
ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 การค้าข้ามพรมแดนระหว่างแคนาดาและสหรัฐอเมริกาอาจมีการปรับเปลี่ยนรายการสินค้าที่ขนส่งระหว่างกันจากเดือนก่อนหน้า ภายหลังสหรัฐฯ ปรับมาตรการทางการค้าและอัตราภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าแคนาดาหลายประเภท ส่งผลให้ผู้ประกอบการและภาคการขนส่งต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับเงื่อนไขทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ล่าสุด สหรัฐฯ เริ่มเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราร้อยละ 50 สำหรับสินค้าแคนาดาหลายรายการ อาทิ ผลิตภัณฑ์นม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์โลหะและกระดาษ รวมถึงเครื่องยนต์เรือแบบติดท้าย ขณะเดียวกัน ได้ยกเลิกการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าแคนาดาบางประเภท เช่น ปูนซีเมนต์ น้ำตาล กระดาษชำระ และคันเบ็ดตกปลา
นาย Andrew Hencic ผู้อำนวยการและนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ TD Economics ให้ความเห็นว่า การปรับเปลี่ยนรายการสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ในครั้งล่าสุด ไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของแคนาดา อย่างน้อยในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวอาจกระจายตัวไม่เท่าเทียมกัน และยังคงสร้างแรงกดดันต่อชาวแคนาดา ภาคธุรกิจ และนักลงทุนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ การดำเนินธุรกิจ หรือการลงทุนเชื่อมโยงโดยตรงกับอุตสาหกรรมและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีดังกล่าว
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์จาก Capital Economics ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอิสระ มีมุมมองในทิศทางเดียวกันว่า มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแคนาดาบางประเภทของสหรัฐฯ อาทิ ผลิตภัณฑ์เวย์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และรถจักรยานยนต์ น่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของทั้งแคนาดาและสหรัฐฯ ในวงจำกัด เนื่องจากสินค้ากลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับมูลค่าการค้ารวมระหว่างสองประเทศ
ทั้งนี้ TD Economics ได้สรุปมาตรการที่สหรัฐฯ ดำเนินการเพื่อตอบสนองต่อมาตรการภาษีตอบโต้ของรัฐบาลแคนาดา โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่
การเรียกเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 50 สำหรับผลิตภัณฑ์นม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์โลหะและกระดาษ รวมถึงเรือที่ติดตั้งเครื่องยนต์ท้ายเรือ โดยสินค้ากลุ่มนี้คิดเป็นประมาณร้อยละ 0.6 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากแคนาดาทั้งหมดของสหรัฐฯ ในปี 2568
การยกเลิกภาษีนำเข้าสำหรับปูนซีเมนต์ น้ำตาล กระดาษชำระ และคันเบ็ดตกปลา ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 0.5 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากแคนาดาของสหรัฐฯ ในปีเดียวกัน
การห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์เวย์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และรถจักรยานยนต์จากแคนาดา ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน โดยสินค้ากลุ่มนี้มีสัดส่วนต่ำกว่าร้อยละ 0.3 ของการนำเข้าจากแคนาดาทั้งหมด
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สหรัฐฯ ได้ปรับเปลี่ยนกลุ่มสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการภาษีนำเข้า โดยยกเลิกการเรียกเก็บภาษีสำหรับสินค้าประมาณ 20 รายการ ขณะเดียวกันได้ขยายการจัดเก็บภาษีไปยังสินค้ากลุ่มอื่นมากกว่า 300 รายการแทน สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการครั้งนี้มิได้เป็นเพียงการเพิ่มหรือลดอัตราภาษีโดยรวม แต่เป็นการปรับโครงสร้างรายการสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี แม้สินค้าที่ได้รับประโยชน์และสินค้าที่ได้รับผลกระทบจะแตกต่างกัน แต่คุณ Andrew เห็นว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม เนื่องจากมูลค่าสินค้าที่ถูกเรียกเก็บภาษีไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่เป็นการปรับขอบเขตของสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการ อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ภาคธุรกิจแคนาดาต้องเผชิญคือความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ซึ่งส่งผลต่อการวางแผนการผลิต การลงทุน การบริหารห่วงโซ่อุปทาน และการจ้างงาน และอาจนำไปสู่ต้นทุนทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น
เมื่อพิจารณาในระดับมณฑล TD Economics ประเมินว่า ออนแทรีโอ ควิเบก นิวบรันสวิก และโนวาสโกเชีย มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากเป็นฐานการผลิตสินค้าที่ถูกเรียกเก็บภาษีรอบใหม่ อาทิ ผลิตภัณฑ์นม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์โลหะและกระดาษ และเครื่องยนต์เรือแบบติดท้าย ขณะที่บริติชโคลัมเบียคาดว่าจะได้รับผลกระทบในระดับปานกลาง เนื่องจากผลกระทบจากภาษีเพิ่มเติมอาจถูกชดเชยบางส่วนจากสินค้าที่สหรัฐฯ ยกเลิกการเรียกเก็บภาษี
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ผลกระทบจากมาตรการภาษีรุนแรงขึ้น ได้แก่ การยกระดับข้อพิพาททางการค้าระหว่างแคนาดาและสหรัฐฯ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจแคนาดาจะชะลอตัวหรือหดตัวในไตรมาสที่ 4 รวมถึงข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่อาจจำกัดบริษัทแคนาดาในการเข้าร่วมโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเฉพาะตลาดสินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศและอุปกรณ์สำนักงาน ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับกรอบเวลาและขอบเขตของมาตรการดังกล่าว
ความเห็น สคต. มาตรการภาษีรอบล่าสุดของสหรัฐฯ เป็นการปรับเปลี่ยนรายการสินค้าที่ถูกเรียกเก็บภาษี มากกว่าการเพิ่มภาระภาษีในภาพรวม จึงคาดว่าจะส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจแคนาดาในระยะสั้นค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในบางอุตสาหกรรมอาจทำให้ผู้นำเข้าแคนาดาพิจารณากระจายแหล่งจัดหาสินค้า ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้สินค้าไทย โดยเฉพาะอาหารและอาหารแปรรูป ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท ขยายตลาดในแคนาดาได้มากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าระหว่างแคนาดาและสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด และเตรียมปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับทิศทางตลาดและห่วงโซ่อุปทานที่อาจเปลี่ยนแปลงไป
ที่มาข่าว https://ca.finance.yahoo.com/news/u-tariffs-import-bans-wont-123000919.html