
สมาคมธุรกิจอิสระแห่งชาติ, สหรัฐอเมริกา (National Federation of Independent Business: NFIB) ระบุว่าดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดเล็ก (Small Business Optimism Index) ในเดือนธันวาคม 2025 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 99.5% จาก 99.0% ในเดือนพฤศจิกายน และสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ระดับ 98% ซึ่งสะท้อนว่าผู้ประกอบการเริ่มมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในอนาคตมากขึ้น

ที่มาภาพ: สหพันธ์ธุรกิจอิสระแห่งชาติ สหรัฐฯ
สมาพันธ์ธุรกิจอิสระแห่งชาติสหรัฐฯ วิเคราะห์ว่าช่วงปลายปี 2025 ที่ผ่านมาสถานการณ์ของธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐอเมริกาเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น หลังจากต้องเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากการแพร่ระบาดของ โควิด-19 เงินเฟ้อ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น และปัญหาตลาดแรงงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีดังกล่าวมีนัยสำคัญในเชิงเศรษฐกิจ เนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กถือเป็นฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของการจ้างงานในภาคเอกชน ดัชนี NFIB จึงเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญเพื่อสะท้อน “ความคาดหวัง” ของผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งมักส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน การจ้างงาน และการขยายกิจการในระยะต่อไป
ปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนให้ความเชื่อมั่นปรับดีขึ้นในเดือนธันวาคม 2025 ที่ผ่านมาคือ สัดส่วนเจ้าของธุรกิจที่คาดการณ์ว่าสภาพธุรกิจจะดีขึ้นในอนาคตนั้นเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ดัชนีความไม่แน่นอน (Uncertainty Index) ของ NFIB ปรับลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2024 แสดงให้เห็นว่าความกังวลเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจเริ่มคลี่คลายลง แม้จะยังไม่หมดไปทั้งหมดก็ตาม
นาย บิล ดันเคิลเบิร์ก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ NFIB ให้ความเห็นว่า แม้เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กยังคงกังวลเกี่ยวกับประเด็นด้านภาษี แต่โดยรวมแล้วผู้ประกอบการต่างๆ มีการวิเคราะห์แนวโน้มปี 2026 ในเชิงบวกมากขึ้น จากปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ แรงกดดันด้านต้นทุนที่เริ่มลดลง ความตึงตัวของตลาดแรงงานที่ผ่อนคลายลง และแนวโน้มการลงทุนด้านทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมของธุรกิจในการกลับมาขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่ข้อมูลเชิงลึกจากรายงานปี 2023 ว่าด้วยธุรกิจที่มีลูกจ้าง พบว่าผลจากการสำรวจสินเชื่อธุรกิจขนาดเล็ก ในปี 2022 (Report on Employer Firms 2023: Findings from the 2022 Small Business Credit Survey: SBCS) ซึ่งจัดทำโดยธนาคารกลาง, สหรัฐฯ Federal Reserve Banks ยังคงชี้ให้เห็นว่าภาพรวมของการฟื้นตัวของธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐฯ เป็นไปในลักษณะที่ยังไม่สม่ำเสมอ และยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สำคัญ แม้เศรษฐกิจโดยรวม ณ ตอนนั้นจะเข้าสู่ช่วงหลังโควิดอย่างเต็มรูปแบบแล้วก็ตาม
ในเชิงผลการดำเนินงาน แม้รายได้และการจ้างงานของธุรกิจขนาดเล็กจะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤต แต่ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่า ความสามารถในการทำกำไรยังไม่ฟื้นตัวอย่างทั่วถึง โดยธุรกิจจำนวนมากยังเผชิญต้นทุนแรงงานและต้นทุนดำเนินงานที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การขยายกิจการในระยะกลางยังมีความเปราะบาง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจบริการและท่องเที่ยว
สำหรับประเด็นตลาดแรงงานยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ ธุรกิจขนาดเล็กมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการรักษาพนักงานมากกว่าการขยายจำนวนแรงงาน ผ่านการปรับค่าตอบแทน สวัสดิการ หรือรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น สะท้อนการปรับกลยุทธ์จาก “การควบคุมต้นทุน” ไปสู่ “การรักษาศักยภาพองค์กร” ในสภาพตลาดแรงงานที่ยังคงสภาพตึงตัว
ด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แม้การยื่นขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมจะกลับมาใกล้ระดับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด แต่ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากยังคงพึ่งพาเงินออมส่วนบุคคลและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นหลัก ซึ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดด้านความสามารถในการรับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางการเงินในระยะยาว โดยบทบาทของสำนักงานบริหารธุรกิจขนาดย่อมในสหรัฐอเมริกา (Small Business Administration: SBA) ยังคงมีความสำคัญต่อระบบนิเวศของธุรกิจรายย่อย
เมื่อพิจารณาในระดับพื้นที่ ข้อมูลของรัฐนิวยอร์กสะท้อนความท้าทายที่เด่นชัดกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ ธุรกิจจำนวนมากยังพบแรงกดดันด้านรายได้และการจ้างงาน ขณะที่สถานะทางการเงินของผู้ประกอบการส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลางถึงต่ำ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กมากและภาคบริการ อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อรายได้และการจ้างงานในอีก 12 เดือนข้างหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพเศรษฐกิจระยะกลางของรัฐ
ในบริบทดังกล่าว บทบาทของรัฐนิวยอร์กจึงยังคงมีความสำคัญ โดยรัฐได้เดินหน้ามาตรการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านเงินทุน การให้คำปรึกษา และการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ผ่านโครงการมูลค่าสูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และการใช้เงินจากโครงการส่งเสริมสินเชื่อธุรกิจขนาดเล็กระดับมลรัฐ (State Small Business Credit Initiative: SSBCI) เพื่อเสริมสภาพคล่องและลดข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุนในระยะยาว
โดยสรุป ดัชนีความเชื่อมั่น NFIB ที่ปรับตัวดีขึ้นสะท้อนการฟื้นตัวของธุรกิจขนาดเล็กสหรัฐฯ ขณะที่ข้อมูลจาก SBCS และกรณีศึกษาของรัฐนิวยอร์กย้ำว่า ความท้าทายเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ในระดับสูง ทั้งด้านการเงิน แรงงาน และเงินทุน ภาพรวมดังกล่าวชี้ว่า การฟื้นตัวของธุรกิจขนาดเล็กยังต้องอาศัยนโยบายสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการและประเทศคู่ค้าควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะส่งผลโดยตรงต่ออุปสงค์ การลงทุน และโอกาสทางการค้าในตลาดสหรัฐฯ ในระยะต่อไป
ข้อแนะนำจาก สคต. นครนิวยอร์ก สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไทยที่สนใจลงทุนในสหรัฐอเมริกา
จากแนวโน้มความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐฯ ที่เริ่มฟื้นตัว ควบคู่กับข้อมูลเชิงลึกที่สะท้อนทั้งโอกาสและความท้าทาย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์กเห็นว่า ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการมาลงทุนเปิดธุรกิจในสหรัฐควรให้ความสำคัญกับการศึกษาตลาดและเลือกพื้นที่ลงทุนอย่างรอบคอบ เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของสหรัฐอเมริกามีแตกต่างกันในแต่ละรัฐ ทั้งด้านต้นทุนแรงงาน กฎระเบียบ และแรงสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงการจัดโครงสร้างธุรกิจให้เหมาะสมตามกฎหมายสหรัฐฯ โดยอาศัยที่ปรึกษาด้านกฎหมายและบัญชีตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว พร้อมปรับสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และความยั่งยืน โดยติดตามนโยบายเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างใกล้ชิด มากกว่าการคาดหวังผลตอบแทนในระยะสั้น
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก
ข้อมูลอ้างอิง
https://www.nfib.com/wp-content/uploads/2026/01/2026-Legislative-Priorities.pdf