fb
ฟิลิปปินส์มีแนวโน้มพลาดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 อย่างแน่นอน

ฟิลิปปินส์มีแนวโน้มพลาดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 อย่างแน่นอน

โดย
tanapornwo@ditp.go.th
ลงเมื่อ 29 ตุลาคม 2569 13:07
สคต. ณ กรุงมะนิลา (ฟิลิปปินส์) (TTC, Manila (Philippines))
2

          บริษัท WR Advisory Group ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจและความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ ระบุว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการขยายตัวในปี 2569 ได้อย่างแน่นอน โดยมีปัจจัยกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ที่ไหลเข้าลดลง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

           นาย Robin Michael U. Garcia ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท WR Advisory Group กล่าวในการเปิดตัว Philippine Political and Country Risk Report ว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการขยายตัวได้อย่างแน่นอน พร้อมเตือนว่า หากไม่มีเงินลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อได้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงเดือน ที่เหลือของปี 2569 อาจอยู่ใกล้ระดับร้อยละ 2 อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวไม่ได้เป็นการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยตรง แต่ผลการประเมินชี้ว่าเศรษฐกิจฟิลิปปินส์อาจขยายตัวใกล้เคียงร้อยละ 2 หรือต่ำกว่านั้นในช่วงเดือนที่เหลือของปี 2569 ซึ่งเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ขยายตัวชะลอลงเหลือร้อยละ 2.3 ในไตรมาสที่ 2 จากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่เฉลี่ยร้อยละ 2.6 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปีที่รัฐบาลปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3.5 – 4.5 ทั้งนี้ รายงานยังได้ระบุว่า เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสุทธิที่ไหลเข้าฟิลิปปินส์ในช่วงเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2569 ลดลงร้อยละ 33.4 พร้อมประเมินความเสี่ยงด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจไว้ที่ 12 คะแนนจากคะแนนเต็ม 25 คะแนน จัดอยู่ในระดับความเสี่ยงสูงและมีแนวโน้มแย่ลง นอกจากนี้ แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังจำกัดความสามารถของธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (Bangko Sentral ng Pilipinas: BSP) ในการดำเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะงักงันควบคู่กับเงินเฟ้อ (Stagflation) เป็นเวลานาน โดยระบุว่า ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินได้โดยไม่มีความเสี่ยงที่จะทำให้เงินเฟ้อกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกและไม่สามารถใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นได้โดยไม่ทำให้การชะลอตัวของเศรษฐกิจรุนแรงขึ้น โดยเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในปัจจุบันอยู่ในภาวะชะลอตัวมากที่สุดในรอบ 16 ปี หากไม่นับช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งบริษัท WR Advisory Group ระบุเพิ่มเติมว่า ข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางฟิลิปปินส์ทำให้ขอบเขตของมาตรการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีอย่างมีจำกัด ขณะเดียวกัน ฟิลิปปินส์ได้รับคะแนนความเสี่ยงโดยรวมของประเทศอยู่ที่ 10.375 คะแนน จากคะแนนเต็ม 25 คะแนน จัดอยู่ในระดับความเสี่ยงสูงและมีแนวโน้มแย่ลง โดยจากการประเมินความเสี่ยงทั้งหมด 8 ด้าน พบว่า 4 ด้าน มีแนวโน้มแย่ลง ได้แก่ เสถียรภาพทางการเมือง ความเสี่ยงด้านนโยบายและกฎระเบียบ ความเสี่ยงด้านการคลังและหนี้ภาครัฐ และความเสี่ยงด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งความเสี่ยงด้านการคลังและหนี้ภาครัฐอยู่ในระดับสูง โดยได้คะแนน 16 จาก 25 คะแนน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเมื่อเทียบกับความเสี่ยงด้านอื่นๆ ที่ประเมินไว้ ท่ามกลางภาระหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นและแรงกดดันต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ โดยเดือนมิถุนายน 2569 หนี้ของรัฐบาลกลางฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นเป็น 19.07 ล้านล้านเปโซ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 66 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขณะที่การชำระหนี้ของรัฐบาลในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีมูลค่ารวม 1.23 ล้านล้านเปโซ ซึ่งรายงานระบุว่า ภาระการชำระหนี้ของรัฐบาลที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ภาครัฐต้องแข่งขันกับภาคเอกชนในการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อภายในประเทศที่มีอยู่ในจำนวนจำกัด ทำให้อาจส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจสูงขึ้น แม้ธนาคารกลางฟิลิปปินส์จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมก็ตาม ซึ่งแนวโน้มความเสี่ยงดังกล่าวที่แย่ลงก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจบริการและธุรกิจในภาคส่วนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เช่น ธุรกิจพลังงาน เหมืองแร่ และธนาคาร ซึ่งธุรกิจบริการกำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากเงินเฟ้อ ตลอดจนข้อเรียกร้องของแรงงานที่ต้องการค่าจ้างและสวัสดิการเพิ่มเติม โดยแรงกดดันดังกล่าวอาจยืดเยื้อไปจนถึงปี 2570 หากยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาแรงกดดันด้านราคาได้ ขณะที่ธุรกิจพลังงาน เหมืองแร่ และธนาคารนั้น มีความเสี่ยงเป็นพิเศษจากความไม่แน่นอนทางการเมืองและกฎระเบียบเนื่องจากการดำเนินธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรงจากกฎหมายและนโยบายของรัฐบาล โดย นาย Robin Michael U. Garcia เสริมว่า ธุรกิจกล่าวมีความอ่อนไหวต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างมาก โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาที่ไม่มีความคืบหน้าสำหรับประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยรายงานดังกล่าวได้จัดให้ความเสี่ยงด้านนโยบายและกฎระเบียบอยู่ในระดับสูงกว่าปกติและมีแนวโน้มแย่ลง โดยได้คะแนน 9 จาก 25 คะแนน เนื่องจากกระบวนการทางนิติบัญญัติที่ล่าช้าและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการปฏิรูปที่เสนอไว้ จากมาตรการสำคัญ 52 รายการที่สภาที่ปรึกษาการพัฒนาฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร (Legislative-Executive Development Advisory Council) ระบุไว้ มีเพียง 1 มาตรการที่ผ่านการประกาศใช้เป็นกฎหมาย ส่งผลให้ภาคธุรกิจยังคงรอความชัดเจนเกี่ยวกับการปฏิรูปด้านภาษี พลังงาน และกฎระเบียบอื่นๆ  ทั้งนี้ นาย Robin Michael U. Garcia ยังเสริมว่า การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบายและทำให้การวางแผนธุรกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องพึ่งพาการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐทำให้ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นและผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องวางแผนสำรองมากขึ้น เนื่องจากในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้าอาจมีหลายปัจจัยเปลี่ยนแปลงได้ นอกจากนี้ สำหรับนักลงทุนต่างชาติควรพิจารณาความไม่แน่นอนทางการเมืองและกฎระเบียบอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน พร้อมย้ำว่า สามารถเข้ามาลงทุนในฟิลิปปินส์ได้ แต่ต้องตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งระดับความเสี่ยงโดยรวมของฟิลิปปินส์จะยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าปกติในช่วงที่เหลือของปี 2569 และอาจต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 เนื่องจากการแข่งขันทางการเมืองจะทวีความเข้มข้นขึ้นก่อนการเลือกตั้งระดับชาติในปี 2571 ซึ่งจะเพิ่มความไม่แน่นอนให้แก่ภาคธุรกิจ

ที่มา: หนังสือพิมพ์ Business World 

บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็น

  • ในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจฟิลิปปินส์มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยบริษัท WR Advisory Group ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจและความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ ประเมินว่า ฟิลิปปินส์จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2569 ได้ โดยมีปัจจัยกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ที่ลดลง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ทั้งนี้ เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ขยายตัวเพียงร้อยละ 2.3 ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ลดลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราการขยายตัวในช่วงครึ่งแรกของปีอยู่ที่ร้อยละ 2.6 ต่ำกว่าเป้าหมายการขยายตัวตลอดทั้งปีที่รัฐบาลปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3.5–4.5 นอกจากนี้ เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสุทธิที่ไหลเข้าฟิลิปปินส์ในช่วงเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2569 ลดลงร้อยละ 33.4 ขณะที่การลงทุนภาครัฐในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ลดลงภายหลังการตรวจสอบโครงการที่เข้มงวดขึ้น ประกอบกับความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่อ่อนแอลง ยังคงเป็นปัจจัยกดดันการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ WR Advisory Group ประเมินว่า ฟิลิปปินส์มีความเสี่ยงโดยรวมอยู่ในระดับสูงกว่าปกติและมีแนวโน้มแย่ลง โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านการคลังและหนี้ภาครัฐ ตลอดจนความเสี่ยงด้านนโยบายและกฎระเบียบ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเพิ่มต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ขณะเดียวกัน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังจำกัดความสามารถของธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (Bangko Sentral ng Pilipinas: BSP) ในการดำเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ และเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเผชิญภาวะชะงักงันควบคู่กับเงินเฟ้อ (Stagflation) หากปัญหาดังกล่าวยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนทางการเมืองและกฎระเบียบ รวมถึงการแข่งขันทางการเมืองที่คาดว่าจะเข้มข้นขึ้นก่อนการเลือกตั้งระดับชาติในปี 2571 ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี 2569 และอาจต่อเนื่องไปถึง ปี 2570 ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและความเสี่ยงของฟิลิปปินส์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแนวโน้มเงินเฟ้อ กำลังซื้อของผู้บริโภค การลงทุนภาครัฐ และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ เนื่องจากปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลต่อการบริโภคต้นทุนการดำเนินธุรกิจและความต้องการนำเข้าสินค้าของฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ ควรคำนึงถึงความไม่แน่นอนด้านนโยบายและกฎระเบียบในการวางแผนการตลาดการกำหนดราคา และการประเมินโอกาสทางการค้าเพื่อให้สามารถปรับกลยุทธ์ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์

 

 

--------------------------------------------------

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ

ตุลาคม 2569

 

อัตราเงินเฟ้อฟิลิปปินส์พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี RV.pdf
Share :
Instagram