fb
8 แนวโน้มการออกแบบตกแต่งภายในที่จะพบได้ทั่วไปในสหรัฐฯ ในปี 2026
โดย
Worawut
ลงเมื่อ 30 มกราคม 2569 09:25
สคต. ณ เมืองไมอามี (สหรัฐอเมริกา) (TTC, Miami (USA))
29
1

เนื้อหาสาระข่าว: ปีนี้กำลังก้าวขึ้นเป็น “ปีชี้ชะตา” ของวงการออกแบบตกแต่งภายในอย่างแท้จริง แม้กระแสการออกแบบจะยังได้รับอิทธิพลจากสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง แต่ผู้บริโภคเริ่มมองหาอะไรมากกว่าเพียงความสวยฉาบฉวยที่มาไวไปไว ในปี 2026 แก่นของการออกแบบจะเน้นที่ ความยั่งยืนผ่านกาลเวลา (longevity) การเลือกสรรพื้นที่ที่สามารถใช้งานยาวนาน และงดงามได้ยาวนาน พร้อมสะท้อนตัวตนและเรื่องราวอย่างมีความหมายมากขึ้น แม้บางแนวโน้มอาจเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่ง แต่ทั้งหมดล้วนมีรากฐานจาก เจตนา จิตใจ และวัตถุประสงค์ โดย 8 แนวโน้มที่บรรดานักออกแบบภายในและคนวงในของอุตสาหกรรมนี้ของสหรัฐฯ คาดว่าจะมีให้เห็นทั่วไปในงานตกแต่งภายในปี 2026 ได้แก่

1. แม็กซิมัลลิสม์ (Maximalism) กลับมาใหม่ — แต่กลับมาอย่างมีความหมาย

(Maximulism: คือการออกแบบที่ให้คุณค่ากับความหลากหลาย การซ้อนทับของสี ลวดลาย วัสดุ และวัตถุสะสม โดยเน้นการคัดสรรองค์ประกอบแต่ละชิ้นให้สะท้อนตัวตน เรื่องราว และประสบการณ์ของผู้อยู่อาศัย มากกว่าการจัดวางอย่างประหยัดหรือเป็นกลาง เช่น การเล่นสีสันหลายชุดสี ลวดลายซ้อนลวดลาย ฯลฯ)

แม็กซิมัลลิสม์ (Maximalism) มีบทบาทลดลงหลังยุคของความมินิมัลลิสม์และภาพสวยสไตล์ Pinterest แต่จะกลับมาในปี 2026 อย่างมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนมากขึ้นกว่าเคย

Stephanie Hunt ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของ The Flairhunter อธิบายว่า แม็กซิมัลลิสม์ยุคใหม่ไม่ใช่การ “เพิ่มของ” อย่างไร้ทิศทาง แต่คือการบรรจงคัดสรรวัตถุที่มีคุณค่าและความหมายเข้าสู่พื้นที่อยู่อาศัย โดยกล่าวว่า แม็กซิมัลลิสม์กำลังกลับมาอีกครั้ง โดยเน้นชิ้นงานพิเศษและไอเท็มส่วนตัวที่สะท้อนตัวตนจริง ๆ มันคือการใส่ลูกเล่นแบบมีสไตล์ในองค์ประกอบการออกแบบ (flair factor) หรือจะเรียกว่า Quirk Quotient (ดัชนีที่สะท้อนระดับความแปลกเฉพาะตัว) ก็ได้ ลองนึกภาพคุณย่ามาเยี่ยมบ้านและยกของสะสมให้ แล้วกลับกลายเป็นว่าคุณย่านั้น เธอเท่มากๆ เลยทีเดียว”

คลิกเพื่อชม งานออกแบบแนวแม็กซิมัลลิสม์สำหรับปี 2026

หากจะทำให้ผลงานออกมาติดตาตรึงใจ Staphanie Hunt แนะนำเทคนิคสำคัญ เช่น การจัดวางงานศิลปะแบบซาลอนสไตล์ (Layering art salon-style) การซ้อนลวดลาย (stacking patterns) การนำเอากลุ่มวัสดุพอร์ซเลนหรือเซรามิคแบบต่างๆ มาประกอบเข้าด้วยกัน (assembling grouped collections of porcelain or ceramic) การนำวัสดุที่โดดเด่นตั้งแต่หมอนแบบโบราณไปจนถึงเก้าอี้ผ้าพิมพ์ลายม้าลายมาใช้ตกแต่ง โดยเธอย้ำอีกว่า แบบที่ธรรมดาเรียบๆ นั้นน่าเบื่อ… บ้านที่น่าจดจำต้องสะท้อนบุคลิกของผู้อยู่อาศัย” แล้วเธอก็ยังสนับสนุนให้ออกแบบให้ฉีกออกมาจากกรอบเดิม ๆ ว่า “ให้ลองเอาของที่คนไม่คิดว่าจะเป็นงานศิลปะ มาจัดวางในห้องให้เด่นๆ ความต่างของมันกับที่ดูเหมือนไม่เข้ากันกับของอื่นๆ ในห้องจะสร้างความน่าสนใจขึ้นมา พอมีจุดโฟกัสชัดเจน ดวงตาเราก็พักได้ ไม่ต้องมองวุ่นไปทั่ว ทั้งหมดนี้ทำให้ห้องนั้นโดดเด่นและติดตาได้มากยิ่งขึ้น”

2. ความยั่งยืนกลายเป็นมาตรฐานหลัก

ความยั่งยืน (Sustainability) อยู่ในความสนใจของผู้บริโภคที่มีจิตสำนึกมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ในปี 2026 แนวคิดนี้กำลังก้าวเข้าสู่รสนิยมกระแสหลักมากยิ่งขึ้น Andrew Haltom ผู้อำนวยการฝ่าย Customer Success ของ Rugs.com เผยว่า ความยั่งยืนนั้นยังคงเป็นหลักการที่มีความสำคัญยิ่งทั้งสำหรับผู้บริโภคและนักออกแบบ และทางเลือกในการออกแบบที่หลากหลายก็มีพัฒนาการไปในทิศทางที่สอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าว

“เรายังภาคภูมิใจกับโครงการด้านความยั่งยืนของเรา ซึ่งรวมถึงการปลูกต้นไม้หนึ่งต้นสำหรับพรมทุกผืนที่จำหน่าย” Andrew Haltom กล่าว พร้อมอวดพรมรักษ์โลกคอลเลกชันใหม่ภายใต้แบรนด์ของเขาซึ่งผลิตจากวัสดุรีไซเคิล

สำหรับแบรนด์ต่างๆ ในปัจจุบันนี้แล้ว การปรับแบรนด์ของตนให้สอดคล้องกับคุณค่าของผู้บริโภคไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นทางธุรกิจไปแล้ว

3. ฟังก์ชันการใช้งานกลายเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการออกแบบ

ในปีนี้ การออกแบบที่เน้นการใช้งานจริงจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น Andrew Haltom ยกตัวอย่างพรมที่สามารถนำไปซักทำความสะอาดซักได้จากคอลเลกชัน Kamala และ Theia ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผสานสมรรถนะการใช้งานเข้ากับความสวยงามได้อย่างลงตัว “ฟังก์ชันที่ใช้งานได้จริงในเชิงปฏิบัติ… ทำให้พรมที่นำไปซักทำความสะอาดซักได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับครัวเรือนที่มีวิถีชีวิตเร่งรีบ”

คลิกเพื่อชมภาพ พรมรุ่น Kamala

โซลูชันด้านการจัดเก็บยังเป็นอีกหนึ่งหมวดหมู่ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ตู้รองเท้าที่กำลังเป็นกระแสบน TikTok Shop ไปจนถึงออตโตมันอเนกประสงค์และโต๊ะกาแฟแบบพับหรือยกปรับได้ที่สามารถทำหน้าที่เป็นเวิร์กสเตชัน เฟอร์นิเจอร์ในปัจจุบันจึงไม่ได้ถูกเลือกเพียงเพราะรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่ต้องตอบโจทย์ด้านประโยชน์ใช้สอยให้สอดคล้องทั้งกับพื้นที่และไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งาน

4.งานออกแบบแนวชีวภาพ (Biophilic Design) ก้าวไกลกว่าผนังต้นไม้

(Biophilic แปลว่า "รักสิ่งมีชีวิต" หรือ "ชอบสิ่งมีชีวิต" – bio = สิ่งมีชีวิต + philia = ความรัก)

คลิกเพื่อชมภาพ ตัวอย่างการออกแบบแนว Biophillia

ผนังที่คลุมไปด้วยต้นไม้ (Plant walls) เคยเป็นองค์ประกอบที่ครองพื้นที่งานออกแบบภายในมาแล้วช่วงหนึ่ง ก่อนที่ความนิยมจะค่อย ๆ ซาลงไป อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันที่ไม้ประดับภายในบ้านกลับมาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก แนวคิดการออกแบบแนวชีวภาพ (Biophilic Design) ก็กำลังหวนกลับมาอีกครั้งในรูปแบบที่แข็งแกร่งและชาญฉลาดยิ่งขึ้น โดย Janine Weeks ผู้ก่อตั้งและนักออกแบบหลักของ Weeks Design กล่าว “การออกแบบแนวชีวภาพมุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ที่หลอมรวมธรรมชาติ เพื่อเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับโลกแห่งธรรมชาติ” แต่เธอให้คำแนะนำว่า แนวโน้มนี้มีขอบเขตกว้างไกลกว่าการเพิ่มพื้นที่สีเขียวบนผนัง หากแต่เป็นแนวทางแบบองค์รวม ซึ่งรวมถึงคุณภาพอากาศที่ดี การจัดระบบแสงสว่างที่สอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพของมนุษย์ (circadian-aligned lighting – เช่นแสงสว่างมากช่วงกลางวัน แสงนวลอบอุ่นในช่วงค่ำ) และการเลือกใช้วัสดุอย่างรอบคอบ ในปี 2026 การออกแบบแนวชีวภาพนั้น จะไม่เน้นการติดตั้งชิ้นงานเพื่ออวดของ แต่จะให้ความสำคัญกับการเชื่อมกับธรรมชาติอย่างตั้งใจ  ตั้งแต่ภาพภูมิทัศน์ไปจนถึงสีในโทนต่างๆ ที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

5. การตกแต่งแบบค่อยเป็นค่อยไป (Slow Decoration)

ในยุคหนึ่งแห่งการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเครื่องใช้ในบ้านไปตามกระแสนิยมอย่างรวดเร็วนี้ แนวการตกแต่งอย่างพิถีพิถัน (Slow Decorating) เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในฐานะทางเลือกอันลึกล้ำ แนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับชิ้นงานที่สื่อความหมายเพื่อบอกเล่าเรื่องราวบางอย่าง แทนที่จะเป็นการตอบสนองต่อความพึงพอใจแบบฉาบฉวย

Janette Mallory จาก Janette Mallory Interiors กล่าวว่า “งานออกแบบภายในเริ่มถอยออกห่างจากแนวทางการออกแบบอันไร้อัตลักษณ์อย่างแน่วแน่” แล้วอธิบายว่า ผลลัพธ์ที่ได้คืองานออกแบบอันยั่งยืนนานซึ่งหยั่งลึกอยู่ในบรรยากาศและเจตจำนง ที่ไม่ใช่เพียงกระแสนิยมแบบชั่วครั้งชั่วคราว

คลิกเพื่อชมภาพ ตัวอย่างการออกแบบแนว Slow Decoration

หนึ่งในคุณค่าของแนวทางนี้คือการสร้างสรรพื้นที่ให้เป็นเช่นผลงานโดยออกแบบโดยนักออกแบบแทนที่จะเร่งจัดวางทุกองค์ประกอบให้แล้วเสร็จในทันทีทันใด มีเจตจำนงอันแน่วแน่ในผลงานซึ่งคงอยู่นานเกินกว่าวงจรความนิยมที่ผลัดเวียนไป เธอกล่าวต่ออีกว่า “พัฒนาการในแนวทางนี้ได้หล่อหลอมความเชื่อซึ่งชี้แนวทางให้ผลงานของฉันมาอย่างยาวนานว่า งานออกแบบที่อยู่เหนือกาลเวลา ไม่ได้ขับเคลื่อนไปด้วยกระแสความนิยม แต่ด้วยบรรยากาศ เจตจำนง และความมั่นใจอันสงบนิ่งของวัสดุและสถานที่ซึ่งงดงามขึ้นตามกาลเวลา”

6. วัตถุโบราณและชิ้นงานออกแบบจากอดีต มีรสนิยมแซงหน้าเฟอร์นิเจอร์ตามกระแส

แนวคิดการคัดสรรชิ้นงานจากอดีต (Thrifting – งานออกแบบที่ผ่านการใช้งานและได้รับการคัดสรรใหม่) ได้มีวิวัฒนาการไปไกลเกินกว่าความเป็นสมัยนิยม สู่ความเป็นศาสตร์และศิลป์แห่งการตกแต่งบ้านทั้งหลังแบบองค์รวม สำหรับบรรดาผู้ซื้อแล้ว การเลือกสรรชิ้นงานวินเทจให้คุณค่าทั้งในแง่ความยั่งยืน คุณภาพ และเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งสินค้าเชิงพาณิชย์จากร้านค้าขนาดใหญ่ไม่อาจเทียบได้

คลิกเพื่อชมภาพ ตัวอย่างการออกแบบแนว Vintage & Thrifting

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นน่ะหรือ Marissa Van Noy ผู้บริหารและผู้ก่อตั้ง Three Golden Cranes ให้คำตอบไว้ว่า ชิ้นงานวินเทจนั้นสามารถร้อยเรียงเรื่องราวจากอดีตพร้อมทั้งจิตวิญญาณให้กับสถานที่นั้นๆ ได้ เธอกล่าวอีกว่า “ชิ้นงานเหล่านี้บรรจุเรื่องราวในอดีตไว้ในเบื้องลึก และยังเติมชีวิตให้กับพื้นที่นั้นในแบบที่สินค้าจากโรงงานไม่อาจเทียบเคียงได้เลย” ในทัศนะของ Marissa Van Noy คุณค่ามิได้จำกัดอยู่เพียงมิติเชิงเศรษฐกิจ หากแต่อยู่ที่การคัดสรรวัตถุเพื่อประกอบเป็นงานตกแต่งซึ่งมีคุณค่าคู่ควรแก่การสืบทอดสู่รุ่นต่อไป

7. ผ้าแขวนผนังและงานสิ่งทอที่ร้อยเรียงเรื่องราวผ่านลายทอ

คลิกเพื่อชมภาพ แนสโน้มการออกแบบที่นำเอาสิ่งทิที่มีลวดลายมาใช้งาน

ผ้าซึ่งถักทอเป็นลวดลายสำหรับแขวนบนผนัง (tapestry) กำลังกลับมาทวงพื้นที่บนผนังอีกครั้งในปี 2026 โดย Marissa Van Noy ให้คำจำกัดความสิ่งทอเหล่านี้ว่าเป็นสื่อในการปรับบรรยากาศ ถ่ายทอดลายทอของผืนผ้า คุณค่าของงานฝีมือ และมิติของเรื่องราวที่ลึกซึ้ง “ทั้งลายทอ งานฝีมือ และเนื้อหาของเรื่องราว ล้วนถูกถักทอไว้ในเส้นใยทุกเส้นบนผืนผ้า” ขณะที่ในปัจจุบัน ชิ้นงานวินเทจซึ่งครั้งหนึ่งเคยหายาก ได้กลายเป็นสิ่งที่พอจะหาซื้อได้ไม่ยากแล้ว อีกทั้งยังมีชิ้นงานวินเทจที่ผลิตขึ้นใหม่ ช่วยให้งานออกแบบตกแต่งในแนวทางนี้เอื้อมถึงได้ง่ายขึ้นอย่างมาก

8. พู่ห้อยยังคงเพิ่มรายละเอียดให้กับเนื้องานต่อไป

คลิกเพื่อชมภาพ ตัวอย่างการออกแบบแนว Vintage & Thrifting

ในปี 2026 พู่ห้อยจะมีอยู่ทั่วไปหมด และมีประโยชน์มาก Marissa Van Noy ชี้ว่าพู่ห้อยนั้นจะผุดขึ้นมาตามเฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ และผ้าม่านจนทั่วไปหมด “สิ่งที่ทำให้พู่ห้อยใช้งานได้ดีมากๆ ก็คือประโยชน์ใช้สอยอันหลากหลายของมัน” พู่ห้อยช่วยเติมสีสัน การพริ้วไหว และความละเมียดโดยไม่ได้ทำให้งานออกแบบดูรกหูรกตา ทำให้พู่ห้อยเหล่านี้กลายเป็นรายละเอียดที่อ่อนโยนแต่ทรงพลังในชิ้นงานออกแบบที่วางทับซ้อนกันได้ดี

บทวิเคราะห์: 

1. ตลาดสหรัฐฯ กำลังขยับจาก “ความสวยฉาบฉวย” สู่ “คุณค่าในระยะยาว”จากแนวโน้มทั้ง 8 ที่กล่าวถึงในบทความ สามารถเห็นทิศทางที่ชัดเจนว่า ผู้บริโภคในตลาดสหรัฐฯ กำลังลดความสนใจในงานออกแบบที่เน้นภาพลักษณ์เพียงชั่วคราว และหันมาให้ความสำคัญกับคุณค่าเชิงลึกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความยั่งยืน ฟังก์ชันการใช้งาน ความเป็นตัวตน เรื่องราวของวัสดุ และงานฝีมือ แนวโน้มอย่างแนว Maximalism แบบมีความหมาย แนว Slow Decoration  แนวการคัดสรรชิ้นงานจากอดีต แนวงานสิ่งทอที่มีเรื่องเล่า และแนวงานละเอียดเชิงหัตถศิลป์ เช่น พู่ห้อย ล้วนสะท้อนว่าตลาดกำลังให้คุณค่ากับ “การเลือกอย่างตั้งใจ” มากกว่าการตกแต่งตามกระแส

2. ลักษณะความต้องการของตลาดสหรัฐฯ สอดคล้องกับศักยภาพเชิงโครงสร้างของไทยเมื่อพิจารณาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย จะเห็นว่าแนวโน้มต่างๆ ที่กล่าวถึงในบทความเป็นแนวทางที่ไทยมีพื้นฐานแข็งแรงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นงานสิ่งทอ งานเซรามิก งานไม้ งานจักสาน งานตกแต่งเชิงหัตถกรรม และสินค้าที่ใช้วัสดุธรรมชาติหรือวัสดุรีไซเคิล ผู้ประกอบการไทยจำนวนไม่น้อยสามารถผลิตสินค้าที่มีผิวสัมผัส มีความละเมียดละไม และมีเรื่องราวจากแหล่งผลิตหรือชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง ความยั่งยืน การประดิษฐ์ประดอย และการคัดสรรชิ้นงานจากอดีตที่มีคุณค่า

3. แนวโน้ม “การคัดสรร” และ “การเล่าเรื่อง” เปิดพื้นที่ให้สินค้าไทยเลี่ยงการแข่งขันด้านราคา:    แนวโน้มอย่าง Maximalism แบบมีความหมาย ของเก่าเก็บและงานสิ่งทอที่ร้อยเรียงเรื่องราวผ่านลายทอ ชี้ให้เห็นว่าตลาดไม่ได้มองหาสินค้าจำนวนมากหรือราคาต่ำที่สุด หากแต่มองหาชิ้นงานที่มีเอกลักษณ์ สามารถนำไปจัดวางร่วมกับของสะสมหรือวินเทจอื่น ๆ ได้ ผู้ประกอบการไทยจึงมีโอกาสวางตำแหน่งสินค้าในฐานะ “ชิ้นงานที่ผ่านการคัดสรร” มากกว่าสินค้าเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยลดแรงกดดันจากการแข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่ในตลาดโลก

4. ปัจจัยนโยบายและต้นทุนยังเป็นตัวแปรสำคัญแม้โอกาสจะมีอยู่จริง แต่ตลาดสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดที่มีความซับซ้อน ทั้งในด้านมาตรการทางการค้า ภาษีนำเข้า และข้อกำหนดด้านมาตรฐานสินค้า โดยเฉพาะในกลุ่มเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์จากไม้ ขณะเดียวกัน แนวโน้มค่าขนส่งที่ผันผวนทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ยังเป็นความเสี่ยง ผู้ประกอบการไทยที่มีโอกาสมากที่สุดจึงมักเป็นกลุ่มที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากดีไซน์ วัสดุ และเรื่องราว เพื่อชดเชยต้นทุนด้านภาษีและการขนส่งได้

5. สรุปโอกาสของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐฯจากภาพรวมของแนวโน้มและปัจจัยแวดล้อม สามารถสรุปได้ว่า ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสในการขยายตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มของตกแต่งภายใน งานสิ่งทอ งานฝีมือ และเฟอร์นิเจอร์บางหมวดที่เน้นดีไซน์และคุณค่า มากกว่าสินค้าที่แข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว โอกาสจะเด่นชัดขึ้นสำหรับผู้ประกอบการที่สามารถสื่อสารเรื่องราว ความยั่งยืน และฟังก์ชันการใช้งานได้อย่างชัดเจน

ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ: แนวทางที่ผู้ประกอบการไทยควรดำเนินการเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน ได้แก่

1. พัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับแก่นของแนวโน้ม ไม่ใช่เพียงรูปลักษณ์ผู้ประกอบการควรออกแบบสินค้าโดยยึดแก่นของแนวโน้ม เช่น ความยั่งยืนที่พิสูจน์ได้ ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง และรายละเอียดที่สะท้อนงานฝีมือ มากกว่าการเลียนแบบรูปทรงหรือสีสันเพียงผิวเผิน

2. วางตำแหน่งสินค้าในฐานะ “ชิ้นงานที่ผ่านการคัดสรร”แทนที่จะสื่อสารว่าสินค้าเป็นของตกแต่งทั่วไป ควรเน้นแนวคิดการคัดสรร การเล่าเรื่องของวัสดุ แหล่งผลิต หรือแรงบันดาลใจ เพื่อให้สินค้าไทยถูกมองว่าเป็นองค์ประกอบที่เพิ่มคุณค่าให้กับพื้นที่ ไม่ใช่เพียงของใช้ตามกระแส

3. เสริมความพร้อมด้านมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของแหล่งผลิตในไทยความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ที่ดีไซน์เพียงอย่างเดียว ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีความพร้อมด้านเอกสาร มาตรฐานสินค้า การระบุแหล่งกำเนิด และการบริหารต้นทุนโลจิสติกส์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้นำเข้าและคู่ค้า

4. เลือกช่องทางตลาดให้เหมาะกับลักษณะสินค้าสินค้ากลุ่มของตกแต่งและงานสิ่งทอเชิงคัดสรร เหมาะกับช่องทางที่ให้คุณค่ากับเรื่องราวและดีไซน์ เช่น ร้านเฉพาะทาง กลุ่มนักออกแบบภายใน หรือแพลตฟอร์มที่เน้นงานคัดสรร ขณะที่เฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีความพร้อมด้านการผลิตและบริการหลังการขายมากขึ้นด้วย

โดยสรุปแล้วบทความนี้ชี้ให้เห็นว่า ตลาดสหรัฐฯ ในปี 2026 ไม่ได้มองหาเพียงสินค้าที่ “ฉาบฉวย” แต่กำลังมองหา “ของที่มีความหมาย อยู่ทนนานและใช้งานได้จริง” ซึ่งเป็นทิศทางที่ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากสามารถตอบโจทย์ได้โดยไม่ต้องตัดราคาสู้ หากปรับกลยุทธ์จากการขายสินค้า ไปสู่การขายคุณค่า เรื่องราว และความตั้งใจในการออกแบบอย่างแท้จริง

*********************************************************

ที่มา: Forbes
เรื่อง: “8 Interior Design Trends You’ll See Everywhere In 2026”
โดย: Amanda Lauren
สคต. ไมอามี /วันที่ 26 มกราคม 2569

Share :
Instagram