fb
เวียดนามเดินหน้าร่างกฎหมายพลังงานใหม่  เอื้อ EVN ใช้การปรับค่าไฟแก้ปัญหาขาดทุน
โดย
Tran
ลงเมื่อ 29 สิงหาคม 2568 18:43
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
171

เนื้อข่าว 

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามได้เสนอร่างแก้ไขกฤษฎีกาเลขที่ 72 ว่าด้วยการปรับอัตราค่าไฟฟ้า (Decree 72 on electricity price adjustments) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ โดยมีสาระสำคัญคือ การอนุญาตให้การไฟฟ้าเวียดนาม (Vietnam Electricity: EVN) นำผลขาดทุนสะสมเกือบ 44.8 ล้านล้านเวียดนามด่ง หรือประมาณ 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ มาคำนวณรวมในอัตราค่าไฟฟ้าในอนาคต ผลขาดทุนดังกล่าวมีสาเหตุจากราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงในช่วงปี 2565 – 2566 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลตรึงค่าไฟภายในประเทศเพื่อบรรเทาภาระครัวเรือนและภาคธุรกิจที่เพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้ ณ สิ้นปี 2567 การไฟฟ้าเวียดนามยังคงมีภาระขาดทุนสะสมจำนวนมาก และทำให้ทุนของรัฐลดลง หากข้อเสนอนี้ได้รับความเห็นชอบ ภาระขาดทุนดังกล่าวจะถูกทยอยผลักเข้าสู่ค่าไฟฟ้าที่ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องรับผิดชอบในอนาคต

445544_5252612766561152_dn binh duong.jpg

การไฟฟ้าเวียดนามให้เหตุผลว่า การดำเนินมาตรการดังกล่าวมีความจำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินและสร้างความมั่นคงในการลงทุนด้านการผลิตไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและสาธารณชนได้แสดงความกังวลในประเด็นความเป็นธรรม ความโปร่งใส และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยนาย Nguyen Minh Phong นักเศรษฐศาสตร์ เห็นว่าการขาดทุนส่วนหนึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอก แต่ไม่ควรใช้แนวทางการขึ้นค่าไฟเป็นมาตรการแก้ไขทุกครั้ง พร้อมเสนอให้การไฟฟ้าเวียดนามชี้แจงอย่างโปร่งใสเกี่ยวกับจำนวนรายได้ที่คาดว่าจะได้รับ ระยะเวลาที่ใช้ในการชำระหนี้ และความเป็นไปได้ที่ราคาจะกลับมาลดลงเมื่อชำระครบถ้วน รวมถึงการแยกแยะว่าผลขาดทุนเกิดจากสภาวะตลาดหรือความบกพร่องในการบริหารจัดการ

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญบางราย เช่น นาย Le Xuan Nghia อดีตรองประธานคณะกรรมการกำกับดูแลการเงินแห่งชาติ (The National Financial Supervisory Commission) และสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษานโยบายการเงินแห่งชาติ (The National Monetary Policy Advisory Council) เน้นว่าความต้องการไฟฟ้าของเวียดนามจะขยายตัวรวดเร็วตามการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ เขาสนับสนุนกลไกราคาตามตลาดเพื่อดึงดูดการลงทุน แต่ไม่เห็นด้วยกับการผลักภาระขาดทุนเก่าเข้าสู่ค่าไฟในปัจจุบัน เนื่องจากผลขาดทุนดังกล่าวเป็นผลลัพธ์ของนโยบายรัฐในอดีตเพื่อรักษาเสถียรภาพทางสังคม จึงควรถูกจัดการผ่านงบประมาณพิเศษหรือวิธีการทางการคลังอื่น ๆ แทน

ในมุมมองของภาคธุรกิจและประชาชน ความกังวลต่อการปรับขึ้นค่าไฟถือเป็นประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะหลังจากที่มีการปรับขึ้นราคาไปแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 ผู้ประกอบการหลายรายระบุว่าต้นทุนด้านไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นและอาจกระทบต่อผลกำไร รวมถึงรายได้ของพนักงาน เช่น เช่น ผู้ประกอบการอาหารในฮานอย ระบุว่าบริษัทต้องจ่ายค่าไฟราว 600–800 ล้านเวียดนามด่งต่อเดือน คิดเป็นร้อยละ 2 ของต้นทุนการผลิต หากค่าไฟสูงขึ้นจะกระทบต่อรายได้บริษัทและค่าจ้างพนักงานโดยตรง อย่างไรก็ตาม ภาครัฐได้ออกมาให้ความมั่นใจว่า การปรับค่าไฟจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป อยู่ภายใต้กรอบอำนาจของการไฟฟ้าเวียดนามและสอดคล้องกับแนวทางของนายกรัฐมนตรีในการหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อเศรษฐกิจและรักษาสมดุลผลประโยชน์ของรัฐ ธุรกิจ และประชาชน

ผู้เชี่ยวชาญด้านราคาและการกำกับดูแลต่างเห็นพ้องว่า ความชัดเจนและความโปร่งใสเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการตัดสินใจ โดยนาย Nguyen Tien Thoa ประธานสมาคมประเมินราคาแห่งประเทศเวียดนาม (The Vietnam Price Appraisal Association) ระบุว่าตามหลักการ ราคาค่าไฟควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและสร้างกำไรในระดับที่เหมาะสมเพื่อรองรับการลงทุนต่อเนื่อง หากผลขาดทุนเกิดจากนโยบายรัฐสามารถนำมาคิดรวมได้ แต่ต้องแยกจากต้นทุนที่เกิดจากการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ พร้อมเน้นความจำเป็นของการตรวจสอบบัญชีโดยอิสระ การตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสม และการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อสร้างความเชื่อมั่น 

ขณะเดียวกัน ดร. Vo Tri Thanh อดีตรองผู้อำนวยการสถาบันบริหารเศรษฐกิจส่วนกลาง (The Central Institute for Economic Management) ชี้ว่า หากความสูญเสียเกิดจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาด การไฟฟ้าเวียดนามต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แต่หากเป็นผลจากนโยบายรัฐที่ตรึงราคาต่ำกว่าต้นทุนเพื่อเหตุผลทางเศรษฐกิจและสังคมจนทำให้เกิดการขาดทุนและทุนของรัฐลดลง ก็จำเป็นต้องหาทางออกที่เหมาะสม การทยอยกระจายผลขาดทุนเข้าสู่ค่าไฟเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับกฎหมายไฟฟ้า (The Electricity Law) และกฎหมายราคาปี 2566 (The 2023 Price Law)

ประเด็นดังกล่าวสะท้อนถึงความท้าทายเชิงนโยบายที่ซับซ้อน ซึ่งต้องสร้างสมดุลระหว่างการกำหนดค่าไฟให้เพียงพอเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินและดึงดูดการลงทุนที่จำเป็นต่อการเติบโตของเวียดนาม กับการหลีกเลี่ยงไม่ให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจต้องเผชิญภาระที่มากเกินไปจนกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมในภาพรวม

(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 25 สิงหาคม 2568)

วิเคราะห์ผลกระทบ

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแก้ไขกฤษฎีกาเลขที่ 72 ว่าด้วยการปรับอัตราค่าไฟฟ้า (Draft Amendment to Decree 72 on Electricity Price Adjustment) ซึ่งมีสาระสำคัญในการเปิดทางให้การไฟฟ้าเวียดนาม (Vietnam Electricity: EVN) สามารถนำผลขาดทุนสะสมมูลค่าประมาณ 44.8 ล้านล้านเวียดนามด่ง หรือประมาณ 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ มาคำนวณรวมในโครงสร้างต้นทุน และทยอยเรียกเก็บคืนจากผู้บริโภคในอนาคต ผ่านกลไกการปรับค่าไฟฟ้าอย่างเป็นระบบ

ภาระขาดทุนดังกล่าวมีรากฐานจากช่วงปี 2565–2566 ที่ราคาพลังงานโลกผันผวนอย่างรุนแรงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกัน รัฐบาลเวียดนามได้ตรึงราคาค่าไฟฟ้าเพื่อบรรเทาภาระของครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ระหว่างการฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้การไฟฟ้าเวียดนามต้องแบกรับต้นทุนพลังงานส่วนเกินจนเกิดผลขาดทุนสะสมกว่า 50 ล้านล้านเวียดนามด่ง หรือประมาณ 1,900 ล้านเหรียญสหรัฐ และจนถึงสิ้นปี 2567 ภาระดังกล่าวยังคงอยู่ในระดับสูง การไฟฟ้าเวียดนามจึงให้เหตุผลว่าการนำผลขาดทุนมาคำนวณรวมในโครงสร้างต้นทุนค่าไฟเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันการสูญเสียมูลค่าการลงทุนของรัฐในกิจการไฟฟ้า และเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว

ร่างกฤษฎีกาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่ (1) ฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเงินของการไฟฟ้าเวียดนามเพื่อให้รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของประเทศมีความมั่นคงในการดำเนินงาน และคงความสามารถในการชำระหนี้และลงทุนระยะยาว (2) สร้างความมั่นใจแก่นักลงทุน โดยทำให้โครงสร้างราคาสะท้อนต้นทุนจริง อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดึงดูดเงินทุนสำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานใหม่ ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และ (3) แก้ไขผลสืบเนื่องจากนโยบายในอดีต ที่เคยตรึงราคาค่าไฟเพื่อช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจ แต่กลับก่อให้เกิดภาระการเงินต่อ การไฟฟ้าเวียดนามและต่อเนื่องถึงเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ร่างแก้ไขดังกล่าวก่อให้เกิดการถกเถียงในหลายมิติ ทั้งด้านความเป็นธรรมในการผลักภาระขาดทุนไปยังผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ด้านความโปร่งใสที่มีการเรียกร้องให้ตรวจสอบอย่างอิสระ เพื่อแยกแยะระหว่างต้นทุนที่มาจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาพลังงานโลกและอัตราแลกเปลี่ยน กับต้นทุนที่สะท้อนถึงข้อบกพร่องด้านการบริหารจัดการภายในการไฟฟ้าเวียดนาม ตลอดจนด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจ ที่ภาคธุรกิจบางส่วนกังวลว่าค่าไฟที่สูงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนการผลิตและกระทบความสามารถในการแข่งขัน

เพื่อลดแรงกระทบ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามยืนยันว่าการปรับขึ้นค่าไฟจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภายใต้กรอบอำนาจของการไฟฟ้าเวียดนาม และคำสั่งของนายกรัฐมนตรี โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างเสถียรภาพทางการเงินของรัฐวิสาหกิจ การรักษาขีดความสามารถการแข่งขันทางธุรกิจ และการปกป้องผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการกำหนดทิศทางพลังงานที่ยั่งยืนและมั่นคงในระยะยาว

นอกเหนือจากประเด็นโครงสร้างต้นทุนค่าไฟแล้ว เวียดนามยังเผชิญข้อพิพาทระหว่าง การไฟฟ้าเวียดนามและนักลงทุนต่างชาติในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นด้านนโยบายและภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะตลาดลงทุนพลังงานใหม่ ข้อพิพาทสำคัญมักเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตรารับซื้อไฟฟ้า (Feed-in Tariff: FiT) ที่เคยใช้เป็นแรงจูงใจดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ 
แต่ภายหลังการไฟฟ้าเวียดนาม มีการปรับลดอัตราหรือชะลอการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ส่งผลให้หลายโครงการเผชิญความไม่แน่นอนทางการเงิน อีกทั้งยังมีปัญหาความล่าช้าในการเชื่อมต่อโรงไฟฟ้าเข้าระบบสายส่ง เนื่องจากข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารเครือข่ายไฟฟ้า

ในมิติทางกฎหมาย นักลงทุนบางกลุ่มได้ยกระดับข้อพิพาทสู่กลไกอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ โดยอ้างสิทธิ์ตามข้อตกลงการคุ้มครองการลงทุน (BITs) ที่เวียดนามทำไว้กับประเทศต่าง ๆ ซึ่งแม้จะสะท้อนความเปราะบางเชิงนโยบาย แต่ในอีกด้านหนึ่งก็บ่งชี้ถึงความพยายามในการนำระบบกฎหมายระหว่างประเทศมาใช้เป็นกรอบแก้ไขข้อขัดแย้ง สร้างความโปร่งใสและมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับ

การแก้ไขกฤษฎีกาเลขที่ 72 และข้อพิพาทด้านการลงทุนในพลังงานสะอาด ถือเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ที่สะท้อนความท้าทายของเวียดนามในการรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพทางการเงินของรัฐวิสาหกิจ การสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และการปกป้องผู้บริโภค แม้จะมีความไม่แน่นอนระยะสั้น แต่ในระยะยาว นโยบายเหล่านี้สามารถพัฒนาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว และยกระดับบทบาทของเวียดนามในฐานะศูนย์กลางการลงทุนด้านพลังงานสะอาดในภูมิภาคอาเซียน

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

ข้อเสนอของการไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) ที่จะนำผลขาดทุนสะสมมาคำนวณรวมในค่าไฟฟ้า แม้จะสร้างความกังวลเรื่องต้นทุนพลังงานที่อาจเพิ่มขึ้น แต่ก็เป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการและครัวเรือนหันมาแสวงหาทางเลือกใหม่ ลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากการไฟฟ้าเวียดนาม และมุ่งเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นทิศทางที่ช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดของเวียดนามอย่างเป็นรูปธรรม

ในขณะเดียวกัน แม้จะมีข้อพิพาทจากการปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้า (FiT) และความล่าช้าในการเชื่อมต่อโรงไฟฟ้าเข้าระบบที่สร้างความท้าทายต่อนักลงทุนต่างชาติ แต่ปรากฏการณ์นี้กลับสะท้อนถึงการจัดระเบียบใหม่ของนโยบายพลังงานเวียดนาม เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว การที่หลายโครงการเข้าสู่กลไกการเจรจาและอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ยังเป็นสัญญาณว่าตลาดเวียดนามกำลังพัฒนาไปสู่ระบบที่โปร่งใสและได้มาตรฐานมากขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการไทย สถานการณ์นี้ถือเป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์ที่จะเข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่พลังงานสะอาดของเวียดนาม ทั้งในด้านการลงทุนตรง การร่วมทุนกับพันธมิตรท้องถิ่น และการส่งออกเทคโนโลยี เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และโซลูชันอัจฉริยะสำหรับโรงงาน การเติบโตของตลาดยังเอื้อต่อสินค้าไทย เช่น หลอดไฟ LED เครื่องจักรประสิทธิภาพสูง และระบบอัตโนมัติ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการลดต้นทุนด้านพลังงาน

                      ความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายด้านพลังงานของเวียดนาม แม้จะสร้างแรงสั่นสะเทือน แต่กลับเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเสริมบทบาทเป็นพันธมิตรด้านพลังงานและเทคโนโลยีในอาเซียน หากสามารถวางกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความต้องการตลาด ก็จะเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นจุดแข็ง และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในระดับธุรกิจและภูมิภาค

News 25 - 29 August - VN electricity prices.-Edit.pdf
Share :
Instagram