fb
การค้ายูเออี–อิหร่านฟื้นตัว แต่ความเชื่อมั่นนักลงทุนยังเปราะบาง

การค้ายูเออี–อิหร่านฟื้นตัว แต่ความเชื่อมั่นนักลงทุนยังเปราะบาง

โดย
Suthida
ลงเมื่อ 04 สิงหาคม 2569 12:00
สคต. ณ เมืองดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) (TTC, Dubai (United Arab Emirates))
1

ภายหลังการหยุดยิง (ชั่วคราว) เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยังไม่สงบ แต่การค้าระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) กับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้ฟื้นตัวเข้าสู่ระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งอีกครั้ง โดยปริมาณการขนส่งสินค้าและจำนวนเรือบรรทุก ตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศประเมินว่า ตลาดอิหร่านยังคงมีความเสี่ยงสูงสำหรับนักลงทุน จากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ  ความไม่แน่นอนทางการเมือง และอุปสรรคด้านระบบการเงินและการชำระเงินที่ยังไม่คลี่คลาย ทั้งนี้ บทวิเคราะห์จากสื่อออนไลน์ Arabian Gulf Business Insight (AGBI) ได้ชี้ให้เห็นบทบาทของยูเออี โดยเฉพาะรัฐดูไบ ในฐานะศูนย์กลางการส่งออกต่อ (Re-export Hub) ที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน และประตูกระจายสินค้าไปยังตลาดอิหร่านและประเทศใกล้เคียง

ภูมิหลังและสถานการณ์ปัจจุบัน

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยูเออีเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่านก่อนที่มาตรการ คว่ำบาตรจะทวีความเข้มงวด โดยเฉพาะก่อนปี 2561 มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศ (ไม่รวมน้ำมัน) อยู่ที่ประมาณ 20-25 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการส่งออกต่อ (Re-export) สินค้าที่นำเข้าจากประเทศที่สาม อาทิ จีน ไทย อินเดีย และยุโรป มิใช่สินค้าที่ผลิตในยูเออีเอง ภายหลังการหยุดยิง กิจกรรมการขนส่งกลับมาคึกคักอีกครั้ง และคาดว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและธุรกิจบริการโลจิสติกส์ ขณะที่การลงทุนโดยตรงยังมีแนวโน้มจำกัด สะท้อนว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศยังขับเคลื่อนด้วยการค้าผ่านตัวกลางมากกว่าการลงทุนในระยะยาว

เหตุผลที่ดูไบยังคงเป็นศูนย์กลางการส่งออกต่อของอิหร่าน

แม้อิหร่านจะเผชิญมาตรการคว่ำบาตรอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐดูไบยังรักษาสถานะการเป็นประตูการค้าและศูนย์กลางการส่งออกต่อที่สำคัญที่สุดของอิหร่านไว้ได้ ด้วยปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ทำเลที่ตั้งซึ่งห่างจากชายฝั่งอิหร่านเพียงประมาณ 150 กิโลเมตร โดยข้ามอ่าวอาหรับ (อ่าวเปอร์เซีย) ทำให้ขนส่งได้รวดเร็วและต้นทุนต่ำกว่าการนำเข้าโดยตรงจากยุโรปหรือเอเชียการมีชุมชนธุรกิจชาวอิหร่านขนาดใหญ่กว่า8,000บริษัท ซึ่งเป็นเครือข่ายการค้าและการเงินที่เชื่อมสองตลาดเข้าด้วยกัน ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่ทันสมัย มีเขตการค้าเสรี (Free Zones) ระบบศุลกากรที่รวดเร็ว และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระดับโลกจำนวนมาก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้นำเข้าในอิหร่านจำนวนมากยังเลือกนำเข้าสินค้าผ่านดูไบ เพราะสะดวก รวดเร็ว และช่วยลดความยุ่งยากด้านเอกสารและการชำระเงินที่มักเป็นอุปสรรคเมื่อค้าขายกับอิหร่านโดยตรง

บทบาทของท่าเรือจีเบลอาลีและเรือดาวว์ (Dhows) ในการขนส่งสินค้า

ท่าเรือจีเบลอาลี (Jebel Ali Port) ซึ่งเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นหัวใจสำคัญ ของระบบการส่งออกต่อ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรวบรวม พักเก็บ และกระจายสินค้า (Re-export Hub) โดยสินค้าจากต่างประเทศจะถูกนำเข้ามาพักในคลังสินค้าหรือรวบรวมเป็นล็อตก่อนส่งออกต่อไปยังอิหร่าน ทำให้ยูเออีเป็นตัวกลางเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของโลกกับผู้บริโภคในอิหร่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมิได้เป็นผู้ผลิตสินค้าเองก็ตาม

image.png

ควบคู่กันนั้น เรือขนสินค้าแบบโบราณของชาวอาหรับหรือเรือดาวว์ (Dhow) ซึ่งใช้ค้าขายในอ่าวอาหรับมายาวนานหลายร้อยปี ยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยบรรทุกสินค้าได้ประมาณ 100–500 ตัน เดินเรือระหว่างเมืองท่าของยูเออี เช่น ดูไบ ชาร์จาห์ และอัจมาน กับเมืองท่าและเกาะสำคัญของอิหร่าน อาทิ เมืองท่า Bandar Abbas, เกาะ Kish และเกาะ Qeshm จุดเด่นคือต้นทุนต่ำ ยืดหยุ่นสูง สามารถขนถ่ายตามท่าเรือขนาดเล็กและขนส่งสินค้าได้หลากหลายประเภท เหมาะสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย โดยไม่ต้องพึ่งพาสายการเดินเรือขนาดใหญ่ที่หลายแห่งลดหรือยกเลิกบริการไปยังอิหร่านในช่วงคว่ำบาตร อย่างไรก็ดี แม้เป็นการค้าที่ถูกกฎหมาย แต่มักถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพราะในอดีตเคยถูกใช้ลำเลียงสินค้าบางประเภทที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร ผู้ประกอบการจึงพึงระมัดระวังด้านเอกสารและการปฏิบัติตามกฎระเบียบเป็นพิเศษ

สินค้าหลักในการส่งออกต่อ

สินค้าที่ส่งออกต่อไปยังอิหร่านครอบคลุมหลายกลุ่ม อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องจักรและเครื่องมืออุตสาหกรรม ชิ้นส่วนยานยนต์ เวชภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์ สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตจากจีน ไทย อินเดีย และยุโรป สำหรับสินค้าไทยที่มีศักยภาพและนำเข้าผ่านยูเออีเพื่อกระจายต่อไปยังอิหร่านและประเทศใกล้เคียง ได้แก่ ข้าว ผัก/ผลไม้กระป๋อง  ปลากระป๋อง เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ยาง ชิ้นส่วนยานยนต์ และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป การที่ยูเออีทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าจึงเป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออกไทย เพราะเข้าถึงตลาดอิหร่านได้โดยไม่ต้องติดต่อค้าขาย          กับอิหร่านโดยตรงโดยเฉพาะกลุ่มอาหารและสินค้าจำเป็นซึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรน้อยกว่าสินค้าประเภทอื่น

ผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทยภายหลังการฟื้นตัวของการค้า

การฟื้นตัวของการค้าส่งผลเชิงบวกต่อผู้ส่งออกไทยหลายมิติ เมื่อความต้องการในตลาดอิหร่านกลับมาขยายตัว ปริมาณการสั่งซื้อผ่านผู้นำเข้าและผู้กระจายสินค้าในดูไบย่อมเพิ่มขึ้น เปิดโอกาสให้สินค้าไทยกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคมีช่องทางจำหน่ายกว้างขึ้นอีกทั้งการใช้ยูเออีเป็นตัวกลางยังช่วยลดความเสี่ยงด้านการชำระเงินและด้านกฎหมายเนื่องจากคู่สัญญาทางการค้าโดยตรงคือผู้นำเข้าในยูเออี มิใช่ผู้ซื้อในอิหร่าน อย่างไรก็ตาม หากสินค้าถูกส่งต่อไปยังอิหร่านและเข้าข่ายมาตรการคว่ำบาตร ผู้ส่งออกอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมทั้งด้านชื่อเสียงและความสัมพันธ์กับสถาบันการเงิน จึงควรตรวจสอบปลายทางของสินค้า (End-user) จัดทำเอกสารให้ถูกต้องครบถ้วน และเลือกทำการค้ากับคู่ค้าในยูเออีที่น่าเชื่อถือและปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างรัดกุม

ข้อจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตรและความเสี่ยงด้านการเงินและการลงทุน

ภายหลังสหรัฐอเมริกาถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน (JCPOA) ในปี 2561 และใช้นโยบายกดดันสูงสุด (Maximum Pressure) ธนาคารในยูเออีได้เพิ่มความเข้มงวดในการทำธุรกรรมกับอิหร่าน การชำระเงินด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐทำได้ยาก ผู้ประกอบการอิหร่านจำนวนมากจึงหันไปใช้ช่องทางการเงินผ่านประเทศที่สาม เช่น โอมาน ตุรกี และจีน ประกอบกับสายการเดินเรือหลายแห่งลดหรือยกเลิกบริการ และข้อกำหนดด้านเอกสารเข้มงวดขึ้น ความเสี่ยงด้านการเงินและการชำระเงินจึงเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุด เนื่องจากระบบธนาคารของอิหร่านยังไม่เชื่อมโยงกับระบบการเงินระหว่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบทำให้การโอนเงินและการค้ำประกันการชำระเงินมีความยุ่งยากและต้นทุนสูง ส่วนการลงทุนโดยตรงยังเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมือง ความเสี่ยงด้านกฎหมาย และความเป็นไปได้ที่มาตรการคว่ำบาตรจะกลับมาเข้มงวดอีกครั้ง ผู้เชี่ยวชาญจึงประเมินว่าอิหร่านยังเป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูงสำหรับการลงทุนระยะยาว แม้การค้าผ่านตัวกลางจะฟื้นตัว ทั้งนี้ การส่งออกต่อ (Re-export) ผ่านยูเออีไม่เคยหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร และสินค้าด้านมนุษยธรรม

ความเห็นของ สคต. ณ เมืองดูไบ

แนวโน้มการค้าระหว่างยูเออีกับอิหร่านในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 คาดว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร และธุรกิจบริการโลจิสติกส์ ขณะที่การลงทุนโดยตรงยังจำกัด         ตราบเท่าที่มาตรการคว่ำบาตรและความไม่แน่นอนทางการเมืองยังคงอยู่ ในบริบทนี้ ประเทศไทยมีโอกาสใช้ยูเออีเป็นศูนย์กลางการส่งออกต่อไปยังตลาดอิหร่านและประเทศใกล้เคียง โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าจำเป็น    ที่ไทยมีศักยภาพ ทั้งนี้ ผู้ส่งออกไทยควรดำเนินการใน 3 แนวทางควบคู่กัน ได้แก่ (1) สร้างและรักษาความสัมพันธ์กับ   ผู้นำเข้าและผู้กระจายสินค้าในดูไบที่น่าเชื่อถือและมีเครือข่ายเข้าถึงตลาดอิหร่าน (2) ปฏิบัติตามกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศและตรวจสอบสถานะคู่ค้าอย่างรอบคอบ เพื่อมิให้สินค้าไทยเชื่อมโยงกับธุรกรรมที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร และ (3) ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองและพัฒนาการของมาตรการคว่ำบาตรอย่างใกล้ชิด

โดยสรุป ยูเออีโดยเฉพาะรัฐดูไบยังคงเป็นศูนย์กลางการส่งออกต่อและประตูการค้าที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญของผู้ส่งออกไทย ขณะที่การลงทุนโดยตรงยังมีข้อจำกัดสูงจากความเสี่ยงด้านกฎหมาย การเมือง และมาตรการคว่ำบาตร จึงควรดำเนินการด้วยความรอบคอบและระมัดระวังเป็นสำคัญ

 

 

 

 

2026 PR aug 3 (2) การฟื้นตัวของการค้าระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) กับอิหร่าน.pdf
Share :
Instagram