
บริษัท Forvia ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ระดับโลกจากฝรั่งเศส ประกาศแผนลงทุนเพิ่มเติม 70 ล้านยูโร เพื่อขยายการดำเนินธุรกิจในอินเดีย โดยตั้งเป้าเพิ่มรายได้ในประเทศเป็น 1 พันล้านยูโร ภายในปี 2573 หรือมากกว่าสองเท่าจากระดับปัจจุบัน (450 ล้านยูโร) พร้อมก่อสร้างโรงงานผลิตแห่งใหม่ 3 แห่ง และเพิ่มจำนวนพนักงานกว่า 50% ร่วมมากกว่า 9,000 คน จากปัจจุบัน 6,000 คน เพื่อรองรับความต้องการรถยนต์ SUV ระบบอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ เทคโนโลยียานยนต์ขั้นสูง และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดอินเดีย โดย Forvia คาดว่าการเติบโตของธุรกิจในอินเดียจะสูงกว่าการเติบโตของธุรกิจในระดับโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยนาย Martin Fischer ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ระบุว่า แม้ในปี 2573 รายได้ในอินเดียจะสามารถบรรลุเป้าหมาย 1 พันล้านยูโร แต่สัดส่วนรายได้จากอินเดียยังถือว่ามีขนาดไม่สูงเมื่อเทียบกับพอร์ตธุรกิจทั่วโลกของบริษัท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการขยายธุรกิจได้อีกมากในอนาคต การลงทุนครั้งนี้จึงสะท้อนความเชื่อมั่นของ Forvia ต่อแนวโน้มการเติบโตระยะยาวของอุตสาหกรรมยานยนต์อินเดีย และมีเป้าหมายในการเสริมสร้างศักยภาพด้านการผลิต เทคโนโลยี และการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ภายในประเทศ

ในปี 2568 Forvia มีรายได้จากการดำเนินธุรกิจในอินเดีย 450 ล้านยูโร และเมื่อรวมการลงทุนเพิ่มเติมครั้งนี้ จะทำให้มูลค่าการลงทุนสะสมของบริษัทในอินเดียเพิ่มเป็น 270 ล้านยูโร ภายในปี 2573 โดยบริษัทมีแผนจัดตั้งโรงงานใหม่ 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานผลิตอุปกรณ์ด้าน Clean Mobility ในภูมิภาคตะวันตกของอินเดีย โรงงานผลิตระบบไฟส่องสว่างสำหรับยานยนต์ และโรงงานผลิตเบาะนั่งรถยนต์ ทั้งนี้ Forvia ซึ่งเกิดจากการควบรวมกิจการระหว่าง Faurecia และ Hella ปัจจุบันมีโรงงานผลิตและศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) มากกว่า 10 แห่ง ในอินเดีย โดยนาย Fischer ระบุว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนในอินเดีย เนื่องจากผู้บริโภคหันมาเลือกใช้รถยนต์ที่มีอุปกรณ์และเทคโนโลยีทันสมัยมากขึ้น ซึ่งจะช่วยผลักดันความต้องการด้านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เบาะนั่ง และเทคโนโลยีห้องโดยสาร (Cockpit Technologies) ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโร : 1.14 USD )
ข้อมูลเพิ่มเติม
1.จากรายงานของ Goldman Sachs (ก.ค.2569) ระบุว่าอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และการผลิตชิ้นส่วนความแม่นยำ (Precision Manufacturing) ของอินเดียจะเติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปี (CAGR) ในช่วง FY26–FY30 โดยมีมูลค่ารายได้รวมสูงกว่า 124,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี FY30 ขณะที่กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 15% ต่อปี สะท้อนการขยายตัวของอุตสาหกรรมจากทั้งตลาดยานยนต์ภายในประเทศและการยกระดับสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก การขยายตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ความต้องการรถยนต์ SUV และรถยนต์เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการลงทุนของผู้ผลิตอินเดียในด้าน Precision Machining, Advanced Tooling, Electronics และวิศวกรรมสมัยใหม่ ส่งผลให้สามารถผลิตชิ้นส่วนที่มีความซับซ้อนและตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ได้มากขึ้น โดย Goldman Sachs คาดว่ารายได้ของอุตสาหกรรมจะเติบโต 7% ใน FY27, 12% ใน FY28 และ 10% ใน FY29
2. ผู้ผลิตชิ้นส่วนของอินเดียยังขยายธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ กลาโหม อากาศยาน อิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก ควบคู่กับการเติบโตของตลาดภายในประเทศ และตอกย้ำบทบาทของอินเดียในฐานะศูนย์กลางการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และการผลิตความแม่นยำที่สำคัญของโลกในอนาคต
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความท้าทาย
1. Forvia จะเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับรอง (Sub-tier Supply Chain): การลงทุนสร้างโรงงานใหม่ 3 แห่ง ในอินเดีย โดยเฉพาะด้าน Clean Mobility และ Lighting จะเพิ่มความต้องการผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับ Tier-2 สำหรับชิ้นส่วนที่ยังผลิตในอินเดียได้ไม่เพียงพอ จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ผลิต ชิ้นส่วนระบบไฟส่องสว่าง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และพลาสติกวิศวกรรม โดยเฉพาะผู้ที่เคยเป็นซัพพลายเออร์ของ Faurecia หรือ Hella ในการขยายเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของ Forvia ในอินเดีย
2. 8th Pay Commission หนุนกำลังซื้อในประเทศ: Goldman Sachs มองว่า คณะกรรมการค่าจ้างกลางภาครัฐ (8th Pay Commission) ซึ่งคาดว่าจะประกาศในปี 2569 และมีผลบังคับใช้ในปีงบประมาณ 2570 จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ จากการปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ส่งผลให้ความต้องการรถจักรยานยนต์และรถยนต์ระดับราคาปานกลางเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นโอกาสสำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยในกลุ่มสินค้าระดับกลาง
3. อินเดียเร่งยกระดับสู่ศูนย์กลางการผลิตชิ้นส่วนความแม่นยำ: Goldman Sachs ประเมินว่า ผู้ผลิตชิ้นส่วนของอินเดียกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนแบบดั้งเดิมไปสู่การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีและมูลค่าเพิ่มสูง สะท้อนการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในระยะยาว ผู้ประกอบการไทยจึงควรมุ่งพัฒนาชิ้นส่วนที่มีความซับซ้อนทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมสูง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
ข้อคิดเห็น
1.ตามที่บริษัท Forvia เตรียมแผนลงทุนเพิ่ม 70 ล้านยูโร ในอินเดียช่วงปี 2569–2573 จะส่งผลให้มูลค่าการลงทุนสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 270 ล้านยูโร (เดิมที่ 200 ล้านยูโร) พร้อมตั้งเป้ารายได้ในอินเดีย 1,000 ล้านยูโร ภายในปี 2573 จาก 450 ล้าน ยูโร ในปี 2568 โดยมีแผนก่อสร้างโรงงานใหม่ 3 แห่ง (Clean Mobility/ Lighting Plant/ Seating Plant) และเพิ่มจำนวนพนักงานจาก 6,000 คน เป็น 9,000 คน เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์อินเดีย โดยเฉพาะความต้องการรถยนต์ SUV ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยียานยนต์ขั้นสูง ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของบริษัทต่อศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์อินเดียในระยะยาว ทั้งนี้ สัญญาณจาก Forvia และ Goldman Sachs ที่ออกมาในช่วงเวลาใกล้เคียงกันยิ่งเน้นย้ำศักยภาพของประเทศว่า อินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ขั้นสูงแห่งใหม่ของโลก ซึ่งได้รับแรงหนุนจากทั้งตลาดภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่และศักยภาพการส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ข้อเท็จจริงที่ Forvia ลดการจ้างงานในยุโรป 10,000 ตำแหน่ง แต่เพิ่มการจ้างงานในอินเดีย 3,000 ตำแหน่ง ยิ่งสะท้อนทิศทางการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับมุมมองของ Goldman Sachs ที่ประเมินว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวไม่ได้อยู่ในวัฏจักรระยะสั้นอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วง Structural Growth ที่มีการขยายตัวครอบคลุมหลากหลายสาขามากขึ้น
2. ปี 2569 (เดือนม.ค.–พ.ค.) สินค้าชิ้นส่วนยายนต์ (HS 8708) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (HS 8504, 8507 และ 8542) ของอินเดีย มีมูลค่ารวม 23.45 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 32.91% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าอินเดียยังคงพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนไฟฟ้า แบตเตอรี่ และวงจรรวมจากต่างประเทศในระดับสูง โดย จีน เป็นแหล่งนำเข้าหลัก มูลค่า 8.80 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 37.54% ของตลาด ตามด้วยฮ่องกง เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา (9.32%) และ ไต้หวัน สำหรับประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 11 มีมูลค่านำเข้า 227.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 0.97% ของตลาด และขยายตัว 35.30% เมื่อเทียบปีต่อปี สะท้อนถึงโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการขยายส่วนแบ่งในตลาดอินเดียได้เพิ่มเติมในช่วงเวลาที่อินเดียยังคงพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความซับซ้อนจากต่างประเทศ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรเร่งดำเนินการเจรจาการค้าและเข้าร่วมกิจกรรม Targeted B2B Matching ที่เหมาะสม ระหว่างผู้ผลิตไทยในกลุ่ม EV Components, Lighting, Electronic Sub-assemblies และ Clean Mobility Parts กับผู้ซื้อและผู้ผลิตในอินเดีย เพื่อขยายโอกาสในการเชื่อมโยงเข้าสู่ฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึง Sub-tier Supply Chain ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ที่มา: 1.https://economictimes.indiatimes.com/industry/auto/auto-components/french-auto-parts-maker-forvia-to-invest-70-m-more-in-india/articleshow/132647099.cms?utm_source=chatgpt.com&from=mdr
2.https://economictimes.indiatimes.com/topic/electronics-manufacturing