อยู่ในรูปแบบยาเม็ด แคปซูล ของเหลว และผง จะต้องขึ้นทะเบียนเป็นอาหารที่แสดงฟังก์ชันสารอาหาร (Foods with Function Claims: FCC) และจะถูกบังคับใช้เกณฑ์ GMP อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนปีนี้เป็นต้นไป นอกจากนั้นทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจะเริ่มส่งเจ้าหน้าที่เข้าสุ่มตรวจหน้างาน ณ โรงงานผลิตตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน เป็นต้นไป 
ในทางกลับกัน ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมในรูปแบบกัมมี่ เจลลี่ และช็อกโกแลต จะได้รับการยกเว้นจากการบังคับใช้เกณฑ์ GMP เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ส่วนใหญ่ผลิตในสายการผลิตขนมขบเคี้ยว ซึ่งหน่วยงานรัฐจะทำเพียงแค่ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการดำเนินการตามความสมัครใจเท่านั้น ทั้งนี้ มาตรการควบคุมอาหารเสริมทั้งหมดของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค คาดว่าจะถูกบรรจุเข้าไว้ในการทบทวนกฎหมายสุขาภิบาลอาหาร (Food Sanitation Act) ที่กระทรวงสาธารณสุขฯ กำลังดำเนินกระบวนการพิจารณาอยู่ในขณะนี้
แต่อย่างไรก็ตามแม้ในปัจจุบันกฎหมายจะยังไม่ได้บังคับใช้เกณฑ์ GMP แต่กลายเป็นแนวปฏิบัติทั่วไปในอุตสาหกรรมไปแล้ว โดยกลุ่มผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่ ร้านขายยา (Drugstore) และผู้รับจ้างผลิต (OEM) เองก็ต่างเลือกทำสัญญาเฉพาะกับโรงงานผลิตอาหารเสริมที่ได้รับรองมาตรฐาน GMP แล้วเท่านั้น


ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 
จากข้อมูลของสถาบันวิจัยฟูจิ เคไซ (Fuji Keizai) คาดการณ์ว่าตลาดอาหารเสริมของญี่ปุ่นจะมีมูลค่าเติบโตจนทะลุ 1 ล้านล้านเยน ในปี 2025 และมีแนวโน้มการขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยมีผลงานในการรับจ้างผลิต (OEM) ส่งออกไปยังญี่ปุ่นมาโดยตลอด เพราะฉtนั้นแล้วการยกระดับความเข้มงวดของกฎระเบียบ GMP สำหรับอาหารเสริมในครั้งนี้จึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในสองแง่มุม คือมีโอกาสเป็นได้ทั้งอุปสรรคทางการค้าและโอกาสในการสร้างความแตกต่างไปพร้อมกัน
ในแง่มุมที่เป็นอุปสรรคทางการค้า การปรับตัวให้สอดรับกับการบริหารจัดการตามมาตรฐาน GMP ในรูปแบบของญี่ปุ่น จะกลายเป็นภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทย ที่เดิมทีเน้นอิงตามมาตรฐานอาเซียน GMP (ASEAN GMP) เป็นหลักจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมในระบบประกันคุณภาพ การจัดการเอกสาร และการเสริมสร้างระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ให้เข้มงวดมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน มาตรการนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีต่อประเทศไทยเช่นกัน เนื่องจากประเทศไทยได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือภายในภูมิภาคอาเซียน อีกทั้งอุตสาหกรรมสุขภาพและสมุนไพรของไทยก็พัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น สำหรับบริษัทที่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานของญี่ปุ่นได้ การเข้มงวดของกฎระเบียบครั้งนี้อาจกลายเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ ได้


ข้อคิดเห็น / ข้อเสนอแนะของ สคต. (สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ)
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) มีความเห็นว่า การที่ญี่ปุ่นเพิ่มความเข้มงวดในข้อบังคับ GMP ของอาหารเสริมนั้น แม้ในระยะสั้นจะส่งผลให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ส่งออกไทย แต่ในระยะกลางถึงระยะยาวจะกลายเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างความแตกต่าง เนื่องจากตลาดญี่ปุ่นไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงแค่เรื่องราคา แต่จะเน้นที่ระบบการรับรองคุณภาพมากขึ้น ดังนั้น ความสามารถในการรองรับการจัดการเอกสาร GMP ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) การตรวจวิเคราะห์ต่าง ๆ ตลอดจนความพร้อมในการรองรับการเข้ามาตรวจสอบโรงงาน (Audit) จากบริษัทญี่ปุ่น จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเลี่ยงไม่ได้
สำหรับประเทศไทยซึ่งมีจุดแข็งในด้านวัตถุดิบสมุนไพร วัตถุดิบเพื่อสุขภาพ และเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถ้าหากบริษัทไทยสามารถตอบสนองต่อมาตรฐานของประเทศญี่ปุ่นได้ จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการยกระดับภาพลักษณ์และสร้างความน่าเชื่อถือในฐานะ “ผู้รับจ้างผลิตอาหารเสริมคุณภาพสูง” ได้เช่นกัน

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
แปลและเรียบเรียงจาก
หนังสือพิมพ์ The Japan Food Journal วันที่ 18 พฤษภาคม 2569

Share :
Instagram