
เนื้อข่าว
เศรษฐกิจกลุ่มผู้สูงอายุ (Silver Economy) เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ตอบสนองความต้องการ และมีความจำเป็นสำหรับผู้สูงวัย ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ บริการ ที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญ ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็วในเวียดนาม ท่ามกลางการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบของประเทศ

ปัจจุบัน ผู้สูงอายุเวียดนามส่วนใหญ่นิยมใช้ชีวิตอยู่ในบ้านและชุมชนที่คุ้นเคยมากกว่าการย้ายเข้าไปอยู่ในสถานดูแลผู้สูงอายุ ส่งผลให้บริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (At-home services) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผู้สูงอายุที่กำลังเติบโตของเวียดนาม
นาย Huan Le รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท Wecare247 กล่าวว่า เศรษฐกิจผู้สูงอายุของเวียดนามยังขาดแนวทางดำเนินการที่เป็นรูปธรรมซึ่งตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุอย่างแท้จริง
แม้ผู้สูงอายุเวียดนามประมาณร้อยละ 80 ต้องการได้รับการดูแลที่บ้านก็ตาม ทั้งนี้ โอกาสทางธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระดับพรีเมียมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริการสนับสนุนในชีวิตประจำวันที่เข้าถึงได้ง่าย มีความยืดหยุ่น และสอดคล้องกับความต้องการของครอบครัวเวียดนาม
แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับโครงสร้างสังคมของเวียดนาม โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุประมาณร้อยละ 70 ของประเทศ แต่ยังขาดแคลนบริการด้านการดูแลอย่างเพียงพอ ส่งผลให้ความต้องการบริการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
มูลค่าตลาดเศรษฐกิจสูงวัยของเวียดนามคาดว่าจะขยายตัวจาก 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2566 เป็น 4,800 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2577 สะท้อนแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ โดยปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดมาจากการบริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ซึ่งตอบโจทย์ด้านความสะดวก ใช้งานได้จริง มีความยืดหยุ่น และค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับครอบครัวทั่วไป ขณะเดียวกัน ระบบดูแลผู้สูงอายุของเวียดนามยังเผชิญข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างชัดเจน ดร. Nguyen Van Vinh Chau รองผู้อำนวยการกรมอนามัย (Department of Health) นครโฮจิมินห์ ระบุว่า จากการตรวจสุขภาพประชาชน 500,000 คนที่มีอายุมากกว่า 60 ปี พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วผู้สูงอายุแต่ละคนมีโรคเรื้อรังมากกว่า 2 โรค และ ประมาณร้อยละ 10 ต้องการความช่วยเหลือในการใช้ชีวิตประจำวัน แม้ความต้องการจะเพิ่มขึ้น แต่ระบบดูแลผู้สูงอายุของนครโฮจิมินห์ยังคงมีข้อจำกัด โดยปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่เปิดแผนกเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ (Geriatric Department) เพียง 15 แห่ง มีแผนกผู้ป่วยผู้สูงอายุแบบผสมผสาน (Mixed-Specialty Geriatric Department) 17 แห่ง และศูนย์คุ้มครองทางสังคม (social protection centers) 36 แห่งเท่านั้น จึงยังไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาดผู้สูงอายุ และด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญจึง ตั้งข้อสังเกตว่า เวียดนามยังขาดศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบรายวันและศูนย์กิจกรรมชุมชนสำหรับผู้สูงอายุ ที่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในช่วงเวลากลางวัน ซึ่งผู้สูงอายุสามารถพบปะสังสรรค์ ออกกำลังกาย และรับการดูแลในระหว่างที่บุตรหลานที่เป็นวัยผู้ใหญ่ออกไปทำงาน อีกทั้งรูปแบบบริการดังกล่าวในหลายประเทศยังมีราคาค่าบริการต่ำกว่าการดูแลในสถานพักอาศัยแบบเต็มเวลาอย่างมาก ซึ่งในเวียดนาม บริการประเภทนี้ยังมีอยู่จำกัดมาก
นาง Nguyen Thi Kieu Oanh ผู้ก่อตั้งบริษัท Life Energy - Genki กล่าวว่า ผู้สูงอายุชาวเวียดนามจำนวนมากไม่ต้องการออกจากละแวกบ้านและชุมชนที่คุ้นเคย บริษัทจึงพัฒนารูปแบบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบกึ่งพักอาศัย โดยผู้สูงอายุยังคงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย แต่ในระหว่างวันผู้สูงอายุสามารถมาที่ศูนย์ดูแล เพื่อพบปะเพื่อนฝูง สังสรรค์ เข้าร่วมกิจกรรมฟื้นฟูสุขภาพกายและสมอง รวมถึงเข้ารับการตรวจสุขภาพ การฟื้นฟูสมรรถภาพ ก่อนกลับไปใช้เวลากับครอบครัวในช่วงเย็น ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยผลักดันธุรกิจประเภทดังกล่าวคือการปรับเปลี่ยนทัศนะคดิของสมาชิกในครอบครัว ให้สนับสนุนญาติผู้ใหญ่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ยังสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ในหลายอุตสาหกรรมของเวียดนาม โดยคาดว่าในปี 2581 ประชากรเวียดนาม 1 ใน 5 คนจะมีอายุมากกว่า 60 ปี และภายในปี 2593 ประชากร 1 ใน 6 คนจะมีอายุเกิน 65 ปี
นาย Matthew Powell ผู้อำนวยการบริษัท Savills Hanoi ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรจะผลักดันความต้องการอสังหาริมทรัพย์และบริการสำหรับผู้สูงอายุให้เพิ่มสูงขึ้น และขยายออกไปนอกเหนือจากความต้องการที่อยู่อาศัยแบบดั้งเดิม โดยจะรวมถึงชุมชนที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ สถานดูแลผู้สูงอายุแบบมีผู้ช่วยดูแล (Assisted-living facilities) และโครงการที่พักอาศัยที่เน้นด้านสุขภาพ ซึ่งบูรณาการกับบริการดูแลสุขภาพระยะยาว โดยคาดว่าในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า ธุรกิจดังกล่าวมีแนวโน้มเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจบริการที่เติบโตเร็วที่สุดของเวียดนาม เนื่องจากความต้องการการดูแลแบบมืออาชีพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังเริ่มให้ความสนใจเศรษฐกิจสูงวัยของเวียดนามมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่ผสานการพัฒนาที่อยู่อาศัย เข้ากับบริการด้านสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness) โดยมีกรุงฮานอย และนครโฮจิมินห์ เป็นตลาดสำคัญ เนื่องจากมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน รายได้ที่สูงขึ้น และการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่ดีขึ้น ขณะที่เมืองท่องเที่ยวชายทะเล เช่น นครดานัง ญาจาง และฟูก๊วก กำลังกลายเป็นสถานที่ที่น่าสนใจสำหรับชุมชนผู้เกษียณอายุและรีสอร์ตที่เน้นด้านสุขภาพมากขึ้นเช่นกัน
(แหล่งที่มา https://news.tuoitre.vn/ ฉบับวันที่ 10 พฤษภาคม 2569)
วิเคราะห์ผลกระทบ
เวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) กลายเป็นหนึ่งในกลไกเศรษฐกิจใหม่ที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 เวียดนามมีประชากรผู้สูงอายุประมาณ 16.1 ล้านคน (ร้อยละ 16 ของประชากรทั้งประเทศ) และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 18 ล้านคน (ร้อยละ 17.5 ของประชากรทั้งประเทศ) ภายในปี 2573 แนวโน้มดังกล่าวได้เปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตลาดผู้สูงอายุ โดยเฉพาะบริการดูแลสุขภาพและบริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (At-home services) ตลอดจนกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในรูปแบบโครงการที่ผสานการพัฒนาที่อยู่อาศัยเข้ากับบริการด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness)
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัยกำลังสร้างความท้าทายอย่างมากต่อระบบสาธารณสุขของเวียดนาม จากการสำรวจผู้สูงอายุจำนวน 475,313 คน พบว่า ผู้สูงอายุแต่ละคนมีโรคเรื้อรังเฉลี่ยมากกว่า 2 โรค และจำเป็นต้องได้รับการรักษาระยะยาว โดยร้อยละ 63 ของผู้สูงอายุมีภาวะความดันโลหิตสูง ร้อยละ 26 ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ร้อยละ 18 เริ่มมีภาวะร่างกายอ่อนแอ และร้อยละ 10 จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือในการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังพบปัญหาด้านสุขภาพจิต เช่น ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุอีกด้วย สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า เวียดนามจำเป็นต้องมีระบบดูแลระยะยาวที่สามารถบริหารจัดการสุขภาพผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการรักษาเฉพาะอาการในระยะสั้น
ในนครโฮจิมินห์ ซึ่งมีผู้สูงอายุประมาณ 1.8 ล้านคน ความต้องการบริการฟื้นฟูสุขภาพและการดูแลระยะยาวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่มีแผนกเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ โรงพยาบาลที่มีแผนกผู้ป่วยผู้สูงอายุแบบผสมผสาน หรือศูนย์คุ้มครองทางสังคม ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดกลุ่มผู้สูงวัย สะท้อนถึงข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขและเครือข่ายดูแลผู้สูงอายุ นอกจากนี้ เวียดนามยังเผชิญปัญหาค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้น การขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง ตลอดจนข้อจำกัดด้านสภาพแวดล้อมและการดูแลสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ
แม้การเข้าสู่สังคมสูงวัยจะเป็นความท้าทายสำคัญของเวียดนาม แต่ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ในการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพและเศรษฐกิจสูงวัยอย่างครบวงจร โดยแนวคิดการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ (Aging in Place) กำลังกลายเป็นแนวทางสำคัญของภาคสาธารณสุขเวียดนาม มุ่งเชื่อมโยงระบบการแพทย์ การดูแลทางสังคม และครอบครัวเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนและครอบครัวได้อย่างมีคุณภาพ
นำเสนอโอกาส/แนวทางการเข้าสู่ตลาดผู้สูงอายุในเวียดนาม
เวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าภายในปี 2579 ประเทศจะเข้าสู่สถานะ “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society)” จากเดิมที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัย (UNFPA Vietnam, 2569) การเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุไม่เพียงก่อให้เกิดความท้าทายด้านสวัสดิการและสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในกลุ่มสินค้าและบริการที่ตอบสนองต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยอีกด้วย
ปัจจุบัน ตลาดการดูแลผู้สูงอายุ (Elderly Care) ของเวียดนาม โดยเฉพาะบริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (Home-based Care) ตามมาตรฐานทางการแพทย์ กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น จากรายงานร่วมของหอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม (VCCI) ในนครโฮจิมินห์ และกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) คาดการณ์ว่า ภายในปี 2578 เวียดนามจะมีประชากรกลุ่มเป้าหมายสำหรับบริการดูแลผู้สูงอายุประมาณ 20 ล้านคน ขณะที่ตลาดการดูแลผู้สูงอายุมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 7.7 ต่อปี สะท้อนถึงศักยภาพทางธุรกิจที่น่าสนใจและแนวโน้มการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าธุรกิจสถานดูแลผู้สูงอายุ (Nursing Home) จะมีความพร้อมด้านบุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์มากกว่า แต่ยังมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง อีกทั้งผู้บริโภคชาวเวียดนามส่วนใหญ่ยังได้รับอิทธิพลจากค่านิยมครอบครัวแบบเอเชีย ซึ่งมองว่าการส่งผู้สูงอายุเข้าพักในสถานดูแลเป็นทางเลือกสุดท้าย ส่งผลให้บริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีศักยภาพสูงในตลาด Silver Economy ของเวียดนาม
สำหรับผู้ประกอบการไทย กลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจคือครอบครัวที่มีรายได้ระดับกลางถึงสูงในนครโฮจิมินห์ กรุงฮานอย นครดานัง ญาจาง และฟูก๊วก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านธุรกิจ Senior Living, Wellness และ Healthcare-linked Real Estate โดยการวางตำแหน่งทางการตลาด (Positioning)
ควรมุ่งเน้นการนำเสนอสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และเข้าถึงได้ในระดับราคาที่เหมาะสม มากกว่าการมุ่งเน้นเฉพาะบริการระดับหรู (Luxury Nursing Home)
สินค้าและบริการไทยที่มีโอกาสในตลาดดังกล่าว ได้แก่ อาหารสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ อาหารทางการแพทย์ อุปกรณ์ช่วยเดิน เตียงผู้ป่วยและเตียงผู้สูงอายุ อุปกรณ์ปรับสภาพบ้านและห้องน้ำเพื่อความปลอดภัย ตลอดจนเทคโนโลยีและอุปกรณ์ดูแลสุขภาพภายในบ้าน โดยสามารถพิจารณาช่องทางการตลาดผ่านโรงพยาบาล คลินิก ร้านขายยา บริษัทประกันสุขภาพ และสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ ได้หารือกับผู้แทนสมาคมเครื่องมือแพทย์นครโฮจิมินห์ (The Ho Chi Minh City Medical Equipment Association) ซึ่งให้ข้อมูลว่า เวียดนามยังมีความต้องการนักลงทุนและผู้ประกอบการในธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะบริการที่มีคุณภาพในระดับราคาที่เข้าถึงได้สำหรับประชากรรายได้ปานกลาง ซึ่งยังเป็นช่องว่างสำคัญของตลาดในปัจจุบัน ผู้ประกอบการไทยที่สนใจลงทุนในธุรกิจศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หรือประสงค์จะนำเสนอสินค้าและอุปกรณ์สำหรับการดูแลผู้สูงวัยในเวียดนาม สามารถติดต่อสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ เพื่อประสานความร่วมมือและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ต่อไป
โดยสรุป ตลาดผู้สูงอายุของเวียดนามกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นประเด็นท้าทายทางสังคม สู่การเป็นหนึ่งในตลาดบริการสุขภาพและไลฟ์สไตล์ที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ จึงนับเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยทั้งในด้านการลงทุน การให้บริการ และการส่งออกสินค้าเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจผู้สูงอายุ (Silver Economy) ในระยะยาว