
องค์กรด้านสุขภาพเรียกร้องให้สมาชิกสภานิติบัญญัติเร่งผลักดันร่างกฎหมายปรับเพิ่มอัตราภาษีเครื่องดื่มที่มีสารให้ความหวาน เพื่อช่วยลดการบริโภคเครื่องดื่มประเภทดังกล่าวในประเทศ โดยระบุว่า การผลักดันมาตรการดังกล่าวให้มีผลบังคับใช้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการไม่ดำเนินการอาจก่อให้ภาระด้านสาธารณสุขเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ การบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบแต่ละครั้งสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 โดย Dr. Carol Narvacan-Montano จากวิทยาลัยต่อมไร้ท่อ เบาหวาน และเมแทบอลิซึมแห่งฟิลิปปินส์ (Philippine College of Endocrinology, Diabetes, and Metabolism) กล่าวว่า เครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล เช่น แอสปาร์แตม (Aspartame) ซูคราโลส (Sucralose) แซ็กคาริน (Saccharin) และอิริทริทอล (Erythritol) อาจมีความเสี่ยงต่อสุขภาพเช่นกัน จึงควรจำกัดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีสารให้ความหวานทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มที่ใช้น้ำตาลหรือสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลก็ตาม ขณะที่นาย Kioh Cerez Monato จากองค์กร Masustansiyang Pagkain กล่าวว่า การบริโภคเครื่องดื่มที่มีสารให้ความหวานยังคงอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยการจัดเก็บภาษีเป็นหนึ่งในมาตรการที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาโรคที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ทั้งนี้ องค์กรด้านสุขภาพเสนอให้ปรับเพิ่มอัตราภาษีเครื่องดื่มที่มีสารให้ความหวาน (Sweetened Beverages: SBs) ทั้งชนิดที่ให้พลังงานและไม่ให้พลังงาน จากอัตรา 6 เปโซต่อลิตร เป็น 20 เปโซต่อลิตร และเครื่องดื่มที่ใช้น้ำเชื่อมข้าวโพดฟรุกโตสสูง (High-Fructose Corn Syrup: HFCS) จากอัตรา 12 เปโซต่อลิตร เป็น 40 เปโซต่อลิตร นอกจากนี้ เพื่อให้มาตรการภาษีบรรลุวัตถุประสงค์ด้านสาธารณสุขอย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรฯ เสนอให้ปรับเพิ่มอัตราภาษีร้อยละ 6 ต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อ
ข้อเรียกร้องดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุขฟิลิปปินส์ (Department of Health: DOH) ซึ่งระบุว่า การผ่านกฎหมายปรับเพิ่มอัตราภาษีเครื่องดื่มที่มีสารให้ความหวานอาจช่วยป้องกันประชาชนฟิลิปปินส์ประมาณ 29,000 คน ไม่ให้ป่วยเป็นโรคเบาหวานได้ โดยการปรับเพิ่มอัตราภาษีตามข้อเสนอจะช่วยป้องกันการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานรายใหม่ได้มากขึ้น หากป้องกันไม่ให้ประชาชนบริโภคเครื่องดื่มที่มีสารให้ความหวานในปริมาณมาก โดยกระทรวงฯ มีเป้าหมายลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและช่วยปกป้องประชาชนจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases) เช่น โรคเบาหวาน จึงสนับสนุนการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพมาตรการภาษีเครื่องดื่มที่มีสารให้ความหวานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยปรับเพิ่มอัตราภาษีให้สอดคล้องกับภาวะอัตราเงินเฟ้อ ทั้งนี้ กระทรวงฯ ระบุว่า โรคเบาหวานเป็นหนึ่งในห้าสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประเทศ ขณะที่ผลการศึกษาของสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation: IDF) ระบุว่า ในปี 2567 ฟิลิปปินส์มีผู้ป่วยโรคเบาหวานเกือบ 4.7 ล้านคน
ภาคอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเรียกร้องให้ภาครัฐหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อเสนอปรับเพิ่มภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ
สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแห่งฟิลิปปินส์ (Beverage Industry Association of the Philippines) กล่าวว่า จำเป็นต้องมีการหารือเพิ่มเติมกับภาครัฐเกี่ยวกับข้อเสนอปรับเพิ่มภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ โดยนาย Juan Lorenzo Tañada ประธานสมาคมฯ กล่าวในการประชุม Kapihan sa Manila Bay Forum ว่า ภาคอุตสาหกรรมต้องการให้มีการหารือเพิ่มเติม เนื่องจากกังวลว่าจะไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนจากการจัดเก็บภาษีในอัตราใหม่ได้อย่างเหมาะสม และหากมีการปรับขึ้นภาษี ผู้ผลิตจำเป็นต้องส่งผ่านภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภค ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง (Department of Finance: DoF) เสนอให้ปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตสำหรับเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานชนิดที่ให้พลังงานและไม่ให้พลังงาน จากอัตรา 6 เปโซต่อลิตร เป็น 20 เปโซต่อลิตร และเครื่องดื่มที่ใช้น้ำเชื่อมข้าวโพดฟรุกโตสสูง จากอัตรา 12 เปโซต่อลิตร เป็น 40 เปโซต่อลิตร โดยข้อเสนอปรับเพิ่มอัตราภาษีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของร่างกฎหมายส่งเสริมการเติบโต รายได้ และความเสมอภาคเพื่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคม (Promoting Growth, Revenue, and Equity towards Socio-economic Sustainability: ProGRESS) ซึ่งกำหนดให้ปรับอัตราภาษีตามดัชนีเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ต่อปี นอกจากนี้ ภายใต้ร่างกฎหมายดังกล่าว กระทรวงการคลังยังเสนอให้จัดเก็บภาษีผลิตภัณฑ์น้ำแข็งสำหรับบริโภคเพิ่มเติม ได้แก่ ไอศกรีม ซอร์เบต์ ไอศกรีมแท่ง และโยเกิร์ตแช่แข็ง
นาย John Paolo R. Rivera นักวิจัยอาวุโสจากสถาบัน Philippine Institute for Development Studies กล่าวว่า ควรมีการศึกษาผลกระทบของข้อเสนอปรับขึ้นภาษีดังกล่าวที่มีต่อผู้บริโภค พร้อมให้ความเห็นว่า การจัดเก็บภาษีไม่ใช่เครื่องมือเพียงอย่างเดียวในการแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพ เช่น โรคอ้วนและโรคเบาหวาน และการปรับขึ้นภาษีเครื่องดื่มที่มีสารให้ความหวานอาจไม่สามารถลดการบริโภคได้ในทันที เนื่องจากการตอบสนองของครัวเรือนต่อมาตรการดังกล่าวจะแตกต่างกันตามกำลังซื้อ โดยผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยอาจได้รับผลกระทบจากภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบมากกว่ากลุ่มผู้มีรายได้สูง ซึ่งมีแนวโน้มเลือกบริโภคเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า ขณะที่นาย Tañada กล่าวว่า ถึงแม้ว่ายอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจะลดลงร้อยละ 9 ในปีที่ผ่านมา แต่อัตราภาวะโรคอ้วนกลับเพิ่มขึ้นร้อยละ 43 ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมจึงเรียกร้องให้ภาครัฐเปิดโอกาสให้มีการหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อเสนอปรับขึ้นภาษีดังกล่าว โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ภาระที่อาจตกแก่ผู้บริโภค และผลต่อการบริโภคเครื่องดื่มและปัญหาสุขภาพของประชาชนในภาพรวม
ที่มา: SunStar Philippines และ Business World
บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็น
• การเสนอปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มที่มีสารให้ความหวานของฟิลิปปินส์มีแนวโน้มส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนและการแข่งขันในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม โดยกระทรวงการคลังเสนอภายใต้ร่างกฎหมาย ProGRESS ให้ปรับเพิ่มภาษีเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานชนิดให้พลังงานและไม่ให้พลังงานจาก 6 เปโซต่อลิตร เป็น 20 เปโซต่อลิตร และเครื่องดื่มที่ใช้ไซรัปข้าวโพดฟรุกโตสสูง (HFCS) จาก 12 เปโซต่อลิตร เป็น 40 เปโซต่อลิตร รวมถึงปรับเพิ่มอัตราภาษีร้อยละ 5 ต่อปี ขณะที่องค์กรด้านสุขภาพเสนอให้ปรับเพิ่มอัตราภาษีร้อยละ 6 ต่อปี โดยให้เหตุผลว่าการจัดเก็บภาษีจะช่วยลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่โรคเบาหวาน อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมเครื่องดื่มกังวลว่าภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและราคาจำหน่ายสูงขึ้น ขณะที่นักวิจัยเห็นว่ามาตรการภาษีเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถลดการบริโภคได้ทันที และอาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยมากกว่ากลุ่มรายได้สูง นอกจากนี้ การกำหนดอัตราภาษีแตกต่างกันตามประเภทสารให้ความหวาน อาจส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้วัตถุดิบ การกำหนดราคาจำหน่ายของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม และการแข่งขันระหว่างผลิตภัณฑ์ในตลาด ทั้งนี้ ข้อเสนอปรับเพิ่มภาษียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสมาชิกสภานิติบัญญัติ จึงต้องติดตามอัตราภาษีและประเภทสินค้าที่จะได้รับความเห็นชอบต่อไป สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกเครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องไปยังฟิลิปปินส์ หากมาตรการมีผลบังคับใช้ตามข้อเสนอ อาจทำให้ต้นทุนของผู้นำเข้าและราคาจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อปริมาณการสั่งซื้อจากไทย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ใช้ HFCS ซึ่งเสนอให้จัดเก็บภาษีในอัตราสูงกว่าผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น รวมถึงผู้ผลิตและผู้ส่งออกวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มอาจได้รับผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนสูตรผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตในฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจะแตกต่างกันตามประเภทสินค้าและหลักเกณฑ์ภาษีที่ประกาศใช้จริง ผู้ประกอบการไทยจึงควรติดตามความคืบหน้าของร่างกฎหมาย ตรวจสอบส่วนประกอบและประเภทสินค้าที่เข้าข่ายเสียภาษี ประเมินผลกระทบต่อต้นทุนและราคาจำหน่ายร่วมกับผู้นำเข้า ตลอดจนพิจารณาปรับกลยุทธ์ด้านราคาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลต่ำหรือไม่มีน้ำตาลอาจเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดตามแนวโน้มการบริโภคเพื่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลอาจมิได้ทำให้ผลิตภัณฑ์ได้รับยกเว้นภาษี เนื่องจากข้อเสนอครอบคลุมเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานทั้งชนิดให้พลังงานและไม่ให้พลังงาน ผู้ประกอบการจึงควรพิจารณาหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีตามประเภทและส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายฉบับที่มีผลบังคับใช้ มาตรการดังกล่าวอาจเพิ่มแรงกดดันต่อการส่งออกเครื่องดื่มของไทยไปยังฟิลิปปินส์ในด้านต้นทุนและความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันอาจเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับข้อกำหนดด้านภาษีและพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดฟิลิปปินส์
-----------------------------------
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา
ตุลาคม 2569