fb
ตลาดค้าปลีกสหรัฐฯ แข่งลดราคา รับมือค่าครองชีพสูง ท่ามกลางผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่าย

ตลาดค้าปลีกสหรัฐฯ แข่งลดราคา รับมือค่าครองชีพสูง ท่ามกลางผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่าย

โดย
Katekanok
ลงเมื่อ 20 กรกฎาคม 2569 11:00
สคต. ณ นครนิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกา) (TTC, New York (USA))
7

ผู้บริโภคชาวอเมริกันยังคงเผชิญกับแรงกดดันด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยผลสำรวจของสำนักข่าว CNN เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 พบว่า ชาวอเมริกันกว่าร้อยละ 61 
จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณที่จำกัด

image.png

เพื่อตอบสนองต่อกำลังซื้อที่ชะลอตัวและดึงดูดผู้บริโภค ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐฯ ได้แก่ Walmart, Costco, Target, Kroger, Stop & Shop และ Whole Foods Market ต่างประกาศลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการ โดยเฉพาะสินค้าที่ผู้บริโภคซื้อเป็นประจำ เช่น เนื้อบด ไข่ ข้าวโพด ผลไม้ตามฤดูกาล เครื่องดื่ม น้ำอัดลม และขนมขบเคี้ยว

อย่างไรก็ตาม การปรับลดราคาดังกล่าวเป็นเพียงการลดราคาสินค้าบางส่วน ไม่ใช่การลดราคาทั้งระบบ ผู้ค้าปลีกส่วนใหญ่เลือกใช้กลยุทธ์ลดราคาสินค้าหลักเพื่อดึงลูกค้าเข้าร้าน ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนสินค้าแบรนด์ของร้านค้า (Private Label) ซึ่งมีราคาย่อมเยากว่าสินค้าแบรนด์ทั่วไป

แม้ว่าผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากมาตรการส่งเสริมการขายดังกล่าว แต่กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ยังคาดการณ์ว่า ราคาอาหารโดยรวมของสหรัฐฯ ในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3.2 
ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (Bureau of Labor Statistics: BLS) ระบุว่า ราคาสินค้าอาหาร
ที่บริโภคภายในบ้านเพิ่มขึ้นแล้วประมาณร้อยละ 18 นับตั้งแต่ต้นปี 2565 และหากเปรียบเทียบกับปี 2563 
ราคาสินค้าอาหารในร้านค้าปลีกปรับเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 30

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาอาหารให้อยู่ในระดับสูง ได้แก่

  • ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและวิกฤตพลังงาน ส่งผลให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและวัตถุดิบสำคัญของโลกเกิดความไม่แน่นอน 
    ราคาน้ำมันและค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อต้นทุนการขนส่งและการผลิตอาหาร

  • ต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มสูงขึ้น จากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน มาตรการภาษีนำเข้า และการขาดแคลนอะลูมิเนียม ทำให้ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ประเภทกระป๋อง แก้ว และพลาสติกปรับตัวสูงขึ้นตาม

  • ต้นทุนการผลิตเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนอาหารสัตว์ ปุ๋ย พลังงาน และการขนส่งสูงขึ้น ประกอบกับการลดลงของจำนวนฟาร์มปศุสัตว์ในสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาเนื้อวัวยังคงอยู่ในระดับสูง เป็นประวัติการณ์

ผู้จัดการร้านสหกรณ์อาหาร East End Food Co-op เมืองพิตต์สเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย ระบุว่า ต้นทุน ที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อสินค้าเกือบทุกประเภท ตั้งแต่น้ำมันพืช น้ำมันมะกอก ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง 
อาหารบรรจุกระป๋อง ไปจนถึงเนื้อวัว ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากต้องแบกรับต้นทุน ทั้งด้านอาหารสัตว์ พลังงาน การแปรรูป การขนส่ง และระบบควบคุมอุณหภูมิตลอดห่วงโซ่อุปทาน

แรงกดดันด้านค่าครองชีพยังส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ผู้บริโภคหันมาเลือกซื้อสินค้าแบรนด์ของร้านค้า (Private Label) มากขึ้น ลดการซื้อสินค้าในหมวดเนื้อสัตว์ ของหวาน และสินค้าฟุ่มเฟือย รวมถึงเลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าส่วนลด เช่น Aldi และลดจำนวนครั้งในการเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตแบบดั้งเดิม

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่เริ่มร่วมมือกับผู้ค้าปลีกในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายมากขึ้น อาทิ PepsiCo ที่ปรับลดราคาผลิตภัณฑ์บางประเภทเพื่อกระตุ้นยอดขาย Walmart ที่ลดราคาสินค้าอาหารหลายรายการในช่วงฤดูร้อน และ Whole Foods Market ที่ปรับลดราคาสินค้า Private Label ภายใต้แบรนด์ "365 by Whole Foods Market" มากกว่า 900 รายการ ขณะที่ผู้ค้าปลีกหลายแห่งยังเร่งเจรจากับซัพพลายเออร์ ลดต้นทุนการดำเนินงาน และขยายสัดส่วนสินค้าแบรนด์ของร้านค้า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

image.png

แม้ผู้ค้าปลีกจะเร่งออกมาตรการลดราคาสินค้าเพื่อดึงดูดผู้บริโภค แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมค้าปลีกเห็นตรงกันว่า ราคาอาหารในสหรัฐฯ มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไป เนื่องจากต้นทุนในห่วงโซ่อุปทาน
ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ นักเศรษฐศาสตร์อธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวด้วยหลักการ "Rockets and Feathers" หรือ "ราคาปรับขึ้นรวดเร็ว แต่ปรับลดลงอย่างช้า ๆ" กล่าวคือ เมื่อเกิดแรงกดดันด้านต้นทุน เช่น สงคราม ราคาสินค้า
จะปรับเพิ่มขึ้นทันที แต่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ต้นทุนบางส่วนเริ่มลดลง ราคาสินค้ามักใช้เวลานานกว่าจะปรับลดตาม

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดผู้บริโภคสหรัฐฯ กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ให้ความสำคัญกับ "ความคุ้มค่า (Value for Money)" มากกว่าการเลือกซื้อสินค้าตามแบรนด์เพียงอย่างเดียว ผู้ค้าปลีก จึงให้ความสำคัญกับสินค้าที่สามารถแข่งขันด้านราคา ควบคู่กับคุณภาพและความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดในสหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุน การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพด้านการขนส่ง และการนำเสนอสินค้าที่ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพ ความคุ้มค่า และนวัตกรรม รวมถึงพิจารณาความร่วมมือกับผู้ค้าปลีกในการพัฒนาสินค้า Private Label หรือการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันและรักษาส่วนแบ่งตลาดท่ามกลางภาวะที่ผู้บริโภคสหรัฐฯ ยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย

 

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก 

 ข้อมูลอ้างอิง   CNNThe New York Times, The Daily Podcast, by NY Times

Share :
Instagram