
ตามรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติฟิลิปปินส์ (Philippine Statistics Authority: PSA)
เผยอัตราว่างงานในเดือนกรกฎาคม 2569 ของฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ ร้อยละ 6.0 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 หรือคิดเป็นจำนวนผู้ว่างงานประมาณ 3.14 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.9 ในเดือนมิถุนายน 2569 และร้อยละ 5.3 ในเดือนกรกฎาคม 2568
นาย Claire Dennis Mapa นักสถิติแห่งชาติและนายทะเบียนราษฎร กล่าวว่า อัตราว่างงานล่าสุดที่อยู่ที่ร้อยละ 6.0 ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2565 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของอัตราว่างงานในครั้งนี้มีสาเหตุหลักจากจำนวนประชากรที่เข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุช่วง 15–24 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงหลังจบการศึกษาและเริ่มเข้าสู่การทำงาน อย่างไรก็ตาม ตลาดแรงงานยังไม่สามารถรองรับผู้เข้าสู่ตลาดแรงงานกลุ่มดังกล่าวได้ทั้งหมดทั้งนี้ โดยในเดือนกรกฎาคม 2569 มีชาวฟิลิปปินส์ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้นจำนวน 3.71 ล้านคน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Force Participation Rate: LFPR) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 63.6 จากร้อยละ 60.7 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ผลสำรวจภาวะกำลังแรงงาน (Labor Force Survey: LFS) จะไม่ได้ระบุสาเหตุว่าผู้เข้าสู่ตลาดแรงงานรายใหม่จึงไม่ได้รับการจ้างงาน อย่างไรก็ตาม นาย Claire Dennis Mapa เสริมว่า สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ขยายตัวเฉลี่ยเพียงร้อยละ 2.6 นอกจากนี้ เมื่อบริษัทมีการขยายกิจการย่อมส่งผลให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น แต่หากการขยายกิจการไม่ได้เกิดขึ้นในระดับสูงหรือชะลอตัวลง ก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาในตลาดแรงงาน ซึ่งตลาดแรงงานมีความเชื่อมโยงกับการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยตรง นอกจากนี้ สภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยในเดือนกรกฎาคม 2569 อาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในภาคการค้าปลีก โดยจำนวนการจ้างงานในภาคดังกล่าวลดลงประมาณ 430,000 คน ทั้งนี้ งานที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ ได้แก่ พนักงานจัดเรียงสินค้าในชั้นวางของซูเปอร์มาร์เก็ต แรงงานก่อสร้าง รวมถึงผู้ขับขี่ยานพาหนะแบบใช้แรงคน โดยในเขตกรุงมะนิลามีอัตราว่างงานสูงที่สุดของประเทศที่ร้อยละ 8.2
อัตราการทำงานต่ำกว่าระดับความสามารถ (Underemployment)
อัตราการทำงานต่ำกว่าระดับความสามารถ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญด้านคุณภาพการจ้างงานเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 12.9 ในเดือนกรกฎาคม 2569 จากร้อยละ 12.1 ในเดือนมิถุนายน 2569 ส่งผลให้มีผู้มีงานทำที่อยู่ในภาวะทำงานต่ำกว่าระดับความสามารถจำนวน 6.33 ล้านคนในเดือนกรกฎาคม 2569 เพิ่มขึ้นจาก 6.11 ล้านคน ในเดือนมิถุนายน 2569 แต่ลดลงจาก 6.8 ล้านคนในเดือนกรกฎาคม 2568 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติฟิลิปปินส์ (PSA) จัดให้ผู้ที่มีงานทำแต่ยังต้องการหางานเพิ่มเติมหรือทำงานเพิ่มชั่วโมง เป็นผู้ที่ทำงานต่ำกว่าระดับความสามารถ (Underemployed) และยังกำหนดให้ผู้ที่ทำงานอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ในช่วงระยะเวลา 1 เดือนของการสำรวจอยู่ในกลุ่มผู้ที่ทำงานต่ำกว่าระดับความสามารถ ซึ่งจำนวน
ผู้มีงานทำเพิ่มขึ้นเป็น 49.21 ล้านคน จาก 46.05 ล้านคน ในเดือนกรกฎาคม 2568 อย่างไรก็ตาม อัตราการจ้างงานของประเทศลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ร้อยละ 94.0 จากร้อยละ 94.7 ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยภาคบริการยังคงมีสัดส่วนการจ้างงานสูงที่สุด คิดเป็นร้อยละ 62.8 ของแรงงานทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม ร้อยละ 19.7 และภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 17.5 โดยภาคเกษตรกรรมและป่าไม้มีจำนวนผู้มีงานทำเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเพิ่มขึ้น 1.03 ล้านคน ขณะที่ภาคการผลิตมีจำนวนการจ้างงานลดลงมากที่สุด โดยลดลง 134,000 คน
นาย Arsenio Balisacan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การวางแผน และการพัฒนา (Department of Economy, Planning, and Development: DEPDev) ยอมรับว่าอัตราว่างงานที่อยู่ในระดับสูงถือเป็นความท้าทายของประเทศ และจำเป็นต้องมีการสร้างงานที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น โดยระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนทั้งความก้าวหน้าและความท้าทายเนื่องจากมีชาวฟิลิปปินส์เข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนที่ก่อให้เกิดการจ้างงานที่มีคุณภาพ
นาย Francis Tolentino รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและการจ้างงาน (Department of Labor and Employment: DOLE) กล่าวว่า จะเพิ่มความพยายามในการส่งเสริมให้แรงงานเยาวชนมีความพร้อมและสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้มากขึ้น โดยเสริมว่า ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่ามีตำแหน่งงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอาชีพหรือธุรกิจประเภทใด รวมถึงภาคส่วนใดยังมีตำแหน่งงานหรือแรงงานไม่เพียงพอและมีช่องว่างด้านการจ้างงาน เพื่อให้โครงการและบริการด้านการจ้างงานของภาครัฐสามารถตอบสนองต่อความต้องการของแรงงานและผู้หางานได้อย่างเหมาะสม โดยเป้าหมายไม่ได้มีเพียงการลดอัตราว่างงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำให้ชาวฟิลิปปินส์มีงานที่เหมาะสมมีผลิตภาพสูงขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้น
ที่มา: หนังสือพิมพ์ ABS-CBN
บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็น
อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 6 ในเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ถือเป็นสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวังต่อเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ โดยแม้จำนวนผู้เข้าสู่ตลาดแรงงานจะเพิ่มขึ้น แต่ตลาดแรงงานยังไม่สามารถรองรับแรงงานใหม่ได้ทั้งหมด สะท้อนถึงความท้าทายในการสร้างงานให้เพียงพอกับจำนวนแรงงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราการทำงานต่ำกว่าระดับความสามารถเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 12.9 สะท้อนถึงประเด็นด้านคุณภาพการจ้างงานที่ยังต้องติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อรายได้และกำลังซื้อของประชาชน หากตลาดแรงงานยังไม่สามารถรองรับผู้ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างเพียงพอ อาจส่งผลต่อการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้น สถานการณ์ตลาดแรงงานและภาวะเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์จึงเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับรายได้ การจ้างงาน และกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งอาจส่งผลต่อความต้องการบริโภคและความต้องการนำเข้าสินค้าต่าง ๆ ในระยะต่อไป