fb
ฟิลิปปินส์เตือนเวียดนามอาจหันไปพึ่งแหล่งนำเข้าข้าวอื่น

ฟิลิปปินส์เตือนเวียดนามอาจหันไปพึ่งแหล่งนำเข้าข้าวอื่น

โดย
kanthima
ลงเมื่อ 29 สิงหาคม 2568 11:00
สคต. ณ กรุงมะนิลา (ฟิลิปปินส์) (TTC, Manila (Philippines))
62

             กระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์ (DA) เผยฟิลิปปินส์พร้อมที่จะไปนำเข้าข้าวจากประเทศผู้ส่งออกรายอื่น หากเวียดนามยังคงคัดค้านมาตรการระงับการนำเข้าข้าวเป็นเวลา 60 วันของรัฐบาลฟิลิปปินส์

               นาย Francisco Tiu Laurel Jr. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร กล่าวเตือนเวียดนามว่า หากยังยืนยันในการคัดค้าน ฟิลิปปินส์จะพิจารณานำเข้าข้าวจากประเทศผู้ส่งออกรายอื่นแทน โดยสมาคมอาหารเวียดนาม (Vietnam Food Association) ได้ยื่นคำร้องต่อกระทรวงพาณิชย์เวียดนาม ขอให้ทบทวนการตัดสินใจของฟิลิปปินส์ โดยให้เหตุผลว่ามาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมข้าวของเวียดนาม ทั้งนี้ มาตรการระงับการนำเข้ามีเป้าหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกษตรกรเผชิญจากราคาข้าวเปลือกตกต่ำในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวซึ่งผู้ค้าข้าวบางรายรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรต่ำกว่าต้นทุนการผลิต   

               ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติฟิลิปปินส์ (PSA) ระบุว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ผลผลิตข้าวเปลือกของฟิลิปปินส์ อยู่ที่ 9.08 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.41 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันจากปีก่อนหน้า ขณะที่ราคารับซื้อเฉลี่ยสำหรับข้าวเปลือกจากเกษตรกรในเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 16.40 เปโซต่อกิโลกรัม ลดลงร้อยละ 33.5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์ถือเป็นตลาดส่งออกข้าวใหญ่ที่สุดของเวียดนาม โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 ฟิลิปปินส์ได้นำเข้าข้าวจากเวียดนามแล้วกว่า 2.44 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม นาย Francisco Tiu Laurel Jr. ได้เสริมว่าฟิลิปปินส์ได้หารือกับผู้ส่งออกรายอื่น เช่น อินเดีย เมียนมา และกัมพูชา ซึ่งมีศักยภาพในการเข้ามาแทนที่เวียดนาม นอกจากนี้ ด้าน ประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. ยังมีท่าทีสนับสนุนการขยายเวลาระงับการนำเข้าออกไปเป็น 90 วัน หากจำเป็นเพื่อปกป้องเกษตรกร ขณะเดียวกันยังพิจารณาเรื่องการปรับขึ้นโครงสร้างอัตราภาษีนำเข้าข้าว โดยรัฐบาลจะใช้ช่วงระยะเวลาการระงับการนำเข้าข้าวดังกล่าวเป็นโอกาสทบทวนโครงสร้างภาษีทั้งนี้ เมื่อปี 2567 ประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. ได้ลงนามคำสั่งบริหารที่ 62 (Executive Order: EO 62) เพื่อลดภาษีนำเข้าข้าวจากร้อยละ 35 เหลือร้อยละ 15 มีผลบังคับใช้จนถึงปี 2571 เพื่อบรรเทาภาวะเงินเฟ้อ โดยรัฐบาลกำหนดให้มีการทบทวนอัตราภาษีทุก 4 เดือน อย่างไรก็ตาม นาย Francisco Tiu Laurel Jr. เสนอให้ดำเนินการทยอยปรับขึ้นอัตราภาษีเป็นร้อยละ 25 และร้อยละ 35 ในระยะต่อมา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผันผวนในตลาดสำหรับข้อกังวลเรื่องการละเมิดกฎระเบียบขององค์การการค้าโลก(WTO)ได้ชี้แจงว่า ฟิลิปปินส์ไม่น่าจะได้รับผลกระทบ เนื่องจาก WTO ยังขาดกลไกในการชี้ขาดข้อพิพาทการค้า อีกทั้งหากมีการร้องเรียนจริง กระบวนการพิจารณาของ WTO จะใช้เวลานานกว่าระยะเวลาการระงับการนำเข้า โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรกล่าวทิ้งท้ายว่า ฟิลิปปินส์จำเป็นต้องปกป้องเกษตรกร และจะดำเนินการทุกทางที่จำเป็น ผลประโยชน์ของชาติย่อมมาก่อนกฎของ WTO       

              นอกจากนี้ สำนักงานศุลกากรฟิลิปปินส์ (Bureau of Customs: BoC) ประเมินว่า การระงับนำเข้าข้าวตามคำสั่งของประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 4.3 พันล้านเปโซ โดยคำนวณจากการจัดเก็บภาษีช่วงเดียวกันปีก่อน แต่หากปริมาณนำเข้ามีแนวโน้มเพิ่ม รายได้ที่หายไปอาจสูงกว่านี้ ทั้งนี้ การระงับนำเข้าข้าวมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำซึ่งเกษตรกรขายผลผลิตได้ต่ำกว่าต้นทุนที่ผ่านมา การปรับลดภาษีนำเข้าข้าวเหลือร้อยละ 15 ตามคำสั่ง EO 62 ส่งผลให้รัฐสูญรายได้กว่า 2 หมื่นล้านเปโซในปี 2567 ขณะที่กระทรวงเกษตรเสนอให้ทยอยปรับอัตรากลับสู่ระดับเดิมร้อยละ 35 ด้านกระทรวงการคลังประเมินว่า มาตรการห้ามนำเข้า 2 เดือนอาจทำให้รายได้ศุลกากรลดลงเล็กน้อย แต่ยังมั่นใจว่าจะสามารถทำตามเป้าหมายการจัดเก็บทั้งปีที่ 9.59 แสนล้านเปโซได้ 

               โดยในอีกด้านหนึ่งเพื่อตอบโจทย์ทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการปฏิรูประยะยาว รัฐบาลจึงเดินหน้ามาตรการด้านโครงสร้างควบคู่ไปด้วย กระทรวงเกษตรได้ประกาศแผนจัดตั้งศูนย์บัญชาการติดตามข้อมูลข้าวแบบดิจิทัล ภายในเดือนพฤศจิกายน 2568 เพื่อเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิต การนำเข้า ระดับสต็อก ราคาขายส่งและขายปลีก ไปจนถึงแนวโน้มตลาดโลก โดยอาศัยระบบ Osiris System ของสำนักอุตสาหกรรมพืช (Bureau of Plant Industry) เป็นฐานข้อมูลหลัก โดยนาย Francisco Tiu Laurel Jr. ระบุว่า ปัจจุบันข้อมูลการเกษตรกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน การบูรณาการเข้าสู่ระบบดิจิทัลเดียวกันจะช่วยให้รัฐบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์อุปสงค์และอุปทาน กระทรวงเกษตรเชื่อว่าการเดินหน้ามาตรการรัฐให้สอดคล้องกับการปฏิรูประบบโดยรวมผ่านการจัดตั้งศูนย์บัญชาการดิจิทัลจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านรายได้แก่เกษตรกรและลดความผันผวนของราคาข้าวที่มีผลโดยตรงต่อภาวะเงินเฟ้อ นอกจากนี้ ศูนย์บัญชาการดิจิทัลยังจะเป็นโครงการนำร่อง ก่อนขยายไปสู่พืเศรษฐกิจอื่นๆ รวมถึงปศุสัตว์ สัตว์ปีก และประมงในอนาคต

     บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็น

     ประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. มีคำสั่งให้ระงับการนำเข้าข้าวทั่วไป (regular milled rice) และข้าวขัดสีคุณภาพดี (well-milled rice) เป็นเวลา 60 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาข้าวเปลือกตกต่ำในประเทศช่วงฤดูเก็บเกี่ยว เกษตรกรจำนวนมากเพิ่งเริ่มต้นเก็บเกี่ยวผลผลิตและกำลังเผชิญปัญหาขายข้าวได้ในราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิตการหยุดนำเข้าชั่วคราวครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อพยุงราคาข้าวเปลือกให้ปรับตัวสูงขึ้นและช่วยป้องกันไม่ให้เกษตรกรประสบภาวะขาดทุนจากการขายผลผลิต อย่างไรก็ดี แม้คำสั่งดังกล่าวจะยกเว้นข้าวบาสมาติและข้าวชนิดพิเศษอื่นๆ ขณะเดียวกัน ยังมีแรงผลักดันให้พิจารณาทบทวนการปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าข้าวกลับไปสู่ระดับเดิมที่ร้อยละ 35 สำหรับประเทศในอาเซียน และร้อยละ 50 สำหรับประเทศนอกอาเซียน เพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้านราคาข้าวเปลือกที่ตกต่ำเท่านั้นเนื่องจากการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวของฟิลิปปินส์เพื่อพึ่งพาตนเองยังคงเป็นเรื่องยากในระยะสั้นขณะเดียวกันฟิลิปปินส์ได้เริ่มเปิดการหารือกับผู้ส่งออกรายอื่น เช่น อินเดีย เมียนมา และกัมพูชา เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาเวียดนามความเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทยในการขยายส่วนแบ่งตลาดและเข้ามาแทนที่เวียดนามในฐานะผู้ส่งออกหลักไปยังฟิลิปปินส์ผู้ประกอบการไทยจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปรับกลยุทธ์การส่งออกให้เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ในปี 2567 ฟิลิปปินส์นำเข้าข้าวรวม 4.77 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 32.10 จากปีก่อน โดยนำเข้าจากเวียดนามเป็นอันดับ 1 ปริมาณ 3.55 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 74.42 ของการนำเข้าข้าวทั้งหมด รองลงมาได้แก่ ไทย ปริมาณ 6.42 แสนตัน (ร้อยละ 13.46) และปากีสถาน ปริมาณ 3.09 แสนตัน (ร้อยละ 6.49) สำหรับในปี 2568 (เดือนมกราคม - พฤษภาคม) ฟิลิปปินส์นำเข้าข้าวรวม 2.05 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 4.37 จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน ที่มีปริมาณการนำเข้า 2.14 ล้านตัน โดยนำเข้าจากเวียดนามเป็นอันดับ 1 ปริมาณ 1.71 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 83.36 ของการนำเข้าข้าวทั้งหมด รองลงมาได้แก่ ไทย ปริมาณ 1.30 แสนตัน (ร้อยละ 6.35) และปากีสถาน ปริมาณ 1.02 แสนตัน (ร้อยละ 5.00)

 

                                                                                                 

                                                                            

ฟิลิปปินส์เตือนเวียดนามอาจหันไปพึ่งแหล่งอื่น RV.pdf
Share :
Instagram