รัฐบาลสหราชอาณาจักร (UK) กำลังจะประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางการค้า (Trade Ban) ห้ามทำการค้าและลงทุนกับกลุ่มนิคมผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอล (Settlements) ในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งถือเป็นการยกระดับมาตรการกดดันครั้งสำคัญต่ออิสราเอล โดย นายเอ็ด มิลลิแบนด์ (Ed Miliband) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักร กำหนดจะประกาศแผนมาตรการดังกล่าวในสัปดาห์นี้ หลังจากที่พรรคแรงงาน (Labour) นำโดยนายกรัฐมนตรีแอนดี เบิร์นแฮม (Andy Burnham) ได้พิจารณาร่างกฎหมายและมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา (สิงหาคม 2569)
โดยมีรายละเอียดโดยย่อคือ มาตรการนี้จะห้ามการแลกเปลี่ยนทั้งสินค้าและบริการ (Goods and Services) รวมถึงห้ามสถาบันการเงินและบริษัทของอังกฤษเข้าไปลงทุน ก่อสร้าง หรือโฆษณาใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนิคมผู้ตั้งถิ่นฐานที่ผิดกฎหมายในเขตเวสต์แบงก์และเยรูซาเล็มตะวันออก เพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) และร่วมมือกับกลุ่มประเทศยุโรปอื่น ๆ เช่น สเปน ไอร์แลนด์ เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ ที่ได้ผ่านความเห็นชอบมาตรการแบนสินค้าในลักษณะเดียวกันไปก่อนหน้านี้ ขณะที่ฝั่งรัฐบาลอิสราเอลได้ออกแถลงการณ์ขู่ที่จะใช้มาตรการตอบโต้ทันทีหากสหราชอาณาจักรบังคับใช้กฎหมายนี้
โอกาสของ "ประเทศไทย" ในการส่งออกทดแทนในตลาดสหราชอาณาจักร
การแบนสินค้าจากพื้นที่ขัดแย้งของสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป ส่งผลให้ผู้นำเข้าในฝั่งยุโรปจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Hub) และมองหาแหล่งซัพพลายเออร์ใหม่นอกอิสราเอลทันที ซึ่งเปิดโอกาสให้ "สินค้าไทย" เข้าไปเสียบแทนในกลุ่มสินค้าดังต่อไปนี้
1) กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป (Processed Foods)
พื้นที่นิคมในเวสต์แบงก์มีการทำเกษตรกรรมกรรมขนาดใหญ่ เช่น ผลไม้สด (อินทผลัม, ส้ม), ผักสด, ไวน์ และอาหารแปรรูป
โอกาสของไทย: ซูเปอร์มาร์เก็ตในสหราชอาณาจักรจะระงับการสั่งซื้อสินค้าเกษตรจากพื้นที่ดังกล่าว ผู้ส่งออกไทยสามารถส่งออกผลไม้แปรรูป อาหารทะเลกระป๋อง และผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป เข้าไปทดแทนได้
สินค้าโคเชอร์/ฮาลาล (Kosher/Halal): สินค้าอาหารของไทยที่ได้มาตรฐานสากลและมีการรับรองที่สอดคล้องกับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มในสหราชอาณาจักร จะมีโอกาสเติบโตสูงขึ้น
2) กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและเคมีภัณฑ์อินทรีย์ (Consumer Goods)
โรงงานหลายแห่งในพื้นที่ขัดแย้งผลิตสินค้าประเภทพลาสติก เครื่องสำอาง สบู่ และสารเคมีอินทรีย์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
โอกาสของไทย: กลุ่มสินค้าประเภทเครื่องสำอางสมุนไพร บรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ รวมถึงสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ของไทย มีศักยภาพด้านราคาและคุณภาพการผลิตที่พร้อมแข่งขันเพื่อทดแทนส่วนแบ่งตลาดที่หายไปในอังกฤษ
3) ชิ้นส่วนอุตสาหกรรมเบาและวัตถุดิบ (Industrial Raw Materials)
โอกาสของไทย: ในแง่ของห่วงโซ่อุปทาน สหราชอาณาจักรนำเข้าชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบอุตสาหกรรมบางประเภทจากอิสราเอล หากมาตรการขยายขอบเขตไปถึงการตรวจสอบแหล่งที่มาของส่วนประกอบย่อย (Sub-components) โรงงานในไทยที่เป็นฐานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และยางพาราแปรรูป จะได้รับอานิสงส์จากการเบนเข็มคำสั่งซื้อของบริษัทสัญชาติอังกฤษ
ความเห็นของ สคต.
จากข่าวดังกล่าว สคต. ณ กรุงเทลอาวีฟ มีข้อเสนอแนะกับผู้ประกอบการไทยที่สนใจส่งออกสินค้าไทยไปแทนอิสราเอลดังนี้
ชูจุดขายสินค้าไทย 100% ด้วย Traceability: แนะผู้ส่งออกเตรียมระบบตรวจสอบย้อนกลับและใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) ให้โปร่งใสและชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจแก่คู่ค้าในสหราชอาณาจักรที่กำลังเข้มงวดกับที่มาของสินค้า
เสนอสินค้าไทยเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนและปลอดภัย: ใช้ข้อได้เปรียบเรื่องความปลอดภัยในสายการผลิต ต้นทุนที่แข่งขันได้ และห่วงโซ่อุปทานที่ปราศจากข้อพิพาทภูมิรัฐศาสตร์ นำเสนอสินค้าไทยเป็น Sustainable Alternative เพื่อเข้าเสียบแทนสัดส่วนตลาดที่ว่างลง
เร่งเจาะกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปทดแทน: ให้ผู้ส่งออกกลุ่มผลไม้แปรรูป อาหารทะเลกระป๋อง และอาหารสำเร็จรูป เร่งติดต่อผู้นำเข้าอังกฤษเพื่อทดแทนสินค้าเกษตรจากพื้นที่ข้อพิพาทที่กำลังถูกระงับการสั่งซื้อ
ขยายฐานสินค้าอุปโภคบริโภคที่ได้มาตรฐานสากล: ผลักดันสินค้ากลุ่มพลาสติกชีวภาพ บรรจุภัณฑ์ และเครื่องสำอางสมุนไพรไทย เข้าสู่ช่องทางโมเดิร์นเทรดในอังกฤษ โดยเน้นย้ำมาตรฐานความปลอดภัยที่เป็นสากล
ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il
ที่มา | https://www.jpost.com |
| https://www.reuters.com |
| https://www.chathamhouse.org |